วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559

"ชีวิตใหม่" โฆษณาระดับมาสเตอร์พีซของต่อ ฟีโนมีน่า ทิ้งท้ายปี 2559






จากโฆษณาไทยประกันชีวิต ชุด โอกาส ที่เพิ่งออกอากาศได้ไม่นาน ซึ่งเป็นผลงานของคุณต่อ ธนญชัย ศรศรีวิชัย มือหนึ่งในวงการโฆษณาของไทยจากบริษัทฟีโนมีน่า

ที่ตอนนี้โฆษณาชุดโอกาส นี้ได้กลายเป็นโฆษณาที่หมดโอกาสจนถูกถอดออกอากาศไปแล้ว เนื่องจากเกิดกระแสต่อต้านโฆษณาที่ว่า เป็นการดูถูกวิชาชีพการพยาบาล

โฆษณาไทยประกันชีวิต ชุด โอกาส จึงกลายเป็นผลงานที่ดิสเครดิตชื่อเสียงคุณต่อ ธนญชัย ไปพอสมควร

แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี่เอง ก็มีผลงานโฆษณาที่เรียกว่า ระดับมาสเตอร์พีซ ของคุณต่อ ฟิโนมีน่า อีกตัว ที่ได้เรียกชื่อเสียงฝีมือระดับเทพของคุณต่อ ฟีโนมีน่า กลับคืนมา

นั่นก็คือ ผลงานโฆษณาเงินติดล้อ ชุด ชีวิตใหม่ ของ บ.ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 ที่ได้สร้างความประทับใจอย่างมากแก่ผู้ชมที่ได้ดูโฆษณาชุดนี้



ผลงานโฆษณาชุด ชีวิตใหม่ ของคุณต่อฟีโนมีน่า เรื่องนี้เรียกได้ว่า แตกต่างตรงกันข้ามกับโฆษณาชุด โอกาส ของไทยประกันชีวิต โดยสิ้นเชิง

เพราะโฆษณาไทยประกันชีวิต ชุด โอกาส เป็นการยกย่องผลิตภัณฑ์สินค้าประกันชีวิตของตัวเอง และเชิดชูพนักงานขายประกันชีวิตของตัวเองจนเว่อร์ แต่กลับกลายเป็นการไปทำลายวิชาชีพอื่นแทน จนเกิดกระแสต่อต้านโฆษณาชุดโอกาส จนไทยประกันชีวิตต้องถอดโฆษณาชุดนี้ออกไป รวมทั้งลบโฆษณาชุดนี้ออกจากช่องยูทูปของไทยประกันชีวิตออกไปแล้ว

-----------------

ในขณะที่โฆษณาเงินติดล้อ ชุด ชีวิตใหม่ กลับดูจริงใจกว่า จากที่บริษัทศรีสวัสดิ์ทำโฆษณาดี ๆ ตลก แอคชั่น เร้าใจ ออกมาหลายชุด เจตนาก็เพื่อจะหาลูกค้ามากู้เงินจากศรีสวัสดิ์กันเยอะ ๆ

ไคลแมกซ์ของโฆษณาเงินติดล้อ ชุด ชีวิตใหม่ กลับฉีกแนวแบบสุด ๆ ก็คือ แทนที่โฆษณาจะกระตุ้นให้คนอยากมากู้เงินบ่อย ๆ

แต่โฆษณาชุดชีวิตใหม่ กลับกระตุ้นให้ลูกค้าเงินกู้ (หรือจะเป็นแค่ผู้ชมโฆษณาเท่านั้น) ได้ลองคิดใหม่ ลองหันมาพึ่งพาตนเองให้ได้ตามแนวทางวิถีพอเพียง ลองหาอาชีพใหม่ที่ชอบเพื่อสร้างรายได้ แล้วสามารถยืนได้บนลำแข้งตัวเอง จะได้ไม่ต้องมากู้เงินกับบริษัทเงินกู้อีก จนเป็นหนี้ไม่รู้จบ

