วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ตรรกะเห่ย ๆ ของนักกฎหมายชื่อ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์








จริง ๆ ไม่รู้วีรพัฒน์จะหน้าด้านอ้างว่าเป็นนักกฎหมายอิสระไปทำไม

เพราะถ้าเป็นนักกฎหมายอิสระจริง ๆ ก็ต้องไม่เคยรับเงินเดือนจากพวกนักการเมือง แต่วีรพัฒน์ รับเงินเดือนจากนักการเมือง แล้วก็มาแสดงความเห็นกฎหมายทางการเมือง แบบนี้จะเรียกว่า เป็นนักกฎหมายอิสระไม่ได้หรอกครับ

แนะนำอ่าน วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายจอมสร้างภาพ

สำหรับบทความนี้ผมจะชี้ให้เห็นว่า นักกฎหมายที่จบจากฮาร์ดวาร์ด (Harvard University) คนนี้มักชอบยกตัวอย่างด้วยตรรกะเห่ย ๆ เสมอ ซึ่งถ้าใครคล้อยตามตรรกะของนายวีรพัฒน์ ก็แสดงว่า เป็นพวกเห่ยเหมือนกัน

โดยผมจะยกตัวอย่างกรณีที่วีรพัฒน์ เห็นแย้งกับข้อเสนอของ กกต. ที่แนะนำให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

ก่อนอื่นเราต้องมาดูเหตุผลข้อเสนอของ กกต. ต่อรัฐบาล กันก่อนดังนี้ (โดยเฉพาะในข้อ 4 และข้อ 5)

1.กกต.ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอโทษประชาชนที่ไม่อาจอำนวยการให้การดำเนินการรับสมัครเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยได้

2.ปรากฏการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ กกต.ได้เคยส่งสัญญาณต่อผู้มีส่วนรับผิดชอบแล้วว่าเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ และยิ่งจะทวีความรุนแรงหากเดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไป จนอาจเป็นต้นเหตุของความไม่สงบ ความโกลาหล การจลาจล และการสูญเสียเลือดเนื้อของพี่น้องประชาชน

3.การรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เป็นเพียงกระบวนการขั้นต้นของการเลือกตั้ง ซึ่งต่อไปภายหน้ายังมีการรับสมัคร ส.ส.เขต การหาเสียง การเลือกตั้ง การนับคะแนน และประกาศผล และหากความขัดแย้งในแนวคิดระหว่างการมีหรือไม่มีการเลือกตั้งยังคงอยู่ เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ไม่ยากว่า การเลือกตั้งจะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ด้วยความสงบเรียบร้อย และ กกต.คงไม่สามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้อีกต่อไป

4.กกต.ขอส่งข่าวสารผ่านแถลงการณ์ฉบับนี้ถึงรัฐบาล คู่ขัดแย้ง และทุกภาคส่วนในสังคมว่า การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.57 จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีการทำความเข้าใจและสร้างข้อตกลงร่วมกันเพื่อความสงบสุขในสังคมระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น กกต.จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจนกว่าจะมีข้อตกลงร่วมกันดังกล่าว ทั้งนี้ กกต.พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นคนกลางในการหาข้อยุติร่วมกัน

5.หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อให้เกิดการคลี่คลายสถานการณ์ในทางที่ดีขึ้น กกต.จะพิจารณาใช้สิทธิและอำนาจหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้งในฐานะกรรมการการเลือกตั้งรายบุคคล เพื่อตัดสินใจคลี่คลายสถานการณ์ตามวิจารณญาณที่เหมาะสม



การที่ กกต. แถลงนี้ คือ การเสนอให้รัฐบาลเลื่อนเลือกตั้งออกไป ย้ำ ! ว่าเป็นแค่ข้อเสนอ

เพราะ กกต.เองรู้ว่า กกต.เองยังไม่มีอำนาจโดยตรงที่จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้เองทั้งหมดโดยลำพัง แต่หากรัฐบาลเห็นด้วยกับข้อเสนอของ กกต. มันก็พอจะมีทางออกร่วมกันที่จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้

ย้ำว่า การเมืองจะมีทางออกเสมอ ไม่มีทางตันจริง ๆ หรอกครับ

----------------

ทีนี้มาดูความเห็นเห่ย ๆ ของนายวีรพัฒน์



สิ่งที่นายวีรพัฒน์อ้างว่า กกต.กำลังจับสลากหมายเลข 157 ให้ตัวเอง คงหมายถึง กกต.กำลังจะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผิดกฏหมายอาญามาตรา 157

“มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”


การที่ กกต. เสนอต่อรัฐบาลให้เลื่อนการเลือกตั้ง เหตุเพราะเกรงการนองเลือดเกิดขึ้นอีก มันก็คือการแสดงความเห็นของ กกต. โดยสุจริต ซึ่งถือเป็นสิทธิที่ กกต.สามารถกระทำได้  เพราะมันได้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นจริง ๆ ในวันจับสลากหมายเลขพรรคการเมือง ซึ่งคือสิ่งยืนยันว่า ข้อเสนอของ กกต. เป็นข้อเสนอที่สุจริตมีเหตุผลรองรับ

กกต.ก็แค่เสนอความเห็นเท่านั้น ซึ่งต่อมารัฐบาลก็รีบชี้แจงทันทีว่า รัฐบาลไม่อาจกระทำตามที่ กกต. เสนอได้

ส่วนกรณีที่รัฐบาลไม่แก้ปัญหาให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ กกต. อาจใช้สิทธิส่วนบุคคลนั้น คงหมายถึง กกต.อาจจะลาออก เมื่่อลาออกแล้ว ก็จะไม่เข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 แต่อย่างใด

แต่นายวีรพัฒน์ กลับอ้างมั่วด้วยตรรกะเห่ย ๆ ด้วยการนำ กกต. ไปเปรียบเทียบกับพวกโจรใต้ไปซะนั่น

ถ้านายวีรพัฒน์เห็นว่า กกต. กับ โจรใต้เอามาเปรียบเทียบกันได้ ผมว่านายวีรพัฒน์นี่ขั้นเลวเลยนะ

เพราะ กกต. เขาทำตามครรลองธรรม คือใช้สิทธิในการแสดงความเห็นและเสนอความเห็นต่อรัฐบาลอย่างเปิดเผยและมีเหตุผลรองรับ แต่โจรใต้มันไม่ได้ใช้สิทธิแบบนี้ แต่มันคือการก่อการร้าย

ซึ่งทุกวันนี้พวกโจรใต้มันก็กระทำอยู่แล้ว คือ ฆ่าคนเพื่อหวังให้รัฐบาลยอมทำตามคำเรียกร้องของมัน นั่นคือ ต้องการแบ่งแยกดินแดน

--------------

ตัวอย่างที่ 2




ไม่รู้นายวีรพัฒน์มันจบกฎหมายมาได้อย่างไร เพราะแค่เรื่องหลักพื้นฐานของคำว่ากฎหมาย มันยังไม่เข้าใจเลย

กฎหมายนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงได้ ตามกาลเวลาและเหตุผลที่เปลี่ยนไปของสังคม เช่นในช่วงเวลาหนึ่งกฎหมายเก่ามันไม่อาจตอบโจทย์ของสังคมได้ต่อไป ก็ต้องแก้กฎหมาย หรือออกกฎหมายใหม่

แต่ตรรกะของนายวีรพัฒน์ เข้าทำนองว่า กฎหมายต้องถือเป็นสิ่งตายตัวเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย หรือใครจะเสนอให้เปลี่ยนแปลงกฎหมายไม่ได้ เช่น

เหตุผลข้อแรก ตรรกะเรื่องคนขับรถเมล์

ถ้าคนขับรถเมล์เห็นข้อบกพร่องของกฎหมายจราจร และจะเสนอรัฐบาลให้ช่วยแก้กฎหมายให้ดีขึ้น ก็ต้องนับว่าเป็นเรืองที่ดี

แต่นายวีรพัฒน์ยกตัวอย่างทำนองว่า ถ้าคนขับรถเมล์เสนอแก้ไขกฎหมายกลายเป็นเรื่องผิด คนขับรถเมล์ไม่มีสิทธิเสนอข้อคิดเห็นในการแก้กฎหมายซะงั้น

เพราะเดี๋ยวนี้ประเทศไทยได้มี พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย หรือการขอเสนอแก้รัฐธรรมนูญโดยประชาชนได้ประกาศใช้แล้วนะครับ

โดยถ้าเสนอกฎหมายปกติ ประชาชนต้องเข้าชื่อ 1 หมื่นคน ส่วนถ้าเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประชาชนต้องเข้าชื่อ 5 หมื่นคน (การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้จำกัดสิทธิที่พวก สส. อีกต่อไปแล้ว)


เหตุผลข้อที่ 2 และข้อที่ 3 เรื่อง ตรรกะเรื่องทหาร ตรรกะเรื่องหมอ

ตรรกะเรื่องทหารกับหมอ ที่นายวีรพัฒน์ยกตัวอย่าง เป็นการที่ทหารและหมอเสนอเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง คือ หวังให้ตัวเองสบายขึ้น!!

ทหารไม่อยากไปลาดตระเวนที่พื้นที่ที่ชาวบ้านต่อต้าน เท่ากับทหารอยากสบายขึ้น ทั้ง ๆ ที่ทหารมีหน้าที่ต้องไปเข้าหาชาวบ้านเพื่อสร้างความสงบสุข

แต่ถ้าทหารเสนอให้รัฐบาลยกเลิกพื้นที่ที่พรก.กำหนด เพื่อคลายสถานการณ์ตึงเครียด แต่ทหารก็ยังเข้าไปลาดตระเวนในพื้นที่นั้นเหมือนเดิม ก็ไม่เห็นจะแปลก


ส่วนตรรรกะเรื่องหมอเสนอปรับอัตราค่ารักษา เพราะหมออยากให้ตัวเองงานน้อยลง หมอจะได้สบายขึ้น เป็นการขอเพื่อประโยชน์ของหมอชัดเจน

แต่กรณีข้อเสนอของ กกต. นั้น กกต.เสนอเพื่อให้ไม่ต้องการมีเหตุการนองเลือดของประชาชนเกิดขึ้นอีก ไม่ได้เป็นการเสนอเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

ฉะนั้นตรรกะทั้งข้อ 2 และข้อ 3 เป็นตรรกะที่นายวีรพัฒน์จะเอามาเปรียบเทียบกับกรณี กกต.เสนอรัฐบาลเลื่อนเลือกตั้งไม่ได้

เพราะการที่ กกต. เสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป ก็เพื่อต้องการให้รัฐบาลและฝ่าย กปปส. ไปหาทางให้เกิดสันติเกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยมาเลือกตั้งก็ได้ เพราะไม่ต้องการให้เกิดการนองเลือดอีก

มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าการเลือกตั้งกลายเป็นการเลือกตั้งเลือด !!

(หมายเหตุ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง เช่น หมอเสนอให้ปลด รมว.สาธารสุข ไงวีรพัฒน์ !! หรือ การที่หมอมีงานเยอะมีคนไข้จนล้นมือ เพราะโครงการ 30 บาท ก็ทำให้มีหมอมากมายลาออกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน)



เหตุผลข้อที่ 4 ตรรกะเรื่องครู

ถ้าครูเห็นข้อเสนอของผู้ปกครองดีมีเหตุผลว่าหลักสูตรเก่ามันมีข้อผิดพลาด ควรแก้ไขปรับปรุง ก็ไม่แปลกถ้าครูจะเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนการสอน

ไม่เห็นจะผิดตรงไหนเลยนะ นายวีรพัฒน์ เพราหลักสูตรการศึกษาไทยมันเปลี่ยนแปลงมาตลอดแทบทุกปีอยู่แล้ว

------------------------

ขอย้อนกลับมาที่ตรรกะโจรใต้ของวีรพัฒน์ 

ตอนนี้โจรใต้ยังไม่เคยวางระเบิดบังคับขู่เข็ญให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป ตรรกะนี้แสดงว่า วีรพัฒน์คิดว่า พวกโจรใต้เป็นพวกรู้จักหน้าที่อย่างนั้นหรือ ?

ถ้าวีรพัฒน์คิดว่าใช่ ก็แสดงว่า วีรพัฒน์ก็ชั่วพอ ๆ กับพวกโจรใต้นั่นแหละ 555

นี่แน่ ๆ ผู้สมัคร สส.สังกัดพรรคเพื่อไทย นั่นแหละ ที่สนิทกับโจรใต้เป็นอย่างดี

---------------

ในประเด็นประมวลกฎหมายมาตรา 112 วีรพัฒน์ เคยเสนอให้ศาลฎีกาตีความกฎหมายนี้ให้ชัดเจน

แล้วในประเด็นรักษาการนายกรัฐมนตรีลาออกได้หรือไม่ ?

ทำไมวีรพัฒน์ไม่ลองเสนอให้รัฐบาลร้องขอศาลรัฐธรรมนูญตีความบ้างล่ะว่า ถ้ารักษาการนายกต้องการลาออก จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ?

เห็นแต่วีรพัฒน์ อ้างอย่างเดียวว่า ลาออกไม่ได่ท่าเดียวเพราะขัดรัฐธรรมนูญ

ที่วีรพัฒน์ไม่กล้าเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะกลัวศาลรัฐธรรมนูญจะตีความไม่ตรงใจที่วีรพัฒน์ต้องการหลอกคนต่อไปจริงไหม ? 5555


คลิกอ่าน คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่เลื่อนการเลือกตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญ






วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ภาพบาดตาบาดใจที่สร้างความเจ็บปวดให้ทักษิณ







หลังจากขี้ข้าทักษิณที่ชื่อ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ แห่ง DSI ได้ทำการอายัดบัญชีกำนันสุเทพ และแกนนำ กปปส. แล้ว

ก็เลยทำให้ประชาชนที่ทราบข่าวต่างพากันสงสาร และต้องการให้กำลังใจแก่คุณสุเทพ ด้วยการนำเงินสดมามอบให้คุณสุเทพกับมือเองเลย


ประชาชนย่านเยาวราช

ภาพที่ประชาชนต่างส่งเงินให้กำนันสุเทพ รู้ไหมมันเป็นภาพที่สร้างความเจ็บปวดที่สุดให้ทักษิณ

เพราะคนอย่างทักษิณมีแต่ต้องเสียเงินจ้างทุกอย่าง คนอย่างทักษิณ ลองไม่มีเงินสิ บรรดาขี้ข้า บรรดาตะกวด ในพรรคเพื่อไทย แม่งยังไม่แลเลย

แถมพอได้เงินมาแต่ละตัวมันก็อมเงินเก่ง ๆ กันทั้งนั้น

ประชาชนเสื้อแดงยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีปัญญาหรอก พวกนี้ชอบแต่รอแบมือขอทั้งนั้น สันดานขี้ขอคือเสื้อแดง ลองไม่มีนโยบายประชานิยมสิ รับรองคนพวกนี้แม่งไม่เลือกเพื่อไทยหรอก

หรือการชุมนุมเสื้อแดงเดี่ยวนี้ ถ้าไม่จ้างก็ไม่มา ส่วนที่พวกมาโดยไม่จ้าง นั่นแปลว่า ยังไม่เลิกโง่ หรือไม่ก็เป็นพวกกุ๊ยอันธพาล

อดีตเสื้อแดงหลายคนก็ตาสว่างจ้างให้ก็ไม่มาแล้ว พวกขี้ข้าเลยต้องไปจ้างเวียดนาม เขมร พม่า มาใส่เสื้อแดงแทนเพราะหาคนมาไม่พอ

น่าสมเพชคนอย่างทักษิณ มีเงินแต่ไร้คนจริงใจด้วย

/@akecity





สาวออฟฟิศย่านสีลม ก็หอบเงินมาฝากกำนันสุเทพ เหมือนกัน 






นี่เท่ากับว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ช่วยเรียกคน เรียกเงินให้กำนันสุเทพแท้ ๆ

นี่แหละหนาที่เขาเรียกว่า ยิ่งว่ายิ่งยุ !!