นี่คือ โฆษณาที่ฉีกแนวคิดทั้งปวง คือ แทนที่จะยกยอผลิตภัณฑ์สินค้าตัวเอง เพื่อให้คนมาใช้บริการผลิตภัณฑ์ของตัวเองกันเยอะ ๆ ใช้แล้วก็ยังอยากกลับมาใช้ใหม่ หรือ กลับมากู้เงินใหม่

แต่คุณต่อ ฟิโนมีน่า กลับคิดย้อนแย้งกลับในเชิงบวกว่า ลูกค้าเงินกู้ควรนำเงินที่กู้ไปใช้เพื่อสร้างอาชีพให้ตัวเองอยู่รอดได้บนลำแข้งตัวเอง จะได้ไม่ต้องกลับมากู้เงินกับบริษัทเงินกู้ (เช่น บ.ศรีสวัสดิ์) อีก

นี่จึงเป็นผลงานโฆษณาที่คิดนอกกรอบ ใช้ความย้อนแย้งของผลิตภัณฑ์เงินกู้ มาสอนให้คนไทยพึ่งพาตนเองให้ได้ จะได้ไม่ต้องมากู้เงินซ้ำอีก

นี่คือแนวคิดวิถีพอเพียงที่ยั่งยืน ที่คนไทยทุกคนควรตระหนักให้มาก นั่นคือ ยืนบนลำแข้งตัวเองให้ได้ จะได้ไม่เป็นหนี้!!



ขอบคุณโฆษณาดี ๆ ของคุณต่อ ฟีโนมีน่า ชุด ชีวิตใหม่ จาก บ.ศรีสวัสดิ์เงินติดล้อ ครับ

เรียกได้ว่า จากโฆษณาที่ผิดพลาดในชุด โอกาส ของไทpประกันชีวิต คุณต่อ ฟีโนมีน่า ก็กลับเรียกฟอร์มเก่งสุดยอดคืน ด้วยโฆษณาเงินติดล้อ ชุด ชีวิตใหม่ มาได้ทันที

สุดยอด !!

ขอทิ้งท้ายด้วยคำพูดช่วงท้ายของโฆษณาชุดนี้ ที่ว่า

"ทำแบบตั้งหน้าตั้งตาตะบี้ตะบัน แล้วทำมันให้ถึงที่สุด... ทำจนกระทั่งถึงวันนึง วันที่คุณเป็นอิสระ และเมื่อวันนั้นมาถึง เราไม่อยากให้คุณกลับมาหาเราอีก"

คลิกอ่าน โฆษณาไทยประกันชีวิต ชุด โอกาส ดันตกม้าตายตอนจบ




วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ความโง่ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กรณีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์






ประเด็นปัญหาเรื่องสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น พวกล้มเจ้าอย่างนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มักจะตีความตามมาตรา 6 ของ จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 ตรงประโยคที่ีว่า

"รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ....."

ตรงประโยคนี้เองที่หงอกเจียม พยายามจะโจมตีว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นของในหลวง รัชกาลที่ 9 เพราะมีพระราชอำนาจใช้สอยได้ตามพระราชอัธยาศัยไม่ว่ากรณีใด ๆ

ก่อนอื่นเรามาดูมาตรา 6 พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 เขียนเต็ม ๆ ก่อนครับ

“มาตรา ๖ รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวในมาตรา ๕ วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพันรายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอยเงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น

รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัยไม่ว่าในกรณีใดๆ หรือโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับการพระราชกุศลอันเป็นการสาธารณะหรือในทางศาสนาหรือราชประเพณีบรรดาที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น”


การตีความในมาตรา 6 นั้น ต้องตีความว่า หลังจากหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างต่าง ๆ ไปแล้ว และยังเหลือกำไรอยู่  ทรัพย์หรือเงินส่วนกำไรนี้ในหลวงจึงจะทรงนำไปใช้สอยอะไรก็ได้ตามพระราชอัธยาศัย หรือหากช่วงนั้นมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หากจะนำเงินส่วนนี้ไปใช้ ก็ต้องนำไปใช้เกี่ยวกับการพระราชกุศลที่เป็นประโยชย์ต่อสาธารณะ หรือในทางศาสนาหรือราชประเพณีเท่านั้น