มีที่ไหนในโลก ผู้ชุมนุมแย่งกันบริจาคเงินให้ผู้นำการชุมนุมแบบนี้ !!


-----------------------

ทักษิณหลุด เข้าแถวแถวรับเงิน 500 บาท



ทักษิณมันขี้โม้จริง ๆ "ถ้าผมไม่โดนปฏิวัติ ป่านนี้สิ้นปี 52 ประเทศไทยไม่มีคนจนแล้ว"

ใครเชื่อมันก็ควายล่ะครับ ขนาดญี่ปุ่นรวยมหาศาล เขาก็ยังมีคนจนคนจรจัดไร้ที่อยู่นอนกลางถนนมากมาย

แถมทักษิณมันยังหลอกควายว่า ประชาธิปไตยที่กินได้ 5555

ก่อนจบผมขอฝากไว้

คนไทยทั้งหลาย อย่าได้เอาแต่รอแบมือขอว่าประเทศไทยจะให้อะไรกับเรา แต่เราควรถามตัวเองว่า เราจะทำจะตอบแทนคุณแผ่นดินอย่างไรให้มากขึ้น



คลิกอ่าน ม็อบ กปปส. คือสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก


วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ไอ้หนุ่ย ฆาตกรฆ่าน้องการ์ตูน กับประเด็นสายรัดข้อมือสีเหลือง







เผอิญได้เห็นบล็อคจากโอเคเนชั่น ที่ชื่อ บ้านข้าวหอม เขียนโดยคุณน้องข้าวหอม  ซึ่งเป็นคนที่ตั้งข้อสังเกตว่า ฆาตกรฆ่าน้องการ์ตูนมาใส่สายรัดข้อมือสีเหลืองเอาทีหลัง แต่วันที่คำรณวิทย์แถลงจับกุมทีแรก ไอ้หนุ่ยไม่เห็นจะใส่

ตามลิงค์นี้ http://www.oknation.net/blog/khowhom/2013/12/18/entry-1

แต่ผมไปลองสืบค้นดูว่า จะเป็นจริงตามที่บล็อคบ้านข้าวหอมตั้งข้อสังเกตจริงหรือไม่ ?

แล้วผมก็พบว่า ไอ้หนุ่ย ฆาตกรฆ่าน้องการ์ตูนมันได้ใส่สายรัดข้อมือสีเหลืองตั้งแต่วินาทีแรกที่มันโดนจับกุมแล้วครับ

ลองดูได้จากคลิปข่าวของช่อง 7 สี นี้ได้ ถึงวินาทีที่ตำรวจเข้าจับกุมไอ้หนุ่ยที่ไซต์งาน จะสังเกตเห็นเลยว่า ไอ้หนุ่ยใส่สายรัดข้อมือสีเหลืองอยู่แล้ว

ให้สังเกตตั้งแต่นาทีที่ 1.00 ช่วงเข้าจับกุมไอ้หนุ่ย จะเห็นชัดเจนในนาทีที่ 1.08 ว่าไอ้หนุ่ยใส่สายรัดข้อมือสีเหลืองอยู้แล้ว







หรือแม้แต่ช่วงที่มันเดินพาน้องการ์ตูนบนสะพานสถานีรถไฟฟ้า ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นลาง ๆ ว่าไอ้หนุ่ยมันได้ใส่สายรัดข้อมือสีเหลืองอยู่เช่นกัน

หรือในช่วงท้ายคลิปที่ไอ้หนุ่ย ถูกนำตัวมาที่สถานีตำรวจแล้ว ก็จะเห็นชัดเจนว่าไอ้หนุ่ยใส่สายรัดข้อมือสีเหลืองอยู่แล้ว




ฉะนั้นถ้าใครที่เห็นการแชร์ว่า คำรณวิทย์คิดนำสายรัดข้อมือสีเหลืองมาให้ไอ้หนุ่ยใส่ เพื่อหวังเจตนาบางอย่าง ก็ขอให้อย่าเชื่อถือการแชร์เรื่องนี้ครับ เพราะมันเป็นการใส่ร้ายกันเปล่า ๆ

นี่ถ้าพวกเสื้อแดงมันเห็นว่า มีการแชร์ใส่ร้ายคำรณวิทย์แบบนี้

ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเสียเครดิตไปเปล่า ๆ ครับ

ผมเลยต้องรีบเขียนบทความนี้ขึ้นมาโดยเร็ว เพื่อให้ทุกท่านทราบข้อมูลที่ถูกต้องครับ


ไอ้หนุ่ยได้ถอดสายรัดข้อมือสีเหลืองออกแล้วในวันทำแผน





วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

แผ่นดินไทยเป็นของใคร ?






ทุกวันนี้มีพวกหนักแผ่นดิน อกตัญญูแผ่นดินเกิดบนแผ่นดินไทยมาก อาจเพราะพวกวิญญาณทหารพม่า ทหารเขมร ทหารลาว ที่เคยตายในแผ่นดินนี้มันได้เกิดใหม่เป็นคนไทย แต่กลับไม่มีความรักต่อสถาบันกษัตริย์ไทย

คล้าย ๆ พวกชั่วมันเกิดมาแก้แค้นแผ่นดินไทย (เหมือนที่มีหลายคนเชื่อว่า ทักษิณคือพระยาละแวกของเขมร ที่กลับมาเกิดเพื่อแก้แค้นคนไทยที่จงรักภักดี)

หรือแม้แต่นักวิชาการบางตัว มันมีบรรพบุรุษเป็นลาวอพยพหนีสงครามคอมมิวนิสต์ในลาว มาขอเป็นคนไทย แต่พอคนลาวอพยพพวกนี้มีลูกหลาน ไอ้ลูกหลานมันแทนที่จะรักแผ่นดินไทย กลับคิดให้ร้ายแผ่นดินด้วยวิธีการแอบแฝงหลายอย่าง

เช่นเป็นนักวิชาการที่คิดและแสดงความเห็นเข้าข้างเขมร ในเรื่องเขาพระวิหาร หรือมีแนวคิดอยากล้มมาตรา 112 เป็นต้น

ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อไอ้เสนียดนักวิชาการตัวนี้ แต่ใบ้ให้ว่า ชื่อมันขึ้นต้นด้วย .อ่าง นามสกุลขึ้นต้นด้วย .ควาย และลงท้ายนามสกุลด้วย .เณร มันเป็นลูกศิษย์ของชาญวิทย์ เกษตรศิริ ทำงานร่วมกัน

ทีนี้ผมอยากจะชี้ให้ชัด ๆ ว่า แผ่นดินนี้ใครกันแน่ที่สมควรที่จะถือตนเป็นเจ้าของได้ ไม่ใช่อ้างแบบพวกชั่ว ๆ อ้างว่า เป็นของประชาชน

คลิกที่รูปเพื่อขยาย !!

http://imgur.com/5Tc06lk

กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ก่อนทรงนำทัพเข้าตีค่ายพม่าที่ทุ่งลาดหญ้า ในศึกสงคราม ๙ ทัพ ทรงตรัสแก่เหล่าทหารว่า

“พวกเจ้าเป็นไพร่หลวง ข้าเป็นพระราชวงศ์ แต่เจ้ากับข้าเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเราเป็นคนไทย เป็นเจ้าของแผ่นดินเหมือนกัน รบวันนี้เราจะแสดงให้ผู้รุกรานเห็นว่าเราหวงแหนแผ่นดินแค่ไหน รบวันนี้เราจะไม่กลับมาค่ายนี้อีกจนกว่าจะขับไล่ศัตรูไปพ้นชายแดน ข้าจะไม่ขอให้พวกเจ้ารบเพื่อใคร นอกจากรบเพื่อแผ่นดินของเจ้าเอง แผ่นดินที่เจ้ามอบให้ลูกหลานของเจ้าได้อยู่อาศัยอย่างเป็นสุขสืบไป”


คลิกที่รูปเพื่อขยาย !!


อย่างเช่น ไอ้พวกล้มเจ้าหลายตัว ต้นตระกูลของมันอพยพมาจากเมืองจีนไม่ทันถึง 100 ปี เสือกมามั่วแอบอ้างเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้เสียแล้ว ด้วยข้ออ้างว่า แผ่นดินเป็นของประชาชน ทั้ง ๆ ที่ อากง อาก๋งของมัน ไม่เคยเสียสละรบเพื่อปกป้องแผ่นดินนี้เลย

ดังนั้น โดยสรุปก็คือ แผ่นดินไทยนี้เป็นของพระมหากษัตริย๋ และประชาชนผู้จงรักภักดีพระมหากษัตริย์เท่านั้น 

ไอ้อีตัวไหนที่ไม่จงรักภักดี พวกมึงก็ไปหาแผ่นดินอื่นอยู่ไปเถอะ อย่ามาหน้าด้านคิดแย่งแผ่นดินของพวกกูคนไทยผู้จงรักภักดี

----------------

"ไอ้พวกชั่วมึงอย่าอ้างแผ่นดินนี้ประชาชนเป็นใหญ่ เพราะบรรพบุรุษผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ของกู พวกท่านร่วมสร้างแผ่นดินนี้ด้วยการเสียสละเลือดเนื้อปกป้องแผ่นดินนี้ร่วมกับอดีตบูรพกษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ซึ่งบรรพบุรุษผู้จงรักภักดีของกู ได้ยกแผ่นดินนี้ให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสิ่งสูงสุดแล้ว มันผู้ใดคิดต่างจากนี้ มันผู้นั้นอกตัญญูแผ่นดิน" ใหม่เมืองเอก

คลิกอ่าน ราชอาณาจักรไทย คือ แผ่นดินของพระราชา

คลิกอ่าน ฝากถึงไอ้พวกล้มเจ้าหน้าโง่ทั้งหลาย



วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

รัฐบาลตระบัดสัตย์แห่งยูเครน กับ รัฐบาลตอแหลของยิ่งลักษณ์






รัฐบาลยูเครนตระบัดย์สัตย์

ในช่วงเดียวกันนี้ ในประเทศยูเครน ก็มีการประท้วงขับไล่รัฐบาลภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยานูโควิช ที่ได้ยกเลิกข้อตกลงก่อตั้งเขตการค้าเสรีและกระชับสัมพันธ์ทางการเมืองกับอียู ซึ่งจะปูทางยูเครนเข้าเป็นสมาชิกอียู

ทั้งที่ได้มีเตรียมการกันมาหลายปี โดยประธานาธิบดียูเครนอ้างว่ายูเครนไม่สามารถตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับรัสเซียได้

อีกทั้งเมื่อวันที่ 21 พ.ย.2556 ที่ผ่านมา รัฐบาลยูเครนมีมติไม่ผ่านร่างกฎหมายที่จะให้มีการปล่อยตัวอดีตนายกรัฐมนตรียูเลีย ทิโมเชนโก (อดีตนายกรัฐมนตรีที่สวยที่สุดในโลก) ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านที่ถูกจำคุกอยู่ในขณะนี้ ทำให้ไม่ผ่านเงื่อนไขของการเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรปหรืออียู

โดยฝ่ายรัฐบาลยูเครนให้เหตุผลว่าการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว จะกระทบผลผลิตอุตสาหกรรมภายในประเทศและกระทบต่อความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตรวมถึงรัสเซีย

ถามว่า ทำไมประชาชนยูเครนถึงโกรธแค้นการกระทำของรัฐบาลยูเครน ?

ตอบว่า เพราะก่อนหน้านั้น ในช่วงการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของยูเครน นายวิกเตอร์ ยานูโควิช เคยหาเสียงด้วยการจะพายูเครนไปเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปให้ได้ แต่แล้วเขากลับตระบัดสัตย์ที่เคยใช้หาเสียงกับประชาชนจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

ถามว่า ทำไมชาวยูเครน ถึงต้องการไปร่วมสหภาพยุโรป

ตอบว่า มันเกี่ยวเนื่องท้้งทางด้านเศรษฐกิจ เชื้อชาติ และวัฒนธรรมครับ เพราะยูเครนในอดีตคือส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตรัสเซีย ก็เสมือนโดนโซเวียตกดขี่ให้เป็นเมืองขึ้นอยู่กลาย ๆ มาตลอด

ชาวยูเครนต้องอดอยากอย่างมากภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต ถูกสั่งไม่ให้ใช้ภาษายูเครน แต่ให้ใช้ภาษารัสเซียแทน

แล้วเมื่อยูเครนแยกตัวออกมาเป็นประเทศยูเครน หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตแล้ว ชาวยูเครนก็ยังไม่รอดพ้นจากการกดขี่โดยรัสเซียสักที

เพราะยูเครนต้องพึ่งพาอาศัยแก๊สจากรัสเซียเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า และการใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้เสมือนเป็นเมืองขึ้นของรัสเซียอยู่กลาย ๆ

ด้วยความที่ชาวยูเครนอยากจะพ้นสภาพตกเป็นเบี้ยล่างของรัสเซียมาตลอด จึงต้องการหันไปคบกับสหภาพยุโรปแทน และหวังจะได้รับความช่วยเหลือในหลาย ๆ ด้านจากสหภาพยุโรป

คือขอไปตายเอาดาบหน้า ดีกว่าอยู่เป็นเบี้ยล่างรัสเซียไปตลอดชาติน่ะครับ

เพราะเรื่องเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ที่ใกล้กันมาก ก็ทำให้กลายเป็นศัตรูกันได้ง่ายเช่นกัน

แต่เมื่อรัฐบาลยูเครนเกิดกลับลำ ไม่ยอมตีจากจากอิทธิพลของรัสเซีย จึงทำให้ชาวยูเครนส่วนใหญ่ทนไม่ได้ จนต้องออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาลของนายยานูโควิช เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น

แต่การชุมนุมของชาวยูเครนกลับถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจากรัฐบาล แม้ต่อมา ปธน.ยูเครน จะกล่าวขอโทษไปแล้วก็ตาม

แถมการที่ฝ่ายค้านยูเครนได้ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ต้องมีอันตกไป เพราะเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาไม่รับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน

ซึ่งทำให้ชาวยูเครนผิดหวังมาก ที่เสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ชอบธรรมแล้วในสภาใช้วิธีพวกมากลากไป ฝืนกระแสประชาชน

ล่าสุดชาวยูเครนชุมนุมปิดทำเนียบรัฐบาล และสถานที่ราชการอีกหลายแห่ง เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภาใหได้

--------------------

รัฐบาลตอแหลของยิ่งลักษณ์

สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผมไม่ต้องอธิบายมากว่าตอแหลมากมายอย่างไร

เช่นเรื่องโครงการรับจำนำข้าว โกงกินมากมาย แต่ก็ยังโกหกบิดเบือนข้อมูลและตัวเลขขาดทุนต่อไปอย่างหน้าด้าน ๆ

ตอนนี้ ปปช. พบพิรุธในการขายข้าวจีทูจีแล้ว แต่ต้องรวบรวมหลักฐานอีกหลายเรื่อง แต่ที่ ปปช. แถลงล่าสุดคือ รัฐบาลอ้างมีการตกลงขายข้าวจีทูจีกับจีน 4 ล้านต้น ในปี 54-55 แต่กลับมีข้าวส่งไปจริง ๆ แค่ 3 แสนกว่าตัน

และที่ตอแหลมากที่สุด คือ เรื่อง กม.นิรโทษกรรม ที่ยิ่งลักษณ์เคยพูดเมื่อเริ่มรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ ว่า

"จะทำเพื่อส่วนรวม จะไม่ทำเพื่อคน ๆ เดียว"

แต่ที่ไหนได้ ยิ่งลักษณ์กลับตอแหลทุกเรื่อง ทั้งออกพาสปอร์ตแดงแก่ทักษิณ ทั้งออก กม.นิรโทษกรรมยกเข่งสุดซอย

ทั้ง ๆ ที่ในตอนแรกที่ กม.นิรโทษกรรมเข้าสภา ก็จะนิรโทษกรรมให้เฉพาะประชาชนเท่านั้น แต่ภายหลังมีการแก้ไขหลักการในวาระ 2 จนกลายเป็นกม.นิรโทษกรรมยกเข่งสุดซอยเพื่อช่วยทักษิณ เพื่อหวังคืนเงินให้ทักษิณ จนเกิดการชุมนุมคัดค้านจากประชาชนทั่วประเทศ

หรือล่าสุด ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขที่มาสว. ที่กระทำขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่มีหลายฝ่ายคัดค้านว่า ยิ่งลักษณ์ไม่ควรรีบทูลเกล้าฯ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยก่อน

แต่ยิ่งลักษณ์ก็ไม่เชื่อ กลับทูลเกล้าถวายให้ในหลวง จนตอนนี้ก็เพิ่งไปขอพระราชทานคืนมา และขอพระราชทานอภัยโทษ

ความผิดซ้ำซากของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ หมดความชอบธรรมในการมีอำนาจต่อไปแล้วครับ

-----------------

สรุปสถานการณ์ของยูเครน และประเทศไทย

เหมือนกันตรงที่ รัฐบาลทั้งสองประเทศโกหกและดื้อด้าน

อีกทั้งเสียงในสภาทั้งสองประเทศใช้วิธีการพวกมากลากไป โดยชอบอ้างว่า มาจากการเลือกตั้งคิดจะทำอะไรก็ทำได้ โดยไม่สนเสียงภายนอกสภาของประชาชน

ส่วนไทยเองก็ระวังไว้เถิด ทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็กำลังพาไทยไปเป็นเมืองขึ้นด้านพลังงานจากพม่ามากขึ้น ๆ แล้วครับ เพิ่งจะเซ็นซื้อแก๊สจากพม่าเพิ่มขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนนี้เอง


--------------------

ถาม - ตอบ

ถามว่า ทำไมการประท้วงโดยประชาชนในยูเครน สหรัฐอเมริกามีท่าทีสนับสนุน ในขณะที่การประท้วงโดยประชาชนในไทย สหรัฐอเมริกาถึงมีท่าทีเข้าข้างรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ?

ตอบว่า เพราะสหรัฐต้องการตัดอิทธิพลรัสเซียในยูเครน ส่วนกรณีไทย สหรัฐอยากจะเข้ามาฮุบทรัพยากรไทยผ่านทางทักษิณ

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

คลิป จตุพรสั่งไอ้เลิศจัดการที่ประตูรัชมังคลา







คลิป จตุพร พรหมพันธุ์ สั่งไอ้เลิศ ไม้เก่า จัดการนักศึกษารามคำแหง


ประโยคเด็ดไอ้ตู่ "ผมไม่ได้กลัวเขาจะบุกมา แต่ผมกลัวเขาบุกมาแล้วจะหาเรื่องตายเอง"


แม้พวกมันสองตัวจะไม่ได้เอ่ยชัด ๆ ว่าที่ให้ไปจัดการนั้นคือนักศึกษารามคำแหง แต่ย่อมเป็นที่รู้กัน


คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!

ขอบคุณรูปจากเพจ I Support PM Abhisit

----------------------

ดูความโง่ในการแสดงความเห็นของฟายแดงบนยูทูป



ในเหตุการณ์ไม่สงบหน้ารามคำแหง สุดท้าย มีเสื้อแดงตาย 2 และมีพลทหารตาย 1 แต่เมียพลทหารก็บอกว่า มีผัวเป็นเสื้อแดง (เฉพาะตัวเลขที่ตายจากกระสุนปืน)

ที่จริงม็อบควาย ๆ แบบนี้ไม่ควรมาแดกหญ้าในสนามรัชมังคลาฯ ให้มาเป็นเสนียดกับสนามกีฬาแห่งชาติ พวกมึงควรไปชุมนุมแดกหญ้ากลางทุ่งโว้ย ถึงจะเหมาะสม

มาชุมนุมย่านรามคำแหง แต่เสือกไปหาเรื่องระรานเจ้าบ้านเขา !!

--------------------

ตรรกะควาย ๆ ของคางคกตู่

ไอ้ตู่ ออกมาแถลงการณ์ในนามแกนนำ นปช. ว่า

"อธิการบดีมหาวิยาลัยรามคำแหง ต้องแสดงความรับผิดชอบที่มีนักศึกษารามคำแหงตาย เพราะปล่อยให้นักศึกษารามคำแหงมาชุมนุมในมหาวิทยาลัย ทั้ง ๆ ที่เสื้อแดงกำลังชุมนุมอยู่ที่สนามรัชมังคลาฯ "

เหอะๆ ดูความเลวของไอ้ตู่คางคกพิษ มันปราศัยจุดชนวนให้เกิดความรุนแรงแท้ ๆ ดันไปโยนความผิดให้คนอื่น

สมแล้วกับสันดานเลว ๆ ของมัน

--------------------------

ขำขัน ตอน เบื้องหลังสั่งเก็บเด็กราม

เลิศ หน.แก๊งอันธพาล "เฮ้ย เดี๋ยวพอมึงจัดการเด็กรามได้ 1 คน อย่าลืมเก็บพวกแดงอีก 2 คนด้วยล่ะ"

ลูกน้อง "อ้าวทำไมต้องทำอย่างนั้นล่ะพี่เลิศ"

เลิศ "ก็ถ้ามีแต่เด็กรามที่ตายเท่านั้น เดี๋ยวพวกเราเสื้อแดงก็ถูกจับผิดได้ง่ายสิวะ ว่าเป็นฆาตกร"

ลูกน้อง "ได้ครับพี่ ถ้ายิงเด็กราม 1 คน ก็ต้องยิงเสื้อแดงอีก 2 คน "

หลังเหตุการณ์วันนั้น ผลสรุปว่า มีเด็กราม ตายไป 1 เสื้อแดงตายไป 3

ถามว่า ทำไมมีเสื้อแดงตายเกิน ?

ขอตอบว่า เพราะช่วงนั้นสถานการณ์มันสับสนอลหม่าน ลูกน้องไอ้เลิศมันเลยหลงตัวเลขว่ามันยิงแดงไปกี่คนแล้ว มันเลยยิงเผื่อขาดไว้ก่อน555


ข้อสังเกต เด็กรามเรียกร้องตำรวจให้หาฆาตกรโดยเร็ว ในขณะที่ฝ่าย นปช. กลับเงียบ !!



วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

King of King ไม่ยิ่งใหญ่เท่า The People 's King







ผมไม่อยากให้สื่อ หรือใคร ๆ ใช้คำว่า King of King กับในหลวงของเราเลยครับ

เพราะฝรั่งเขาก็ไม่เคยใช้คำนี้กับในหลวงของเรา

การใช้คำว่า King of King เป็นการยกย่องในหลวงให้พระองค์อยู่ในฐานะลักษณะยกตนข่มท่าน ถือเป็นการไม่เกียรติพระราชาของประเทศอื่น ๆ ด้วย

แม้ในหลวงจะทรงเป็น King of King ในความคิดของเราหรือในความคิดของพระราชาในหลายประเทศก็ตาม

แต่เราจะให้ประชาชนในชาติที่มีพระราชาเป็นประมุขเช่นเดียวกัน คิดเหมือนเราทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้

เพราะคนในประเทศอื่นๆ อีกจำนวนมากที่เขาไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ที่มาของคำว่า King of King เขาอาจไม่เข้าใจเหมือนที่เราเข้าใจก็ได้

เพราะโดยมากฝรั่งเขาจะใช้คำว่า King of King ในความหมายที่หมายถึง พระเจ้า (God) ครับ

ส่วนในหลวงของเรา ฝรั่งเขาจะใช้คำว่า The People 's King พระมหากษัตริย์ของประชาชน เรียกในหลวงครับ

เพราะความอ่อนน้อมถ่อมตน คือสิ่งที่ทำให้ในหลวงของเรายิ่งใหญ่ครับ

สารคดี The People's King ของ History Channel หรือสารคดีในหลวงในดวงใจ เสียงบรรยายโดย นพพล โกมารชุน



--------------------

ความหมายที่แท้จริงของคำว่า King of King


จริง ๆ แล้วคำว่า King of King ไม่ได้แปลว่า พระราชาของพระราชา หรือ พระราชาที่ยิ่งใหญ่เหนือพระราชา แต่อย่างใด

เพราะความหมายนั้นเป็นความหมายในลักษณะยกตนข่มท่าน ไม่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

แต่ความหมายของคำว่า King of King มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั้นคือ กษัตริย์ผู้ทรงเป็นแบบอย่างของกษัตริย์ ครับ

ซึ่งขยายความว่า ในหลวงของเราทรงเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับการดำรงตนในฐานะทรงเป็นกษัตริย์ ครับ

ผมขออธิบายสั้น ๆ แค่นี้ดีที่สุด

------------

The People 's King 

พระมหากษัตริย์ของประชาชน คำ ๆ นี้มีความหมายเรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง

"ยิ่งความหมายเรียบง่ายเท่าใด  ก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น"

ฝรั่งเขาให้คำจำกัดความถวายแก่ในหลวงของเราได้ดีที่สุดจริง ๆ


วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

หน้าที่ที่ถูกต้องของข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ







"ผมอยากบอกพี่น้องข้าราชการทุกคนว่า เราเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราเป็นขี้ข้าของประชาชน ต้องรับใช้ประชาชน ถ้ารัฐบาลมีคำสั่งใดที่ทำแล้วไม่ชอบธรรม ทำแล้วไม่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองและประชาชน เราต้องไม่ทำ"

นายถวิล เปลี่ยนสี แนะนำหน้าที่ข้าราชการที่ดี ผ่านเวทีต่อต้าน กม.นิรโทษกรรมสุดซอย



-----------------------

ประโยคโดนใจ จาก หมวดแชน

นับเป็นคำพูดที่โดน ๆ ของข้าราชการตำรวจไทยที่เสียสละชีวิตปกป้องชาติและประชาชน

คำคมจากหมวดแชน

พลตำรวจโท แชน วรงคไพสิฐ หรือที่รู้จักในชื่อ ดาบแชน เจ้าหน้าที่กู้วัตถุระเบิดประจำ 3 จังหวัดใต้



และเพราะคำพูดประโยคนี้ของหมวดแชน นี่เอง

ที่ทำให้ท่านหยอง ลูกหยี ดาราตลกน้ำใจงาม กล้าออกมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง

เพราะเมื่อท่านหยอง ลูกหยี กล้า ก็ทำให้ดาราอีกหลายคน ก็กล้าที่จะออกมาทำในสิ่งที่ถูกต้องเช่นกัน !!

---------------

คำพูดของพลเอกเปรม สอนนักเรียนนายร้อย จปร.

ทหาร ก็เปรียบเสมือนม้า รัฐบาล ก็เปรียบเสมือน จ๊อกกี้

"รัฐบาลก็เหมือนกับจ๊อกกี้ คือ เข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเข้ามาดูแล กำหนดใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดีขี่เก่ง บางคนก็ไม่ดี ขี่ไม่เก่ง รัฐบาลก็เหมือนกัน รัฐบาลบางรัฐบาลก็ทำงานดี ทำงานเก่ง บางรัฐบาลก็ทำงานไม่ดี หรือไม่เก่งก็มี นี่เป็นเรื่องจริง

ที่พูดนี่เพื่อให้นักเรียนเข้าใจว่า เราเป็นทหารของชาติ เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่รัฐบาลเข้ามาดูแลในเรื่องอื่นๆ ของพวกเรา เรื่องใหญ่ๆ ที่ทหารกำลังทำอยู่ เช่น นโยบายป้องกันประเทศก็ตาม นโยบายความมั่นคงก็ตาม มันเป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องวางนโยบายกันเป็นเวลา 10 ปี 20 ปี ฉะนั้นรัฐบาลที่จะเข้ามาอยู่ 4 ปีนี้ก็ต้องดำเนินการตามที่นโยบายของกระทรวงกลาโหม หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือส่วนงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดขึ้น ยากที่จะมาเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจกันอย่างถ่องแท้ว่า ทหารอยู่ตรงไหน รัฐบาลอยู่ตรงไหน เจ้าของทหารอยู่ตรงไหน”
พล.อ.เปรม กล่าว

-----------------

จำไว้ พวกคุณคือข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ ขี้ข้านักการเมืองนะครับ จำไว้

ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีเกียรติและศักดิ์ศรีสูงกว่าพวกนักการเมืองไทย แบบมาเทียบกันไม่ได้เลยครับ



คลิกอ่าน ประโยคเต็ม ๆ ที่ปลัดป๋อ ตะโกนในละครคู่เดือด (หน้าที่ข้าราชการคือ...)


วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ในชุมนุมเสื้อแดง พบกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่ยิงนักศึกษารามคำแหงตาย ?