คุณผู้อ่านครับ พอมองออกรียังว่า กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า ต้องหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อน หากมีเหลือ ถึงจะมอบให้พระมหากษัตริย์ไปใช้สอยใดก็ได้

ถามว่า แล้วหากปีนั้นขาดทุนล่ะ ?
ก็แสดงว่า ไม่มีเงินเหลือให้ใช้ตามพระราชอัธยาศัย ใช้หรือไม่ ?

แต่เผอิญ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บริหารจัดการดีจึงมีกำไรเหลือ แต่หากยกให้นักการเมืองบริหารดูแล ก็อาจเจ๊งขาดทุนจนอาจถูกขายทอดตลาดในยุคต้มยำกุ้งไปแล้วก็ได้ จริงไหม?

การที่พระมหากษัตริ์มีพระราชอำนาจในการตัดสินใจว่า เงินหรือทรัพย์ที่เหลือเป็นกำไรในแต่ละปีนั้น จะนำไปใช้อะไรตามพระราชอัธยาศัยได้นั้น ไม่เห็นจะผิดหรือแปลกตรงไหน

ใครทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ก็ได้รับสิทธินี้ทุกพระองค์ มีพระราชอำนาจโดยตำแหน่งพระมหากษัตริย์ นี่มันทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ตกทอดมาตั้งแต่โบราณกาล

ในหลวงแค่มีพระราชอำนาจตัดสินในทรัพย์ที่เหลือเป็นกำไรส่วนนี้เท่านั้น ถ้าปีไหนกิจการขาดทุนก็ไม่มีเงินให้ใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย

เพียงแค่นี้ ไอ้หงอกเจียมก็ตีความด้วยอคติ ว่า ในหลวงเป็นเจ้าของ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปแล้ว หงอกเจียมนี่ชั่งอคติจริง ๆ

ผมเคยยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น เสี่ยตัน อิชิตัน เป็นเจ้าของบริษัทอิชิตัน เสี่ยตันสามารถตัดสินใจนำอิชิตันเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ หรือก่อนหน้านั้น สมัยเสี่ยตันยังเป็นเจ้าของโออิชิ เสี่ยตันก็ตัดสินขายโออิชิให้กลุ่มเจ้าสัวเจริญได้ นั่นเพราะเสี่ยตันเป็นเจ้าของจริง ๆ จึงตัดสินใจทำได้

แต่พระมหากษัตริย์ จะนำ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไปเข้าซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ได้ไหม ?

หรือในหลวงสามารถนำพระตำหนักจิตรลดาฯ ไปขายได้ไหม ? คิดสิคิด

ก็ทรงทำไม่ได้ เพราะมีกฎหมายกำหนดไว้แล้วว่า พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจแค่ไหนในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

และที่ผ่านมา สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็สนับสนุนมูลนิธิต่าง ๆ ของในหลวง สนับสนุนโครงการตามพระราชดำริมากมาย

ผมอยากให้ดูมาตรา 7 ต่ออีกนิด

“มาตรา ๗ ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๖ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะโอนหรือจำหน่ายได้ก็แต่เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และโดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต หรือเพื่อสาธารณประโยชน์อันได้มีบทกฎหมายให้โอนหรือจำหน่ายได้เท่านั้น”


--------------------------

ส่วนรูปต่อไปนี้ คือ ส่วนหนึ่งที่หงอกเจียมโพสไว้เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2559




กรณีเงินให้หม่อมศรีรัศมิ์ นั้น หงอกเจียม มันตีความว่า คือข้อชี้ชัดว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นของในหลวง

แต่ผมกลับมองต่าง เพราะผมมองว่า กรณีเงินให้หม่อมศรีรัศมิ์ ยิ่งแสดงให้เห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของในหลวง

เพราะอะไรรู้ไหม ?