คืนวันที่ 30 พ.ย. 56 เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างนักศึกษารามฯ ที่รวมตัวกันชุมนุมประท้วงเสียงหนวกหูของม็อบเสื้อแดงในสนามรัชมังคลาฯ

แต่สุดท้ายผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และตาย เป็นนักศึกษาราม จากฝีมือมือปืนที่ช่อง 7 สีได้ถ่ายรูปไว้ได้ ตามนี้




ช่อง 7 สี พวกคุณได้ใจผมไปเลย สำหรับสถานการณ์การเมืองในวันนี้

นี่ถ้าไม่มีไอ้หว่องอยู่หนักสถานีสักคน ป่านนี้ เรตติ้งข่าวช่อง 7 ชนะสรยุทธขาดไปนานแล้ว




ขอบคุณรูปจากเพจ I Support PM Abhisit





--------------------------

เมื่อตำรวจไทยไม่ทำหน้าที่ปกป้องดูแลชีวิตประชาชน ก็แปลงร่างไปเลย

ตำรวจไทย มีหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์

แต่ถ้าตะกวดแดง มีหน้าที่ปกป้องทรราช และรัฐบาลชั่ว





ตามเฟสบุ้คต่าง ๆ มีการแชร์รูปและคลิปมากมาย ว่าเจ้าหน้าที่ตะกวดในเครื่องแบบช่วยเหลือพวกแดงถ่อย ทั้งดูแลคุ้มครองแดงถ่อย ทั้งนำหน้าพวกแดงถ่อยคุกคามนักศึกษาราม โดยที่มันไม่คิดสนใจปกป้องช่วยเหลือชีวิตนักศึกษาเลย

แม่ง เลวจริง ๆ ไอ้ตะกวดในเครื่องแบบ !!

ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่เจ้าหน้าที่ตะกวดทำไม่ได้ ยกเว้น เลิกรับใช้ระบอบทักษิณ !! สัส!!




วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พระกิริยาน่าประทับใจของสมเด็จพระญาณสังวร ฯ กับในหลวงพระโพธิสัตว์







สมเด็จพระญาณสังวร เมื่อครั้งพระองค์ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2532

ได้มีภาพที่ผมประทับใจอย่างมากนั่นก็คือ ช่วงที่ในหลวงทรงพระราชทานน้ำสังข์รดลงฝ่าพระหัตถ์ของสมเด็จพระญาณสังวร ฯ

สมเด็จพระญาณสังวร ทรงประคองน้ำที่อยู่ในพระหัตถ์ ค่อย ๆ ยกขึ้นมาลูบที่พระเศียรของพระองค์เองจนเปียกอย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งภาพแบบนี้ผมเกิดมาก็เพิ่งเคยเห็น เพราะปกติแม้แต่เรารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เราก็ไม่ค่อยได้เห็นผู้ใหญ่คนไหนประคองน้ำมารดบนหัวแบบที่สมเด็จพระสังฆราชทรงกระทำ




ดูเหตุการณ์ตามรูปด้านบนในคลิปนี้ครับ งานพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

video
(ชมคลิปได้บนคอมพิวเตอร์เท่านั้น และขอบคุณคลิปจากรายการ ดนตรี กวีศิลป์ครับ)

ด้วยที่ในหลวงทรงเคารพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นพระอาจารย์ของพระองค์ มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเป็นพระพี่เลี้ยงในสมัยในหลวงทรงผนวช

ในหลวงจึงทรงมีพระราชอุปถัมป์แก่วัดญาณสังวราราม ฯ จ.ชลบุรี แล้วยกให้เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระญาณสังวร  และในหลวงยังทรงให้ถือว่า วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 9 คู่กับวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ด้วย

------------------

ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์

(ต่อจากนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะมันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล จากคำบอกเล่าของพระอริยสงฆ์ที่ล่วงลับไปแล้วหลายรูป)

เพราะในหลวงของเรา ทรงเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม และทรงมีพระเมตตากรุณามากล้น

ในหลวงของเราทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 10 ในกัปของพระศรีอารยเมตไตย (พระโพธิสัตว์มีภูมิธรรมระดับพระโสดาบันเป็นอย่างน้อย)

ซึ่งในยุคนั้น พระศรีอาริยเมตไตย จะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรก และในหลวงของเราจะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 10 ในกัปนั้น

ในหลวงของเราทรงเคยเกิดเป็นพระยาช้างป่าเลไลยกะ ในสมัยพุทธกาล ที่คอยปรนนิบัติถวายอาหารให้แก่พระสมณโคตมพุทธเจ้าของพวกเราในตอนพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปลีกหนีเข้าป่า เพราะเบื่อการทะเลาะเบาะแว้งกันเองในหมู่สงฆ์

ช้างปาลิไลกะจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใหม่ในอนาคต ทรงพระนามว่า พระสุมังคละสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามที่พระพุทธเจ้าโคดมทรงพระทำนายเอาไว้

บุญบารมีของในหลวงของเรามีมากล้น แต่ก็มีมารผจญมากมายเช่นกัน ดั่งคำกล่าวที่ว่า มารไม่มีบารมีไม่เกิด

สมเด็ตพระญาณสังวร ทรงเคยเป็นพระพี่เลี้ยงให้ในหลวงของเรา เมื่อครั้งที่ในหลวงทรงผนวชเป็นภิกษุ มีพระนามว่า ภูมิพโลภิกขุ

และเมื่อสมเด็จพระญาณสังวร ได้รับพระราชทานน้ำสังข์จากในหลวง พระองค์ก็ทรงรับไว้อย่างตั้งใจ น่าประทับใจแก่ผู้พบเห็นจริง ๆ




แม้ในหลวงจะทรงพูดเรื่อง พระชนม์มายุ 120 พรรษา ด้วยพระอารมณ์ขัน เพื่อเปรียบเทียบเรื่อง ไบโอดีเซล ก็ตาม

ผมก็อยากขอให้พวกเราทุกคนร่วมกันอธิษฐานจิตให้พระราชปณิธานของในหลวงสำเร็จดังที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยไว้ครับ

คลิกอ่าน อาลัยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชในความทรงจำของผม


วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สรยุทธ โลโก้ช่อง 3 กับถุงยังชีพ






บทความนี้เป็นบทความที่ผมวางแผนไว้ในใจว่าจะเขียนมานานพอควร แต่ก็ไม่ได้เขียนสักที

ประเด็นก็คือเรื่อง ถุงยังชีพช่อง 3 ที่ผมคิดอยากจะแนะนำว่า โลโก้ช่อง 3 ควรจะใช้ตัวเล็ก ๆ ไม่ต้องใหญ่มาก

ส่วนประโยค "ด้วยเงินบริจาคของประชาชน ผ่านครอบครัวข่าว3" ควรจะเขียนตัวใหญ่ ๆ ให้ชัดเจน

แต่ที่เห็นทุกวันนี้คือ โลโก้ช่อง 3 ตัวใหญ่มาก ๆ มองเห็นชัดเจนแต่ไกล แต่คำว่า ด้วยเงินบริจาคของประชาชน ถ้าอยู่ไกล ๆ ก็มองไม่เห็นแล้ว




ทีนี้ผมได้เห็นความเห็นที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องถุงยังชีพช่อง 3 ทางเว็บข่าว ASTV ตามนี้

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!


"การกระทำของสรยุทธ และช่อง 3 ทุกวันนี้ได้แสดงตัวความเป็นทุนนิยมสามานได้ออกมาอย่างแจ่มชัด งานทุกอย่างที่ทำ และงานช่วยเหลือสังคมทั้งหลาย เช่น ช่วยเหลือผู้ประสพภัยน้ำท่วม อย่าคิดว่าเขาช่วยจริงๆ แต่เขาทำเพื่อ เรทติ้ง สร้างคุณค่าให้ตัวเอง และรายการของเขา โดยใช้เงินประชาชน ที่มีจิตเมตตา วีธีนี้คล้ายๆใครไหมครับ ทักษิณ ไงครับ ใช้เงินประชาชน แต่โล้โก้รายการ โล้โก้ช่อง 3 ตัวเบ้อเร้อ และเขียนต่อไปว่าด้วยเงินของประชาชน แต่ลองคิดดีๆ ว่าใครได้ประโยชน๋ ทำไมไม่เขียนว่าด้วยเงินประชาชนตัวโตๆ แล้วโล้โก้เขาตัวเล็ก ทำไมเหรอครับ เพราะตัวโตๆในทีวีเห็นชัด ไม่ว่าจะไปเดินลุยน้ำไม่กี่วัน อดทนไม่กี่วัน แต่สิ่งที่ได้กลับมามหาศาลกว่า มันเป็นวาไรตี้ ทุกวันนี้เขาไม่ใช่นักข่าว เขาเป็นดารา ถ้าทำให้เรทติ้งเขาตก เขาจะโกรธมาก เหมือนวันที่ประชาชนให้เขาเป่านกหวีด"


--------------------------

ทุกครั้งที่ช่อง 3 เปิดรับบริจาคอะไร ผมชื่นชมและอนุโมทนาร่วมด้วยทุกครั้ง ถ้ามีโอกาสก็จะร่วมทำบุญด้วยเสมอ

แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่อยากให้มีข้อครหา ควรก็ทำตามผมแนะนำ โดยโลโก้ช่อง 3 ต้องให้มันตัวเล็ก ๆ แต่คำว่า เงินบริจาคของประชาชน ต้องเขียนตัวใหญ่ ๆ

แบบนี้




วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความโง่ของนิติราษฎร์กับคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.






ได้ดูพวกนิติราษฎร์นำโดย วรเจตน์ กับ ปิยะบุตร แถลงเรื่องศาลไม่มีอำนาจรับคดีที่มา สว. เพราะในมาตรา 68 ศาลต้องรับเรื่องจากอัยการสูงสุดเท่านั้น

และพวกนิติราษฎร์ยังอ้างอีกว่า คดีนี้ไม่เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ศาลจึงรับคดีแก้ไขที่มา สว. ไม่ได้

-----------------------

ทำไมศาลรัฐธรรมนูญถึงสามารถรับคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.ได้

ให้ดูจากรูปนี้นะครับ



ประเด็น ศาลใช้ข้อกล่าวหาใดในการรับพิจารณาคดีนี้ ซึ่งไม่ใช่กรณีรื่องการล้มล้างการปกครอง เพราะถ้าเป็นการล้มล้างการปกครอง ในวันนั้นศาลสามารถตัดสินยุบพรรคเพื่อไทยได้ทันที

แต่เป็นประเด็นที่ผมขีดเส้นใต้สีฟ้าไว้ คือ

ข้อความที่ขีดเส้นใต้สีฟ้า คือ หรือเพื่อได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้

จุดแรกให้สังเกตคำว่า หรือ

ซึ่งแปลว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครองฯ เท่านั้น ที่ศาล รธน.จะรับพิจารณาคดีได้

แต่ศาลสามารถรับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ได้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ได้เช่นกัน

เพราะคดีแก้ไขที่มา สว. นั้น มีข้อกล่าวหาเรื่องเสียบบัตรแทนกัน หรือข้อกล่าวหาเรื่องที่ประธานรัฐสภาไม่ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ซึ่งทั้งสองข้อกล่าวหานี้ผิดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา จึงทำให้ศาล รธน. จึงรับคดีนี้มาวินิจฉัยได้ครับ

---------------------

จากมาตรา 68 ทำไมศาลรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องรับเรื่องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น

ให้ดูจากรูปประกอบด้านบนในมาตรา 68 อีกรอบ ตรงที่ผมขีดเส้นใต้สีเขียวไว้ และดูรูปด้านล่างนี้ประกอบ



ให้สังเกตคำว่า สิทธิ ซึ่งหมายถึง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวมีสิทธิยื่น หรือจะไม่ใช้สิทธิยื่นก็ได้ เพราะคำว่า สิทธิ คือทำก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ ไม่ได้บังคับ

ถ้าจะบังคับให้ผู้ทราบการกระทำต้องยื่นให้อัยการสูงสุดตรวจสอบก่อนเท่านั้น จะต้องไม่ใช้คำว่า สิทธิ ในมาตรา 68 แต่ต้องใช้คำว่า ต้อง หรือ มีหน้าที่ แทนในมาตรา 68 นี้

ตัวอย่างเช่น ผู้ทราบการกระทำต้องยื่นให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยฯ

และเมื่อดูประโยคที่ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบ "ผมทำการบ้านเสร็จแล้วส่งให้แม่ตรวจทานก่อน และไปส่งให้ครูตรวจในวันรุ่งขึ้น"

จากประโยคดังกล่าว ผมคือผู้ที่ส่งการบ้านให้แม่ตรวจทาน และผมก็ไปส่งให้ครูตรวจอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น (ไม่ใช่แม่ ที่ไปส่งการบ้านให้ครูในวันรุ่งขึ้น)

เช่นเดียวกัน อัยการสูงสุด ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนนำเรื่องไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญได้เท่านั้น

รายละเอียดเกี่ยวกับมาตรา 68 แบบจะจะกว่านี้ ตามไปอ่านได้ที่
คลิกอ่าน ความโง่ของนิติราษฎร์ กับมาตรา 68 ตอน 1

---------------

ส่วนที่นายวรเจตน์ ได้ยกตัวอย่างว่า ถ้าใคร ๆ ก็ส่งเรื่องให้ศาล รธน.ได้ตามตามมาตรา 68 จะทำให้ศาล รธน. จะมีคดีล้นมือนั้น

ผมขอตอบว่า เป็นการอ้างง่าย ๆ แบบมั่ว ๆ เพราะตั้งแต่ศาล รธน.วินิจฉัยว่า ศาลสามารถรับเรื่องโดยตรงจากประชาชนได้ตามมาตรา 68 มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีประชาชนมากมายไปยื่นเรื่องต่อศาลรธน. ตามที่นายวรเจตน์อ้างเลย

ก็ขนาดอัยการสูงสุด รับเรื่องได้แทบทุกเรื่องในราชอาณาจักร แต่อัยการสูงสุดมีตำแหน่งเดียวคนเดียว งานมันควรจะล้มมือมากกว่าศาลรธน.เสียอีก

ฉะนั้นประเด็นอ้างชุ่ย ๆ ว่า ถ้าใครก็ยื่นตรงต่อศาลรธน. ตามมาตรา68 นั้น จะทำให้ศาลรธน.งานล้มมือ จึงไม่เป็นความจริงครับ

เพราะคงไม่มีใครที่ไหน อยู่ดี ๆ ไปกล่าวหาใครล้มล้างการปกครองง่าย ๆ หรอกครับ เพราะอาจโดนฟ้องร้องทีหลังได้


------------------

ต่อไปนี้ผมจะยกแค่ความผิดในประเด็นสำคัญ ๆ บางประเด็นมาอธิบาย

เช่นเรื่องการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน

การเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ศาลตัดสินว่า ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 126 วรรค 3

ซึ่งมาตรา 126 วรรค 3 เขียนไว้ว่า

"สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเพื่อเป็นการชี้ขาด"

การที่สส.เสียบบัตรแทนกัน ก็เท่ากับใช้สิทธิเกิน 1 คน 1 เสียง หรือเปรียบเสมือนในการเลือกตั้ง มีคนใช้บัตรประชาชนของคนอื่นมาลงคะแนนแทนกัน

ส่วนตรรกะของนายปิยะบุตร แห่งนิติราษฎร์ ในเรื่องเสียบบัตรแทนกันนั้น

นายปิยะบุตร ได้อ้างว่า "ถ้ามีคนเสียบบัตรแทนกันจริง ก็มีเสียงแค่ 8 เสียงเท่านั้น เมื่อหัก 8 เสียงออกไป ก็ยังเหลือเสียงส่วนใหญ่ที่ยังสามารถผ่านกฎหมายนี้ได้"

ตรรกะนายปิยบุตรนั้น เห่ยมาก ๆ ถ้าคิดแบบนายปิยะบุตร ก็จะทำให้นายโอ๊คก็ไม่ต้องโดนปรับตกในการพกโพยเข้าห้องสอบก็ได้ ตามตัวอย่างนี้

โอ๊ค พานทองกุ๊ย ได้นำโพยเข้าห้องสอบตามคำแนะนำของนายเฉลิมรุ่นพี่ จนถูกอาจารย์จับได้ว่า ทุจริตในการสอบ

แต่เมื่อได้ตรวจข้อสอบของโอ๊คแล้วนำมาเทียบกับโพย พบว่า มีข้อสอบที่ตรงกับโพยเพียง 10 ข้อเท่านั้น

แต่โอ๊คทำข้อสอบได้คะแนนทั้งหมด 60 คะแนน เมื่อหักออก 10 คะแนนที่ตรงกับโพย

โอ๊ค จึงเหลือคะแนน 50 คะแนน พอดี โอ๊คจึงสอบไม่ตก

ด้วยตรรกะควาย ๆ เช่นนี้ โอ๊คเลยสอบผ่าน และไม่ถึงขั้นต้องปรับตก หรือไล่ออกแต่อย่างใด

5555/@akecity


นายปิยะบุตร ยังแถในเรื่องนี้ต่อไปอีกว่า ถ้าอย่างนั้น ต่อไปเสียงข้างน้อยในสภาอยากจะป่วนล้มกฎหมายอะไร ก็แค่แกล้งเสียบบัตรแทนกันก็ได้น่ะสิ เพราะพอเสียบบัตรแทนกัน ก็จะทำให้ขั้นตอนการออกกฎหมายผิดไปจากบรรทัดฐานของคำตัดสินศาล รธน. ที่เคยตัดสิน

ผมว่านายปิยะบุตร นี่มันโง่จริง ๆ กรณีฝ่ายเสียงข้างน้อยจะล้มคะแนนเสียงข้างมาก ด้วยการที่เสียงข้างน้อยเสียบบัตรแทนกันนั้น ย่อมไม่มีทางล้มคะแนนเสียงส่วนใหญ่ได้ เพราะมันเป็นคนละฝ่ายกัน จึงนำวิธีนี้มาใช้ล้มอีกฝ่ายไม่ได้

แต่กรณีแก้ไขที่มา สว. ฝ่ายเสียงข้างมาก กลับมี สส. พวกเดียวกันที่เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ก็เพราะมันเป็นพวกเดียวกันนั่นแหละ กฎหมายจึงได้มีอันตกไป เพราะมีการโกงคะแนนในเสียงข้างมากเกิดขึ้น !!

เพราะศาลคงจะพิจารณาว่า เฉพาะคะแนนที่ชนะการโหวตนั้นมีการโกงคะแนนกันหรือไม่ (ผมเชื่อว่าศาลคงวินิจฉัยเช่นนั้น)

----------------------

ประเด็น ประธานตัดสิทธิ สส. และ สว. ในการแปรญัตติ

ศาลตัดสินว่า การที่ประธานในที่ประชุมรัฐสภา ตัดสิทธิการขอแปรญัตติของ สส. และ สว. เป็นจำนวนมากนั้น

ซึ่งผมก็ดูการประชุมใันวันนั้นเช่นกันว่า  การทำหน้าที่ของประธานสภาได้ตัดสิทธิการขอแปรญัตติของสส. และ สว. รวมกันทุกวาระมีร่วมร้อยคนอย่างน่าเกลียด โดยตัดสิทธิ สส. และสว. ไม่ให้แปรญัตติในแต่ละวาระเป็นจำนวนมาก เพราะประธานเร่งรีบให้กฎหมายผ่านไปเร็ว ๆ ตามใบสั่ง

ศาล รธน. ได้ตัดสินในเรื่องนี้ว่า ประธานรัฐสภา กระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรค 2 และมาตรา 125 วรรค 1 และวรรค 2

มาตรา 3 วรรค 2 เขียนว่า "การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งอค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม"

มาตรา 125 วรรค 1 เขียนว่า "ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของสภานั้น ๆ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ รองประธานมีหน้าที่ตามที่ประธานมอบหมายและปฏิบัติหน้าที่แทนประธานเมื่อประธานไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้"

มาตรา 125 วรรค 2 เขียนว่า "ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือผู้ทำหน้าที่แทน ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่"

ซึ่งเมื่อเราดูมาตรา 3 และมาตรา 125 แล้วนำไปเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของประธานรัฐสภาและประธารวุฒิสภา จะเห็นได้ว่า หน้าที่อย่างไม่เป็นกลาง  ตัดสิทธิการขอแปรรญัตติของ สส. และ สว. เป็นจำนวนมากแบบน่าเกลียดมาก

จึงถือว่า ประธานทั้งสองคนปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม


ตรรกะของนายปิยะบุตร ในเรื่องนี้ได้แถว่า "ถ้ายึดตามคำตัดสินของศาล ต่อไปฝ่ายค้ายจะป่วนรัฐบาลทุกเรื่องด้วยการเสนอขอแปรญัตติกันทุกคน ยิ่งจะทำให้การประชุมในแต่ละเรื่องล่าช้าอย่างมาก"

เอ่อ.. ไอ้ปิยะบุตร เอ็งมันแถเอาแต่ได้นี่หว่า อย่างเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา การประชุมรัฐสภาในหลาย ๆ เรื่อง เขาเปิดโอกาสให้ สว. สส. อภิปรายกันได้เต็มที่ บางคนอภิปรายเรื่องเดียวเป็นวัน ๆ ก็เคยมีมาแล้ว หรืออภิปรายข้ามไปอีกวันต่อ ก็เคยมี เพราะนั่นเป็นสิทธิและหน้าที่โดยชอบธรรมของ สส.และ สว.

โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ ๆของประเทศไทย อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยิ่งต้องเปิดให้แสดงความเห็นอย่างเต็มที่ มันจะเสียเวลาประชุมจะกี่วันก็ชั่ง ก็ไม่เห็นเป็นไร ไม่รู้พวกมึงจะรีบเร่งไปทำไม

ไอ้ควรที่เร่งรีบคือ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน ไม่ใช่แก้ไขรัฐธรรมนูญ

การที่ประธานสภาไปตัดสิทธิการแสดงความเห็น สว. และ สส. คือการริดรอนสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาชัด ๆ

--------------------

จากที่ผมยกตัวอย่างมาคร่าว ๆ คงพอมาออกกันแล้วว่า พวกนักวิชาการชั่ว ๆ สายล้มเจ้าอย่างพวกนิติราษฎร์ มันพยายามแถเพื่อช่วยรัฐบาลชั่วและสส.ขี้ข้าทักษิณอย่างไร

ยิ่งไอ้พวกคนที่ไปฟังพวกนิติราษฎร์แถลง ยิ่งท่าทางโง่มาก ๆ  พวกนี้มันคงไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญกันแหง ๆ เพราะเอาแต่เชื่อไอ้พวกนิติราษฎร์มันสั่งสอนเท่านั้น


คลิกอ่าน ความโง่ของนปช. นิติราษฎร์ เรื่องอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ



วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เสื้อแดงตาสว่างจริง หรือจะเป็นแผนซ้อนแผน







เป็นที่ฮือฮาว่า มีเสื้อแดงกลับใจมาขึ้นเวทีของเทพเทือก ชื่อ ปาริชาติ บุญสร้อย มาแฉระบอบทักษิณ ตามคลิปข้างล่างนี้




แถมเสื้อแดงคนนี้ยังบอกอีกว่า จนเหลือเกิน แต่พอดูจากรูปในเฟสบุ้คที่มีชื่อเดียวกับเธอ ก็เห็นว่า มีทั้งรถป้ายแดง มีมอไซค์ฮอนด้า ยังเพิ่งขึ้นบ้านใหม่

แถมยังใส่ทองทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมืออีกด้วย



แม้ว่าเสื้อแดงคนนี้จะบอกกับทางเวทีเทพเทือกไว้ว่า ไม่เคยเล่นเฟสบุ้ค แต่ผัวเก่าโพสแทน

ถามว่า จะเชื่อถือเสื้อแดงนางนี้ได้เหรอ ? เสื้อแดงแม่งโกหกตอแหล เป็นงานถนัดอยู่แล้ว

ยังไง ๆ ผมก็ว่า ฟังหูไว้หูดีที่สุด เพราะมันอาจเป็นแผนซ้อนแผนซ้อนแผนและซ้อนแผนหลายตลบก็ได้นะ



ถ่ายรูปกับ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์





รถป้ายแดง ก็ไม่อาจชี้ชัดว่าเป็นรถของเธอหรือเปล่า แต่ถ้าใช่รถของเธอ ก็ถือว่าไม่ยากจนแล้วล่ะ




 เพิ่งขึ้นบ้านใหม่


ยังไงผมก็ขอย้ำว่า เรื่องนี้ต้องฟังหูไว้หูน่ะดีที่สุด เพราะไม่ใช่วันดีคืนดี หลายวันต่อมา

เสื้อแดงคนนี้กลับไปขึ้นเวทีเสื้อแดง แล้วออกมาบอกว่า

"พวกสลิ่มแม่งโง่ว่ะ กูแค่ไปรับเงินของมัน เพื่อขึ้นไปหลอกมัน พวกมันก็รีบหลงเชื่อกู แถมพวกสลิ่มแม่งเสือกเชื่อกูด้วยนะว่า ท่านทักษิณจ้างกูตั้งล้านห้าไปเผาศาลากลาง สลิ่มแม่งโง่จริง ๆ ที่กูเผาเพราะกูเกลียดไอ้ฆาตกรอภิสิทธิ์ต่างหากโว้ย 5555"

เขาเรียกกลยุทธนี้ว่า ใช้คนโกหกให้ไปพูดเรื่องจริง แล้วเรื่องจริงก็กลับกลายเป็นเรื่องโกหก 

กลยุทธนี้ องค์หญิงต๊อกมานเคยใช้หลอกมีซิลมาแล้ว

-------------------------

สมมุติง่าย ๆ

ถ้าคุณป็นเสื้อแดง ส่วนผมเป็นแกนนำแล้วไปบอกคุณว่า ถ้าไปเผาศาลากลางทักษิณจะจ่ายให้คุณล้านห้า คุณจะเชื่อผมไหม ?

ถ้าเสื้อแดงรากหญ้าส่วนใหญ่มันเชื่อว่าทักษิณเป็นคนดี แล้วจู่ ๆ มาจ้างให้ไปเผาศาลากลาง มันแทม่ง ๆ อยู่นะ

การที่จะให้ใครไปทำชั่วเสี่ยงตายได้ โดยเฉพาะพวกรากหญ้า ผมว่า หลอกให้มันศรัทธาหลงเชื่อแบบหัวปักหัวปำ โดยไม่ต้องจ่ายเงินจ้างนั่นแหละดีที่สุด เหมือนพวกลัทธินอกรีตเคยใช้มอมเมาสาวก เช่นลัทธิโอม ชิน ริ เกียว

แต่ที่นี่คือลัทธิทักษิณหลอกควาย 555

ส่วนเงินน่ะ เอาไว้จ้างไอ้ตู่ ไอ้เต้น ไอ้เหวง อีธิดานกแสก ก็พอ แล้วให้ไอ้พวกนี้ไปหลอกพวกรากหญ้าอีกที

และที่จริงสำหรับไอ้พวกเสื้อแดงรากหญ้าที่เห็นแก่เงิน จ้างมันแค่หมื่นเดียว มันก็ยอมเผาแล้ว ทักษิณมันไม่โง่จ้างตั้งล้านห้าหรอก !


สุดท้ายอยากจะบอกไอ้พวกฟายแดทั้งหลายว่า ถึงพวกกูจะยอมให้เสื้อแดงคนนี้ขึ้นเวทีพวกกู ก็ไม่ได้แปลว่า พวกกูจะหลงเชื่อเสื้อแดงคนนี้ง่าย ๆ หรอกนะโว้ย 555


----------------------

ความเห็นดี ๆ จากเพื่อน




--------------------------

ขำขัน กับก้นบึ้งหัวใจแดงปาริชาติ



มีเพื่อนถามว่า "ได้เคยสืบประวัติก่อนขึ้นเวทีหรือยัง"

ผมตอบไปว่า "ทางเวทีเขาก็ว่าสืบประวัติแล้ว แตสำหรับผม แค่ได้ฟังจากคลิปก็พอ เธอบอกเองว่า ยอมเผาศาลากลางจังหวัดได้เพื่อเงิน เพียงแค่นี้ก็รู้แล้วครับว่า คนพรรค์นี้คบไม่ได้ ตอแหลปลิ้นปล้อนครับ"


คลิกอ่าน ปาริชาติ บุญสร้อย ชักเริ่มออกแนวเพี้ยน ๆ


วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วิเคราะห์ ไทยแพ้คดีเขาพระวิหารภาค 2







ขอตอกย้ำเลยว่า ไทยแพ้คดีเขาพระวิหารภาค 2 .ในพ.ศ.2556 อีกแล้ว?

เพราะศาลโลกแทงกั๊ก ใช้คำตัดสินเดิมปี 2505 เป็นหลักนี่แหละที่ว่าต้องเป็นปัญหาต่อไป เพราะคำตัดสินเดิมก็กำกวม แต่คราวนี้ศาลโลกก็ยังเอียงไปทางกัมพูชามากกว่าเหมือนเดิม

และสื่อต่างประเทศทุกสื่อ ก็ลงข่าวในแนวทางเดียวกันคือ กัมพูชาชนะไทย





ซึ่งผมต่อไปนี้ ผมจะอธิบายโดยใช้คำแปลจากคำตัดสินจากเว็บมติชนเป็นหลัก และใช้คำตัดสินที่เว็บผู้จัดการแปลเป็นส่วนเสริม

เพราะผมคิดว่า มติชนเป็นพวกรัฐบาล แต่เมื่อผมอ่านคำแปลของมติชนแล้ว ผมกลับมองว่า ไทยก็ยังแพ้คดีเหมือนเดิม

------------------------

ประเด็นแรก การล้อมรั้วตามมติครม. 2505 กลายเป็นโมฆะ

จากคำตัดสินของศาลโลกเมื่อ ปี พ.ศ. 2505 ไทยเราตีความว่า เฉพาะตัวปราสาทเขาพระวิหารเท่านั้นที่ตกอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชาเท่านั้น จึงได้มีมติครม. 2505 ล้อมรั้วตัวปราสาทไว้

แต่ศาลโลกในปี 2556 นี้ ได้ตัดสินชัดเจนว่า เส้นเขตแดนไม่ได้เป็นไปตามมติ ครม.2505 ของไทย

เพราะศาลโลกระบุว่า มติครม.2505 ของไทยเป็นการตีความที่ผิด เป็นการกำหนดเองของไทยฝ่ายเดียว และไม่ได้ตีพิมพ์เอกสารเผยแพร่ ในขณะที่ศาลโลกบอกว่า กัมพูชาเคยทำหนังสือส่งมาที่ศาลโลกว่า ไม่เห็นด้วยกับการล้อมรั้วลวดหนามของไทย

ฉะนั้น ตรงนี้ไทยเราต้องเสียดินแดนเพิ่มจากมติครม.2505 แน่นอน เท่ากับประเด็นแรกไทยแพ้ครับ

---------------------

ประเด็นที่ 2 ภูมะเขือเป็นของไทยหรือกัมพูชา ?