กว่าที่ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะนำเงินกำไรที่เหลือจากหักค่าใช้จ่ายแล้วในแต่ละปี ขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ใช้สอยตามพระราชอัธยาศัยได้นั้น ก็ต้องรอสรุปบัญชีปลายปี   หากปีไหนขาดทุนก็ไม่มีให้ใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย (แต่ปกติ ผอ.สนง. เขาบริหารดีมีกำไร)

หากปีไหนในหลวงทรงไม่ได้รับสั่งให้นำรายได้ที่เหลือนี้ไปใช้ในการใด หรือนำไปใช้แล้วแต่ไม่หมด กำไรที่เหลือส่วนนั้นก็กลับคืนสู่ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นส่วนใหญ่

แต่เมื่อเกิดกรณี เงิน 200 ล้านบาทมอบให้หม่อมศรีรัศมิ์ เป็นกรณีที่เกิดขึ้นกลางปี ดังนั้น ในหลวงทรงต้องขอเบิกเงินล่วงหน้าก่อน เพื่อมอบให้หม่อมศรีรัศมิ์ โดยทรงขอผ่านทางนายกรัฐมนตรี

เพราะนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มีอำนาจอนุมัติตามมาตรา 9 พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491

"มาตรา 9 ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง ร่วมกันเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้ บังคับเป็นกฎหมายได้"

นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อนำเงินจาก สนง.ทรัพย์์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปใช้สอยเพื่อสาธารณะประโยชน์ (นอกเหนือจากกรณีใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย)

แต่กรณีเบิกล่วงหน้า  เงินมอบให้หม่อมศรีรัศมิ์ รมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็มีอำนาจอนุมัติได้ (โดยไม่ต้องออกฎหมาย)

เห็นไหมครับ ทุกอย่างมีกฎหมายกำหนดการใช้เงินของพระมหากษัตริย์ไว้แล้วทั้งสิ้น

การจะมาตีความว่า ตามพระราชอัธยาศัย แปลว่า ในหลวง ร.9 เป็นเจ้าของ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นการตีความโดยอคติแท้ ๆ

การตีความที่ถูกต้องคือ ใครได้เป็นพระมหากษัตริย์ไทย ก็มีพระราชอำนาจควบคุมดูแล สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ถึงจะถูกต้อง

หากในหลวงทรงเป็นเจ้าของ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จริง ๆ ในหลวงทรงสั่งไปที่ ผอ.สนง. โดยตรง ให้จ่ายเงินให้หม่อมศรีรัศมิ์ไปแล้วง่าย ๆ ไม่ต้องมาผ่านทางนายกรัฐมนตรีก่อนให้ยุ่งยากจนเป็นข่าวดัง

หากคนมันมีอคติ มันก็จะตีความว่า ในหลวงสั่งนายกรัฐมนตรีไปจัดการ แสดงว่า ในหลวงเป็นเจ้าของ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ที่จริงตามหลักกฎหมาย การที่ในหลวงทรงขอเบิกเงิน 200 ล้านบาทก่อนล่วงหน้าเพื่อให้หม่อมศรีรัศมิ์นั้น นายกรัฐมนตรีสามารถจะปฏิเสธในหลวงก็ได้ครับ เพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี 

เช่น นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ต้องทำอะไรตามที่ทรงขอ แล้วก็รอสิ้นปีให้ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นำเงินกำไรที่เหลือจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในแต่ละปีแล้ว ขึ้นทูลเกล้าให้ในหลวงตอนนั้นก็ได้ ในหลวงทรงค่อยนำไปให้หม่อมศรีรัศมิ์อีกที

แต่นายกรัฐมนตรี ก็รู้ว่า การที่ในหลวงทรงขอเบิกก่อนล่วงหน้านั้น ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรในทางบัญชี ตอนสรุปรายรับรายจ่ายของ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ปลายปี