ศาลโลกตัดสินว่า ในคำตัดสินเดิมนั้นไม่มีภูมะเขือมาเกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทเขาพระวิหาร ศาลจึงไม่เหตุอันใดต้องมาตัดสินชี้ชัดในเรื่องภูมะเขือ

สรุปง่าย ๆ ว่า ศาลโลกไม่ได้บอกว่า ตกลงภูมะเขือเป็นของไทยหรือกัมพูชากันแน่ เหตุเพราะคำพิพากษาเดิมไม่เอ่ยถึง (ใครสงสัยไปอ่านคำแปลที่มติชนได้ คลิก)

แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้ภูมะเขือ ทหารกัมพูชายึดครองมานานแล้วครับ การที่ศาลโลกบอกว่า คำตัดสินเดิมไม่มีเรื่องภูมะเขือ นั่นแสดงว่า ไทยกับกัมพูชาก็ไปเจรจาตกลงกันเองเรื่องภูมะเขือ

แล้วคุณคิดว่า กัมพูชาจะยอมถอนทหารออกจากภูมะเขือเหรอครับ ?

สรุปง่าย ๆ ว่า ไทยไม่ได้ภูมะเขือกลับมาแน่นอน 100 %

------------------

ประเด็นที่ 3 เรื่อง แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ศาลว่าไง ?

ถ้าได้อ่านคำตัดสินของศาลโลกในประเด็นแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนโดยละเอียด จะเห็นว่า ศาลโลกไม่ได้ปฏิเสธแผนที่ฉบับนี้

แถมยังย้ำอีกครั้งด้วยว่า การที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จเยือนเขาพระวิหาร ก็เท่ากับแสดงว่าไทยยอมรับทางอ้อมว่าไทยยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนแล้ว

ดังส่วนหนึ่งของคำตัดสินของศาลโลกในปี 2556 ตามนี้

" แผนที่ภาคผนวก 1 เป็นเหตุผลหลักในการพิพากษา เมื่อได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของคดี และพิจารณาผลความเกี่ยวเนื่องกับสนธิสัญญา ศาลเห็นว่า ประเด็นหลักคือคู่ความได้รับรองแผนที่ภาคผนวก 1 และเส้นแบ่งเขตแดนอันเป็นผลของคณะกรรมการปักปันเขตแดน บริเวณปราสาทพระวิหาร และมีผลผูกพันหรือไม่ ศาลได้ดูพฤติกรรมของคู่ความในการเข้าไปเยี่ยมชม โดยเฉพาะสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสให้การต้อนรับ ศาลเห็นว่า เหมือนเป็นการยอมรับโดยทางอ้อมของสยามในอธิปไตยของปราสาทพระวิหาร รวมทั้งพฤติกรรมอื่นๆ ของไทยในเวลาต่อมา ถือว่าเป็นการยืนยันของไทยในการยอมรับเส้นแบ่งเขตแดน ในภาคผนวก 1

โดยไทยในปี 1908 (พ.ศ.2451) และ1909 (พ.ศ.2452) ได้ยอมรับว่าแผนที่ภาคผนวก 1 เป็นผลของคณะกรรมการปักปัน และยอมรับว่าเป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่นำไปสู่การวินิจฉัยว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในกัมพูชา การยอมรับของคู่ความสองฝ่าย ทำให้แผนที่ภาคผนวก 1 เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา จึงเห็นได้ว่า การตีความสนธิสัญญาจะต้องชี้ขาดว่า แผนที่ภาคผนวก 1 เป็นแผนที่ในพื้นที่ขัดแย้ง"

ที่ยกมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ศาลโลกได้ยืนยันอีกครั้งว่า ไทยได้ยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนไปแล้ว แถมบอกด้วยว่า แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน เป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา

เพียงแต่ในกรณีพิพาทเขาพระวิหาร ศาลพิจารณาแค่ที่มีในคำตัดสินพ.ศ.2505 เท่านั้น คือบริเวณปราสาทเขาพระวิหารและบริเวณรอบปราสาทเขาพระวิหารเท่านั้น ศาลไม่มีอำนาจชี้ขาดเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างประเทศจากประเด็นเรื่องแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน

สรุปง่าย ๆ ว่า แผนที่ 1 ต่อ 2 แสนของกัมพูชาก็ยังต้องหลอนไทยต่อไป ทีนี้ขึ้นอยู่กับการตีความของกัมพูชากับไทยแล้วล่ะ ว่าจะเอายังไง

แต่ผมว่า กัมพูชาเขาก็ยังจะยึดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนต่อไปแน่นอน ก็เพราะศาลโลกได้ตัดสินแล้วนี่ว่า ไทยได้ยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนในกรณีเขาพระวิหารไปแล้ว

--------------------------

ประเด็นพื้นที่ 4.6 ตร.กม.

ศาลโลกตัดสินว่า ในคำตัดสินเดิมไม่มีเรื่องพื้นที่ 4.6 ตร.กม. ดังนั้นศาลจึงไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องนี้เพราะมันอยู่นอกเหนือคำตัดสินเดิม

นั่นแปลว่า บริเวณพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ศาลโลกก็เลยไม่ตัดสินชี้ชัดว่าเป็นของไทย หรือของกัมพูชากันแน่เหมือมเดิม

แต่ที่แน่ ๆ กัมพูชาเขาย่อมตีความว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม.เป็นของกัมพูชาแน่นอน ตามแผนที่ภาคผนวก 1 (หรือแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน)

การที่ท่านทูตวีระชีย บอกว่า กัมพูชาไม่ได้พื้นที่ 4.6 ตร.กม.ไป จึงเป็นการคิดเองของไทยฝ่ายเดียวครับ เพราะศาลโลกไม่ได้ตัดสินในประเด็นนี้

เท่ากับว่า ต่างฝ่ายต่างก็ต้องต่างตีความกันเองต่อไป หรือไปเจรจากันเองแล้วกัน

--------------------

ประเด็น พื้นที่รอบเขาพระวิหารคือแค่ไหนกันแน่ ?

ศาลโลกตัดสินว่า ในคำพิพากษาเดิมปี 2505 ก็ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า พื้นที่รอบเขาพระวิหารมีแค่ไหน เพราะคำตัดสินเขียนไว้คร่าว ๆ ว่าบริเวณปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียง แต่ที่แน่ ๆ พื้นที่ต้องมีมากกว่ามติครม.2505 เพราะรวมไปถึงชะง่อนผา

ศาลโลกจึงแนะนำให้ไทยกับกัมพูชาไปเจรจากันเอง โดยเน้นว่า ให้ยึดเรื่องมรดกโลกเป็นสำคัญ และให้ฟังคำแนะนำจากยูเนสโกไว้เป็นสำคัญ

นี่เท่ากับเข้าทางกัมพูชาอีกแล้วครับ เพราะกัมพูชาเขาตีความมาตลอดว่า บริเวณรอบเขาพระวิหารคือพื้นที่ 4.6 ตร.กม. เป็นของกัมพูชา เช่น รวมพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ร่วมกันกับปราสาทเขาพระวิหารไปด้วย เช่น สระตราว สถูปคู่ และเผลอ ๆ มีผามออีแดงพ่วงไปด้วย

การที่ศาลโลกแนะนำว่า ให้ไทยกับกัมพูชาบริหารจัดการบริเวณรอบเขาพระวิหารร่วมกัน นั่นเท่ากับว่า พื้นที่ 4.6 ตร.กม.จะไม่เป็นอำนาจอธิปไตยของไทยฝ่ายเดียวอีกต่อไป เพราะจะต้องมีคณะกรรมการร่วมอีก 7 ชาติ รวมกับไทยและกัมพูชาเป็น 9 ชาติ ร่วมกันบริหารจัดการพื้นที่นี้ตามระเบียบของคณะกรรมการมรดกโลก

แต่ !! มรดกโลกเขาพระวิหารยังเป็นสิทธิของกัมพูชาฝ่ายเดียว แต่ไทยต้องยอมเสียพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารซึ่งจะอาจมากถึง 4.6ตร.กม.จริงหรือไม่ ? ก็ยังไม่ชัดเจน เพราะต้องเจรจากันต่อไป

แต่ที่แน่ ๆ คณะกรรมการมรดกโลกจาก 7 ชาติเขาเข้าข้างกัมพูชาแน่นอน

สรุปไทยมีแต่เสียดินแดนเพิ่มแน่นอน แต่รัฐบาลไทยจะหลอกคนไทยว่า ไม่ได้เสียดินแดน แค่เข้าไปจัดการพื้นที่ร่วมกันเท่านั้น (นั่นแหละคือเสียอธิปไตยบนดินแดนไปแล้ว)

-------------------------------

ประเด็นทหารไทยต้องถอนทหารออกจากบริเวณรอบปราสาทแคไหน

ก็เพราะศาลไม่ชี้ชัดว่า บริเวณรอบปราสาทคือแค่ไหนกันแน่เหมือนเดิม แต่มีมากกว่าตามมติครม.2505 แน่นอน เพราะให้รวมไปถึงทางขึ้นตัวปราสาทด้วยให้ตกเป็นของกัมพูชาเป็นอย่างน้อย

ดังนั้นคำว่าบริเวณรอบปราสาท ก็ยังขึ้นอยู่กับการตีความของไทยและกัมพูชาเหมือนเดิม ซึ่งก็ต้องเป็นปัญหาต่อไปแน่นอน

ซึ่งถ้ากัมพูชาและคณะกรรมการมรดกโลกร่วมอีก 7ชาติ เขาเกิดระบุว่า บริเวณรอบปราสาทเขาพระวิหารคือพื้นที่ใน4.6 ตร.กม.ล่ะ เช่นต้องมี สระตราว สถูปคู่ และผามออีแดงด้วยล่ะ ไทยเราจะยอมถอนทหารออกจากพื้นที่เหล่านี้หรือไม่ ?

สรุปว่า ไทยมีแต่เสียดินแดนเพิ่มขึ้นแน่นอน อย่างเช่นในคำตัดสินศาลโลกคราวนี้ได้ระบุว่า

"ศาลได้เน้นย้ำบริเวณปราสาทว่า ปราสาทตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เห็นได้ชัดเจนมาก ลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่น คือทางตะวันออกเฉียงใต้และทางตะวันตกเฉียงใต้ของหน้าผาฝั่งกัมพูชา และด้านเหนือกับตะวันตกเฉียงเหนือเป็นที่ที่อยู่ในเทือกเขาดงรัก หุบเขาทั้งสองนี้ เป็นช่องทางที่กัมพูชาสามารถเข้าถึงปราสาทพระวิหารได้เพราะฉะนั้นตามความเข้าใจเบื้องต้นบริเวณปราสาทพระวิหาร ศาลเห็นว่า เขตแดนของกัมพูชาทางเหนือนั้น ไม่เกินเส้นแบ่งของแผนที่ภาคผนวก 1 ศาสตราจารย์ฟรีดริช แอคเคอร์มานน์ ไม่ได้ให้ระบุระยะทางที่ชัดเจน แต่ตามพยานหลักฐานมีความชัดเจนว่าด่านตำรวจอยู่ในระยะที่ไม่ไกลมากทางใต้และอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งบนแผ่นที่ภาคผนวก 1"

ตรงที่ศาลตัดสินว่า เขตแดนของกัมพูชาทางเหนือนั้น ไม่เกินเส้นแบ่งของแผนที่ภาคผนวก1 (1 ต่อ 2 แสน) ก็เท่ากับว่า กัมพูชาสามารถตีความได้เลยว่า ทางทิศเหนือของปราสาทเขาพระวิหาร กัมพูชายึดพื้นที่ได้ตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน เพราะคำว่าไม่เกิน ก็แปลว่า พอดีก็ได้ 



หน้าผาของตัวปราสาทเขาพระวิหารยื่นลงไปทางทิศใต้สู่กัมพูชา ส่วนทิศเหนือก็คือตามแนวเส้นประหรือตามแนวแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน

สรุปว่า กัมพูชาจะได้พื้นที่เพิ่มขึ้นทางเหนือไปจรดถึงแนวเส้นประตามแผนที่ 1ต่อ 2 แสนแน่นอน เท่ากับไทยเสียดินแดนเพิ่มครับ

------------------

ประเด็น พื้นที่เล็ก ๆ คือแค่ไหน ?

ไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า คำว่าพื้นที่เล็กๆ ที่ศาลเอ่ยถึงคือแค่ไหน ฉะนั้นอย่าหลงดีใจกับคำว่า พื้นที่เล็ก ๆ ครับ

-----------------

มาตรา 190 ฉบับใหม่ ทำไทยเสียดินแดนแน่ ๆ

การที่นายนพดล ไปเซ็นแถลงการณ์ร่วมยกตัวปราสาทให้กัมพูชาฝ่ายเดียวไปขึ้นทะเบียน โดยไม่ผ่านมาตรา 190 เดิม เจตนาคืออะไร ?

ทำไมรัฐบาลยิ่งลักษณ์กระสันจะแก้มาตรา190 ?

ถ้ามาตรา 190 ฉบับใหม่ผ่านออกไปได้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็จะมีสิทธิยกดินแดนรอบเขาพระวิหารโดยไม่ต้องผ่านสภา ซึ่งยังไม่อาจระบุแน่ชัดได้ว่า จะต้องเสียดินแดนรอบเขาพระวิหารมากขนาดไหน ไปให้กัมพูชาใช้เป็นพื้นที่ร่วมกันบริหารจัดการตามมติคณะกรรมการร่วมมรดกโลกแน่นอน

คลิกอ่าน นพดล ปัทมะ คือคนยกตัวปราสาทเขาพระวิหารให้เขมรไปตลอดกาล

------------------

คำแก้ตัวของท่านทูตวีระชัย

ท่านทูตวีระชับบอกว่า กัมพูชาไม่ได้พื้นที่ 4.6 ตร.กม. 