นายกรัฐมนตรีจึงไม่มีเหตุจำเป็นอะไรที่จะต้องปฏิเสธตามที่ในหลวงทรงขอมา

คลิกอ่าน เงินพระราชทาน 200 ล้านบาทให้หม่อมศรีรัศมิ์ ตอกย้ำ ในหลวงไม่ใช่เจ้าของสนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

คลิกอ่าน สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ของในหลวงภูมิพล




วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พวกล้มเจ้า สาวกหงอกเจียม คือ พวกคลั่งเจียม






ผมใหม่เมืองเอก เป็นคนนึงที่เคยเข้าไปถกเถียงกับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือไม่ก็ถกเถียงกับพวกสาวกหงอกเจียมที่ยังชอบตรรกะโง่ ๆ ในเฟสของหงอกเจีบม อยู่หลายหน

ทุกครั้งที่ผมเข้าไปถก นอกจากพวกล้มเจ้ามันจะเถียงข้าง ๆ คู ๆ สู้ผมไม่ได้ สุดท้ายพวกนี้ก็จะงัดลูกไม้ด่ากระทบเจ้าเพื่อให้ผมโมโห หรือไม่ก็ด่าผมด้วยถ้อยคำหยาบคายเหมือนกัน

ผมเนี่ย เวลาถกเถียงกับหงอกเจียม ผมจะถกด้วยคำปกติ แต่อาจมีกระแนะแหนแซวขำ ๆ ตามสไตล์ผมบ้าง แต่ไม่มีคำหยาบคาย

โดยมากหงอกเจียมจะมาถกเถียงกับผมสักประโยคสองประโยคแล้วก็หายไป

แต่หลังจากนั้นจะมีสาวกหงอกเจียมดาหน้ามารุมผม ซึ่งผมไม่เคยหวั่น ลุยดะเหมือนกันพอหอมปากหอมคอ

แต่สุดท้าย หลังจากผมไปถกกับหงอกเจียม หรือ เถียงกับพวกสาวกกระจอก ๆ ของหงอกเจียมทีไร

เฟสบุ๊คผมจะโดยเรียกเช็คชื่อทุกทึ จนผมต้องเปลี่ยนเฟสบุ๊คใหม่มาแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 หน คงเพราะพวกสาวกเจียมมันคงรุมรีพอร์ตเฟสผม

ดังนั้น เดี๋ยวนี้ผมเลยเลิกไปถกเถียงกับพวกคลั่งเจียม หรือพวกคลั่งเหี้ยแล้วล่ะ

ไอ้พวกล้มเจ้าพวกนี้มันประเภท ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง หาว่า คนอื่นเขาคลั่งเจ้า แต่พอใครไปแตะหงอกเจียมเข้าหน่อย พวกมันก็แห่มารุม มาด่า มากระทบเจ้าทุกครั้งเหมือนกันนั่นแหละ

1 ในตัวอย่าง พวกสาวกหงอกเจียม ที่ตัวเองหาว่า คนรักเจ้ากระแนะกระแหน แต่ตัวมันเองก็พฤติกรรมไม่ต่างกัน



คนอื่นก็แตะหงอกเจียมไม่ได้ พวกล้มเจ้าก็จะออกมาดิ้นพล่านโพสทำนองนี้บ่อย ๆ

ผมยกเอาความเห็นเฉพาะที่ไม่หยาบคายเกินไป แต่จริง ๆ พวกนี้ทั้งชั่วทั้งหยาบ

---------------


ในหลวงทรงทำประโยชน์ให้คนไทยและแผ่นดินมากมาย ทรงเป็นองค์พระประมุขของประเทศชาติ รู้จักคำว่า ประมุขของชาติ ไหม ดังนั้น ใครมาด่ามาว่าในหลวง ก็ย่อมต้องมีคนที่โกรธและทนไม่ได้