ท่านพูดถูกแค่ครึ่งเดียวครับ เพราะศาลไม่ได้ตัดสินประเด็นนี้ จึงทำให้พื้นที่ 4.6 ตร.กม. จะยังคงเป็นปัญหาการตีความที่แตกต่างกันต่อไปของไทยกับกัมพูชา

ท่านทูตวีระชัยบอกว่า กัมพูชาไม่ได้ภูมะเขือ 

ท่านก็พูดถูกแค่ครึ่งเดียวครับ ศาลตัดสินว่า ภูมะเขือไม่ได้อยู่ในคำตัดสินเดิม แต่ศาลก็ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า ภูมะเขือเป็นของชาติไหน

แต่ที่แน่ ๆ กัมพูชายึดครองภูมะเขือไปแล้ว

ท่านทูตวีระชัยบอกว่า แผนที่ 1 ต่อ 2 แสนไม่ได้รวมอยู่ในคำตัดสิน 2505

ผมว่าท่านไปอ่านอีกรอบนะครับ ศาลบอกเองว่า แผนที่ 1 ต่อ 2 แสนคือสนธิสัญญาที่ไทยได้ยอมรับโดยอ้อมไปแล้ว

ท่านทูตวีระชัยบอกว่า ศาลโลก แนะนำให้ทั้ง 2 ประเทศ ร่วมมือกันดูแล เขาพระวิหาร ในฐานะที่เป็นมรดกโลก

นั่นก็คือเข้าทางกัมพูชา กัมพูชาจะได้พื้นที่รอบปราสาทเพิ่มเพื่อบริหารจัดการตามระเบียบของคณะกรรมการร่วมมรดกโลกอีก 7 ชาติ ซึ่งไทยก็แค่เป็น 1 ในคณะกรรมการร่วมเท่านั้น แต่มรดกโลกยังเป็นสิทธิของกัมพูชาฝ่ายเดียว

แล้วเวลาออกเสียงอะไร ไทยก็แค่เสียงเดียว ส่วนชาติอื่น ๆ เขาเข้าข้างกัมพูชาแน่นอน เพราะชาติเหล่านั้นได้เข้าไปเตรียมการหาผลประโยชน์ในกัมพูชาไว้แล้ว

-----------------

เชื่อผมรึยังว่า ไทยแพ้คดีเขาพระวิหารภาค 2 ไปแล้วครับ

ฉะนั้น ไม่ควรเลยที่ไทยโดยนายนพดล ไปเซ็นยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว จนเกิดปัญหาบานปลายในวันนี้

สุดท้ายนี้ผมขอบอกว่า ตอนนี้ ฮุนเซ็น และ ฮอนัมฮง ได้ประกาศว่า ศาลโลกได้รับรองแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนของกัมพูชาแล้ว ต่อไปหลายจังหวัดทางอีสานใต้ ก็จะเป็นปัญหาพิพาทต่อไป



คลิกอ่าน นพดล ปัทมะ คือคนยกตัวปราสาทเขาพระวิหารให้เขมรไปตลอดกาล


วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เมื่อจ่าประสิทธิ์ มีบางอย่างจะสอน เดียร์ ขัตติยา






บทความนี้ขอเล่าเรื่องด้วยภาพแล้วกันครับ











เชื่อมะ สุดท้าย เดียร์ ขัตติยา ก็ต้องทำตามที่จ่าประสิทธิ์สอนในที่สุด 5555




-----------------

ปิดท้ายด้วย เพลงชั่งแม่มัน

"เสื้อแดงจะเป็นจะตาย ก็ชั่งแม่มัน"

ขอให้กูได้เงินคืนก็พอ ใครจะเป็นจะตายก็ชั่งแม่มัน

หน้าแม่งโคตรเหี้ยจริง ๆ พ่ออีโอ๊คเนี่ย !!





คลิกอ่าน เดียร์ขัตติยา อย่าโง่อีกเลยยอมรับความจริงเถอะ


วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ไก่ ภาษิต จะแตกประเด็นก็อย่าปอดแหก กล้า ๆ หน่อย







รายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ช่อง 3 ช่วงแตกประเด็นโดยไก่ ภาษิต เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา

ไก่ ภาษิต ได้รายงานเรื่อง เด็กไทยกับโลกออนไลน์ และการปราบปรามเว็บไซด์ที่ไม่เหมาะสม

เนื้อหาสกู๊ปรายงานแตกประเด็นในวันนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรมาก ก็แค่รายงานเรื่องที่เด็กไทยสามารถเข้าเว็บโป๊ได้อย่างง่ายดาย แล้วไก่ ภาษิตก็รายงานถึงการปราบปรามเว็บไซด์ที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงไอซีที

แต่ประเด็นที่น่าสนใจของรายงานแตกประเด็นวันนี้ อยู่ตรงที่สถิติที่ประชาชนร้องเรียนเว็บไซด์ที่ไม่เหมาะสมผ่านไปยังกระทรวงไอซีทีมากที่สุดคือ เรื่องหมิ่นประมาท ที่มีมากถึง 50 % ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด



ตรงนี้แหละครับ ที่ผมสนใจว่า ไก่ ภาษิต ปอดแหก ไม่กล้ารายงานอย่างตรงไปตรงมา

เพราะถ้าเป็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับหมิ่นประมาทของประชาชนทั่วไป คนเดือดร้อนเขาก็ไปแจ้งความกับตำรวจว่าถูกหมิ่นประมาทอย่างไร ก็ดำเนินคดีกันไป ซึ่งโดยมากเจ้าทุกข์เขาจะไม่ไปบอกกระทรวงไอซีทีให้รีบลบออกไปหรอกครับ เพราะเขาต้องการให้หลักฐานคงอยู่ในการแจ้งความ ถ้าจะถูกลบก็จะเป็นคู่กรณีที่เป็นคนลบออกไปเอง

ดังนั้น เรื่องร้องเรียนเว็บไซด์ที่ไม่เหมาะสมที่ ไก่ ภาษิตรายงานนั้น จึงเป็นการบิดเบือนด้วยการเลี่ยงคำ

เพราะความจริงแล้ว เรื่องร้องเรียนที่ประชาชนโทรไปแจ้งกระทรวงไอซีทีมากที่สุด จึงไม่ใช่การหมิ่นประมาททั่วไปตามที่นายไก่ ภาษิต รายงาน

แต่คือการร้องเรียนเรื่อง เว็บไซด์ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ต่างหาก

ผมอยากจะบอกไก่ ภาษิตว่า ถ้าคุณไม่กล้าใช้คำว่า หมิ่นพระบรมราชานุภาพ ในการรายงานข้อเท็จจริงต่อประชาชน

ไก่ ภาษิต ก็สมควรไปเปิดตัวแบบเบน ชลาทิศซะเลยดีกว่า อย่าแค่แกล้งแอ๊บเท่ ทำรายงานแตกประเด็นอยู่เลย

"หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ทำไมไม่กล้าใช้คำนี้ ไก่ ภาษิตกลัวใคร เกรงใจใคร ?

จากสถิติว่าประชาชนร้องเรียนเรื่องนี้มีมากที่สุดถึง 50% แสดงว่า ประชาชนถือว่าเป็นเรืองสำคัญ แล้วทำไมไก่ ภาษิตถึงไม่กล้ารายงานอย่างตรงไปตรงมา ??

------------------

หรืออย่างเรื่องติดตามเรื่องน้ำเสียจากโรงงานปล่อยลงสู่แหล่งน้ำที่ฉะเชิงเทรา ที่แตกประเด็นรายงานในเรื่องนี้มาหลายตอนแล้ว ก็เป็นการรายงานข่าวที่ไม่รอบด้าน

เพราะเอาแต่รายงานเรื่องปัญหาของชาวบ้านและวิธีการแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อน

แต่รายงานแตกประเด็นกลับไม่เคยกล้าเอ่ยถึงชื่อไอ้โรงงานที่กระทำความผิด หรือกล้าตามติดคดีนี้ว่าไปถึงไหนแล้วว่า ไอ้พวกลักลอบทิ้งน้ำเสียคือใคร คดีไปถึงไหน เจ้าของโรงงานมันคือใคร และคนพวกนี้มันควรได้รับโทษอย่างไร

ไก่ ภาษิตและรายงานแตกประเด็นก็ได้แต่รายงานข่าวแบบปอดแหกไปวัน ๆ  ไม่กล้าแฉเพื่อเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ แล้วแบบนี้เรื่องการปล่อยน้ำเสียและสารพิษลงแหล่งน้ำสาธารณะ จะมีใครเกรงกลัวกฎหมายบ้าง

รายงานแตกประเด็นควรตามติดคดีปล่อยน้ำเสียให้สุด ๆ เพื่อเอาไอ้คนทำผิดเห็นแก่ตัวมาลงโทษให้ได้ ไม่ใช่เอาแต่รายงานว่านักวิชาการคิดค้นเครื่องมือมาแก้ปัญหาน้ำเสียไปวัน ๆ เท่านั้น




วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อาลัยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชในความทรงจำ







เรื่องแรก

ผมเคยมีโอกาสได้เห็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์จริงครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต เมื่อตอนผมไปงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่หลุยส์ จันทสาโร ที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน เมื่อ พ.ศ. 2532

ระหว่างรอในหลวงและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จ ผมได้พบสมเด็จพระสังฆราชได้เสด็จมาถึงวัดก่อน ด้วยรถเบนซ์พระที่นั่งสีเหลือง

เมื่อรถพระที่นั่งจอดท่ามกลางแดดยามบ่าย 4 โมงเย็น สมเด็จพระญาณสังวร ฯ เสด็จลงจากรถ และเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทเปล่า ๆ ไม่ทรงใส่รองพระบาท

สมเด็จพระสังฆราชทรงเสด็จพระราชดำเนินอย่างสำรวม แต่ก็ดูแข็งแรง แลดูพระองค์มีความสงบอยู่ตลอดเวลา

----------------------

เรื่อง 2

พ่อของผม เคารพนับถือและศรัทธาสมเด็จพระญาณสังวร ฯ มาก ๆ พ่อของผมเคารพมาตั้งแต่พระองค์ยังไม่ได้ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ครั้งหนึ่ง พ่อของผมได้ไปวัดบวรนิเวศวิหาร ในงานพระราชพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลอย่างหนึ่ง ผมจำไม่ได้ว่า วัตถุมงคลนั้นคืออะไร

พ่อผมเล่าว่า ตอนแรกพ่อนั่งอยู่ด้านข้างโบสถ์ด้านซ้าย มองผ่านหน้าต่างพระอุโบสถเข้าไปเห็นสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเป็นองค์ประธานสงฆ์ในการปลุกเสก  ทรงนั่งหันหน้าออกมาทางหน้าต่างพระอุโบสถ

แต่เมื่อพ่อผมลุกไปห้องน้ำ แล้วกลับมาอีกด้านหนึ่งของพระอุโบสถ พ่อผมก็เห็นสมเด็จพระญาณสังวร ฯ ทรงหันหน้ามาทางด้านหน้าต่างด้านนี้เหมือนกัน

อีกสักพัก พ่อผมเปลี่ยนที่นั่งใหม่ ย้ายไปนั่งทางด้านหน้าประตูพระอุโบสถ พ่อผมก็เห็นว่า สมเด็จพระญาณสังวร ฯ ก็ทรงนั่งหันหน้าออกมาทางด้านหน้าประตูพระอุโบสถเช่นกัน

พอพ่อผมเห็นแบบนั้น พ่อผมขนลุกด้วยความปลื้มและศรัทธา จนเมื่อพ่อผมกลับมาถึงบ้านก็รีบมาเล่าให้ผมฟังว่า

สมเด็จพระญาณสังวร ฯ เหมือนพระองค์ทรงหมุนไปรอบพระอุโบสถอย่างอัศจรรย์ ซึ่งพ่อผมไม่แน่ใจว่า พ่อได้เห็นปรากฏการณ์นี้เพียงคนเดียวหรือไม่

พ่อผมเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังมานานกว่า 25 ปีแล้ว ผมยังจำเรื่องนี้ได้อย่างแม่นยำ

------------------------

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงละสังขารอันไม่เที่ยงลงแล้ว เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ก่อนที่ผมจะเขียนบทความนี้

ผมขออาลัย แต่จะไม่ขอเสียใจ เพราะการเกิด แก่ เจ็บ ตาย คือความอนิจจัง
(แต่ในใจผมพยายามจะไม่ร้องไห้น่ะ)

ผมขอมุทิตาจิตแก่พระองค์ ในความเชื่อส่วนตัว ผมเชื่อว่า พระองค์ทรงเสด็จสู่พระนิพพานแล้ว

หลวงตามหาบัว เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช




แต่พอผมดูรายงานข่าวของช่อง 9 อสมท. ได้เอ่ยว่า ขอส่งดวงพระวิญญาณสมเด็จพระสังฆราชสู่สวรรคาลัย

ผมฟังแล้ว อยากจะบอกว่า ไม่ควรกล่าวเช่นนี้เลย เพราะสวรรคาลัย เป็นแค่สวรรค์ ที่ต่ำกว่า และยังมีกิเลสที่นั่นอยู่มาก

ส่วนใหญ่ผู้ไปสถิตบนสวรรค์เป็นผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่มาก

เมื่อฟังรายงานข่าวของช่อง 9 แล้ว ผมรู้สึกว่า ช่อง 9 ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

--------------------------



แม้แต่พระอานนท์ ทรงเป็นอริยะบุคคลแล้ว แม้ยังไม่สำเร็จพระอรหันต์ก็ตาม

เมื่อพระอานนท์ได้รับรู้ว่า พระพุทธเจ้าทรงปลงสังขารจะนิพพานในอีกไม่นาน

พระอานนท์ยังแอบไปร้องไห้เสียใจเลย แล้วพวกเราเป็นเพียงปถุชนธรรมดา จะไม่ให้ใจหายเลย ก็คงทำไม่ได้เช่นกัน

---------------------

คำถวายแด่สมเด็จพระญาณสังวรที่ถูกต้อง

ข้าพเจ้าขอร่วมอนุโมทนา และร่วมมุทิตาจิต แด่สมเด็จพระญาณสังวร ฯ ที่ทรงละสังขารอันเสื่อมโทรมนี้แล้ว เพื่อเสด็จสู่พระนิพพาน


วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ศาล รธน. ปอดแหกในคดีซุกหุ้น1 ปล่อยโจรลอยนวล







ในคดีซุกหุ้นภาค 1 ของทักษิณ ถ้าทุกคนวางใจเป็นกลาง จะรู้ได้ทันทีว่า ทักษิณผิดเต็มประตูอย่างไร้ข้อแก้ตัวที่จะฟังขึ้น

แม้ทักษิณจะพยายามแก้ตัวว่า "บกพร่องโดยสุจริต" ก็ตาม

แต่แล้วทักษิณก็รอดจากความผิดจากการรายงานบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ

เพราะมีศาลรัฐธรรมนูญบางคนไม่ยึดหลักกฎหมาย แต่กลับกลัวพลังสนับสนุนของทักษิณแทน

จากรายงานของ คอป. (ฉบับที่นายโทนี่ แบลย์ ชื่นชม)ซึ่งเป็นรายงานหลังเหตุการณ์เผาเมืองปี 2553 ได้สรุปที่มาของปัญหาความแตกแยกของคนไทยว่า

จุดเริ่มต้นของทุกปัญหาความแตกแยก มันเริ่มผิดพลาดมาตั้งแต่คดีซุกหุ้นภาค 1 นั่นเอง

คำสารภาพของ 1 ในศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่กล้าเอาผิดทักษิณ



สรุปง่าย ๆ คือ

ศาลลงคะแนนทักษิณผิด 7 เสียง
ศาลลงคะแนนให้ทักษิณไม่ผิดมี 6 เสียง
ศาลที่ไม่ลงคะแนนวินิจฉัยในทางใดเลยมี 2 เสียง

แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับนำคะแนนเสียงที่ไม่วินิจฉัย 2 เสียงไปรวมกับ อีก 6 เสียงที่วินิจฉัยว่า ทักษิณไม่ได้กระทำผิด จึงทำให้ทักษิณรอดพ้นความผิดคดีซุกหุ้น

ทักษิณจึงชนะคดีไปด้วยคะแนน 8 ต่อ 7

ทั้ง ๆ ที่ความถูกต้อง จะต้องไม่นำคะแนน 2 เสียงที่ไม่วินิจฉัยไปรวมกับคะแนนเสียงที่วินิจฉัยว่า ทักษิณไม่ได้กระทำผิด 6 เสียงนั้น

เพราะ 2 เสียงที่ไม่วินิจฉัยว่าทักษิณผิดหรือไม่ เปรียบเสมือนการงดออกเสียงนั่นเอง

ซึ่งที่ถูกต้องที่ควรจะเป็นคือ ทักษิณต้องแพ้ด้วยคะแนน 6 ต่อ 7 แปลว่า ทักษิณได้กระทำความผิดในการรายงานทรัพย์สินอันเป็นเท็จ จริง!! และจะต้องถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี

-----------------------

แม้ตอนนั้นจะมีคนไทยมากมายพร้อมให้อภัยทักษิณในคดีซุกหุ้น ภาค 1 ก็ตาม

แต่ทักษิณสันดานมันเลว มันเลยเอาหุ้นไปซุกกับบริษัทนอมินี บนเกาะบริทิชเวอร์จิ้นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้ประจำปี

เท่ากับว่าทักษิณมันได้รายงานทรัพย์สินอันเป็นเท็จมาตลอด ที่มันเป็นนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 สมัย

ไม่งั้นเมื่อมันโดนยึดทรัพย์แล้ว จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อสโมสรแมนฯซิตี้ ? จนอังกฤษได้อายัดทรัพย์มันในอังกฤษอีก เพราะสงสัยเรื่องการฟอกเงิน

หากไม่มีการทำรัฐประหารในปี 2549 ทักษิณมันต้องเจอคดีซุกหุ้นภาค 2 แน่นอน

ทักษิณมันเลวจริง ๆ เลวจริง ๆ

คลิกอ่าน ฤา คมช. ทำรัฐประหารคือแผนทักษิณ



วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความโง่ของรอง ผบช.น. กับการห้ามรถเกิน7ปีวิ่งใน กทม.







จากข่าว พล.ต.ต. อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า เตรียมการเสนอโครงการจำกัดอายุการใช้งานรถยนต์ต่อรัฐบาล อาทิ รถอายุเกิน 7-10 ปี ห้ามนำเข้ามาวิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งหากนำเข้ามาวิ่งจะต้องเสียภาษีเทียบเท่ารถใหม่ โดยโครงการดังกล่าวได้แนวคิดมาจากประเทศญี่ปุ่น

นี่คือตัวอย่างความโง่แล้วอวดฉลาดของตำรวจไทยอีกกรณี ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งเข่ง แถมรองผบช.น. คนนี้ หน้าดันคล้ายเสธ.แดงเสียอีก สงสัยอายุอาจไม่ยืน



--------------

แล้วการอ้างว่าได้แนวคิดมาจากญี่ปุ่น เป็นการอ้างชุ่ย ๆ เพราะสักแต่เลือกวิธีการมาแค่บางวิธีการ โดยไม่ศึกษาว่า ที่ญี่ป่นเขาแตกต่างจากไทยอย่างไร

และที่ญี่ปุ่นไม่ใช่อยู่ ๆ เขาจะมาห้ามรถเกิน 7 ปีวิ่ง ตามที่รองผบช.น. อ้างสักหน่อย

แล้วคิดจะเลียนแบบญี่ปุ่นน่ะ หัดดูตั้งแต่ต้นเหตุของปัญหาและวิธีการที่ญี่ปุ่นเขานำมาแก้ปัญหาในขั้นแรกด้วย ไม่ใช่หยิบมาอ้างแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ

นั่นคือการแก้ปัญหาขั้นต้นของญี่ปุ่น เขากำหนดไว้ว่า ใครจะซื้อรถต้องมีที่จอดรถของตัวเองก่อน ถึงจะมาจดทะเบียนรถใหม่ได้

ซึ่งผมได้เขียนรายละเอียดเรื่องนี้ไว้แล้ว คลิกอ่าน

-------------

และญี่ปุ่นเขาไม่ได้ห้ามรถเกิน 7 ปีวิ่ง เพราะนั่นคือการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะคนญี่ปุ่นที่นิยมเล่นรถเก่ามีมากมาย อยู่ ๆ จะไปห้ามเขาใช้รถเก่าได้ไง

ประเด็นสำคัญมันไม่ใช่รถเก่าหรือใหม่ แต่มันอยู่ที่การบำรุงรักษารถของแต่ละคนต่างหาก อย่างผมเคยเห็นรถยนต์ใหม่อายุไม่เกิน 5 ปี จอดเสียกลางทางก็เห็นบ่อย ๆ

ส่วนรถที่บ้านผมคันนึง มีอายุถึง 18 ปี แต่ยังวิ่งไม่ถึงแสนกิโลเลย ที่สำคัญไม่เคยจอดเสียกลางทางเลยตลอดอายุการใช้งานด้วย

แต่ที่ญี่ปุ่นเขาใช้วิธีเก็บภาษีรถยนต์ ตามอายุการใช้งาน เช่นรถใหม่ก็เสียภาษีน้อย รถยิ่งเก่ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสียภาษีมากขึ้น นี่เป็นวิธีการลดการใช้รถเก่าทางอ้อม

ไม่ใช่อยู่ ๆ จะมาเผด็จการห้ามรถเก่าวิ่งแบบรองผบช.น.โชว์โง่ สักหน่อย

--------------

ที่คนญี่ปุ่นเขาเปลี่ยนรถใหม่ได้บ่อย เพราะราคารถยนต์ในญี่ปุ่นมีราคาถูกว่าราคารถยนต์บ้านเราประมาณ 3 เท่า

เช่นรถยนต์บ้านเราขายคันละ 1.2ล้าน เพราะบวกภาษีสรรพสามิตไปบาน แต่รถยี่ห้อเดียวกันรุ่นเดียวกันนี้ กลับขายที่ญี่ปุ่นประมาณ 3-4 แสนบาทเท่านั้น

(ค่าแรงขั้นต่ำญี่ปุ่นวันละ 2,100บาท ค่าแรงขั้นต่ำไทยวันละ 300บาท)

ถ้าอยากจะให้คนไทยเปลี่ยนรถใหม่บ่อย ๆ ก็ต้องทำให้ราคารถยนต์ในไทยขายถูกเหมือนที่ญี่ปุ่นให้ได้ก่อนเถอะ แล้วรองผบช.น. ค่อยมาเห่าโชว์โง่



-------------

ที่ญี่ปุ่นและกรุงโตเกียว ระบบขนส่งสาธารณะระบบราง เขามีรองรับประชากรได้อย่างเพียงพอและทันสมัย

ถามว่า กรุงเทพ มีระบบขนส่งแบบรางเพียงพอทั่วกรุงเทพแล้วหรือ ?

ที่สำคัญคนญี่ปุ่นเขานิยมการเดินอย่างมาก เวลาจะต่อรถไฟอีกสถานี เขายอมเดินระยะทางไกลไม่น้อยเพื่อไปต่อรถอีกสาย

แล้วคนไทยล่ะ ขยันเดินแบบคนญี่ปุ่นหรือไม่ ?

และที่น่าอิจฉาที่สุดคือ การใช้รถจักรยานในโตเกียวเรียกได้ว่า ทันสมัยที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เพราะมีเลนจักรยาน มีการเช่ารถ ฝากรถ ที่ทันสมัยมาก แถมยังยืมรถจักรยานได้ฟรี หากใช้รถไม่เกิน 30 นาที (แล้วผู้ยืมก็ขี่จักรยานไปคืนในที่จอดในอีกจุดก็ได้)

อย่างคนในรัฐบาลeโง่บางคน เคยหาเสียงว่า จะทำรถเมล์ร้อนติดแอร์ให้หมด แต่คิดราคา 10 บาทตลอดสาย มันก็ลืมไปแล้ว

ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลควรนำภาษีจากคนกรุงเทพที่ซื้อรถยนต์คันแรกในแต่ละปีมาปรับปรุงรถเมล์ให้ดีขึ้น ดีกว่าเอาไปคืนไปแจกเพื่อประชานิยมในโครงการรถยนต์คันแรกที่ส่งเสริมให้รถยิ่งติดมากขึ้น (อย่างน้อยนำภาษีสักครึ่งนึงจากที่นำไปคืนในโครงการรถยนต์คันแรกมาใช้ก็ยังดี)

แล้วที่อวดว่าจะทำรถไฟฟ้าราคา 20 บาทตลอดสาย มันก็โม้ทั้งเพ

--------------

ที่จริง แค่ตำรวจเข้มงวดกับกฎหมายจราจรให้ดีพอ ก็ลดปัญหารถติดได้เยอะแล้ว

แต่บางทีตำรวจนี่แหละตัวดี ดันไปอำนวยความสะดวกให้โรงเรียนคนรวย ดันไปอนุญาตให้รถผู้ปกครองจอดรถรอลูกหน้าโรงเรียนได้นาน ๆ แถมจอดซ้อนคันก็ได้ มีให้เห็นหลายโรงเรียน จริงไหม ?



ตัวอย่างเช่น บนถนนสามเสน หน้า รร.เซนต์คาเบรียล ตำรวจเป็นเจ้าของถนน เอาใจผู้ปกครอง เลยอนุญาตให้ผู้ปกครองจอดรถรอรับลูกได้ ถึง 2 ช่องทางจราจร

ขนาดเขาให้จอดได้ 2 เลน แต่ก็มีพวกคนรวยยังจะจอดเลนที่ 3 อีกเลนด้วย

ตำรวจนี่แหละตัวดี !!

------------

การไปบังคับว่า ต้องรถใหม่เท่านั้นที่วิ่งในกรุงเทพได้ ก็เท่ากับไปส่งเสริมให้บริษัทรถยนต์ต่างชาติขายรถดีขึ้น แต่คนไทยกลับต้องเป็นหนี้มากขึ้น และต้องเป็นหนี้ทุกๆ 7ปี 10 ปี ในการต้องมาซื้อรถผ่อนรถใหม่กัน เหตุเพราะความจำเป็นที่ต้องใช้รถ เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะดี ๆ มีไม่พอเพียง

ถามจริงเถอะ ใช้หัวแม่ตีนคิดเหรอ รอง ผบช.น. ?

คนไทยมันรวยมากนักเหรอ ? คนไทยเป็นเจ้าของโรงงานผลิตรถยนต์ เป็นเจ้าของยี่ห้อรถยนต์เองเหรอ ?

ไทยเรามันแค่ลูกจ้าง รับจ้างประกอบรถยนต์ให้ต่างชาติ กำไรส่วนใหญ่จากการขายรถยนต์ก็ตกเป็นของเจ้าของยี่ห้อรถเขา

ถ้าไทยขายรถแล้วได้กำไรมากจริง ๆ ป่านนี้ประเทศไทยของเราคงรวยมหาศาลไปแล้ว

--------------

สรุปง่าย ๆ เลยนะ 

รองผบช.น. ควรไปเลียนแบบวิธีแรกของญี่ปุ่น ที่ว่าใครจะซื้อรถต้องมีที่จอดของตัวเองมาแสดงในการขอจดทะเบียนรถยนต์ก่อน ไม่งั้นจะมีรถส่วนตัวไม่ได้

ไม่ใช่ที่บ้านก็ไม่มีที่จอดรถ แต่เจือกมีรถได้ แล้วเอาไปจอดเกะกะบนถนนหนทางสาธารณะ

ดูตัวอย่างในซอยแคบ ๆ ก็ยังมีคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง เอาเหล็กมากั้นไว้เป็นที่จอดรถส่วนตัวของลูกค้าคอนโด


ขอบคุณรูปประกอบจากคุณ Noi Noi

รองผบช.น. กล้าเสนอวิธีการนี้เป็นกฎหมายหรือเปล่าล่ะ ?

คนไทยไม่ได้รวยเหมือนตำรวจนะ ที่แค่ค่าส่วนแบ่งจากค่าปรับคนทำผิดกฎจราจร เดือน ๆ นึง ตำรวจแต่ละคนก็ได้หลายหมื่นแล้ว ใช่ไหม ?

ถ้ากฎหมายห้ามรถเกิน 7-10 ปีคลอดมาได้จริง ต่อไปคนต่างจังหวัดคงขับรถเก่าผ่านเข้ากรุงเทพไม่ได้ด้วยอีกสิ หรือไง ?

-----------------

ขำสัส !!

เรื่องผัวเมียคู่หนึ่ง ในทาวน์เฮ้าส์เล็กๆ ชานกรุง

ผัว "ที่รัก รถคันนี้เป็นของเราจริง ๆ แล้วนะจ๊ะ พี่อุตส่าห์อดทนผ่อนมาเกือบ 6 ปีในที่สุดรถคันนี้ก็ผ่อนหมด เราหมดภาระเรื่องผ่อนรถไปอย่าง พี่สบายใจขึ้นมากเลยจ้ะ"

เมีย "แต่พี่จ๊ะ ถึงรถคันนี้จะเป็นของเราจริง ๆ แล้วก็ตาม แต่เราก็คงใช้มันได้อีกแค่ปีกว่า ๆ เท่านั้นเองล่ะจ้ะ"

ผัว "อ้าว ทำไมล่ะ"

เมีย "ก็พอรถเราอายุครบ 7 ปี ตำรวจนครบาลเขาก็ไม่ให้รถของเราเข้าไปวิ่งในกรุงเทพฯ อีกแล้วล่ะจ้ะพี่ สงสัยเราคงต้องซื้อรถใหม่แล้วทนลำบากผ่อนกันอีก 6 ปีเหมือนเดิมมั้งพี่"

พอผัวได้ยินเมียบอกเช่นนั้นถึงกับเข่าทรุด ลงไปนั่งหมดอาลัยตายอยากกับพื้นบ้าน..


คลิกอ่าน คนไทยแม่ง...ไม่แพ้ใครในโลกจริง ๆ