แต่ไอ้หงอกเจียมนี่สิ เคยทำประโยชน์อะไรให้แผ่นดินไหม ความรู้ที่มันมีก็เอาไว้สอนให้ลูกศิษย์สันดานเลวตามมัน ตอนนี้ก็คอยยุยงสร้างความแตกแยกในหมู่คนไทยทุกวัน

หงอกเจียมไปอยู่ฝรั่งเศส รับเงินต่างชาติเลว ๆ เพื่อบ่อนทำลายประเทศชาติตัวเอง ถ้ามีคนกดไลค์เยอะ ๆ หรือมีคนอ่านเยอะ ไอ้หงอกเจียมก็จะเอายอดไลค์ ยอดคนอ่านไปเบิกเงินจากนายทุนฝรั่งที่จ้างมันทำลายชาติบ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง

แทนที่หงอกเจียมจะอยู่ปรนนิบัติแม่บังเกิดเกล้าที่แก่มาก อายุเกือบร้อยปีแล้ว แต่หงอกเจียมกลับชอบที่จะล้มเจ้ามากกว่า

ส่วนไอ้พวกที่คลั่งเจียม ก็คือพวกที่คลั่งคนเลวหนักแผ่นดินนั่นเองครับ



พอมีคนด่าหงอกเจียม (บางคนก็ไปเตือนดี ๆ) พวกสาวกเจียมก็จะด่าหาว่าเขาคลั่งเจ้า

แล้วสาวกหงอกเจียมก็พากันไปรุมด่าเขา งั้นแสดงว่า สาวกเจียมก็คลั่งเหี้ยล่ะสิ 555

-------------------------------

เมื่อมีคนไม่เกทเจตนาบทความนี้มาถกกับผม

เมื่อปล่อยบทความนี้ไปสักชั่วโมง ก็มีคนมาถกเถียงกับผมเกี่ยวกับบทความนี้













คลิกอ่าน ในหลวง ร.๙ พระโพธิสัตว์ของผู้ป่วยโรคเรื้อน



วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ตรรกะโง่ ๆ ของ บก.ลายจุด กับกรณี โจชัวหว่อง






เป็นข่าวดังไป กรณีนายโจชัวหว่อง ชาวฮ่องกงถูกไทยส่งตัวกลับฮ่องกง จนอดไปร่วมงานกิจกรรม "40 ปี 6 ตุลา คนรุ่นใหม่มองอนาคต" ดำเนินการโดยเนติวิทย์  นิสิตปี 1 คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ

ผมบอกตรง และขอให้นิยามกรณีนี้ง่าย ๆ ว่า มันคือแผนยืมมือโจชัวหว่องด่า คสช. แน่นอน เพียงแต่ว่า ไม่ว่า โจชัวหว่อง จะได้ไปร่วมงานสัมนานี้หรือไม่ก็ตาม ทางฝ่ายแนวร่วมประชาธิปไตยใหม่ไทย ก็มีแผน 2 รองรับไว้หมด

เช่น แผน 1 ถ้า โจชัวหว่อง ได้เข้ามาในไทย ได้พูดในงานนี้ มันต้องมีคำถามที่ชงให้มีการพูดกระทบรัฐบาลเผด็จการของไทยแน่นอน

แผน 2 แต่ถ้าโจชัวหว่อง เกิดไม่ได้เข้าประเทศไทย มันก็มีเรื่องให้ด่า ด่ากระทบเสียดสีรัฐบาลไทยอยู่ดี ตามที่เห็น ๆ กันอยู่ในตอนนี้

ดังนั้นสรุปง่าย ๆ ว่า การเชิญโจชัวหว่องมาไทย มันแค่แผนตื้นๆ ของไอ้พวกประชาธิปไตยใหม่ไทย ที่ขี้แพ้ชวนตี หลังจากพ่ายแพ้หมดรูปในการลงประชามติรับร่าง รธน. ที่ผ่านมานั่นเอง

ทีนี้มาดูตรรกะโง่ ๆ ของ บก.ลายจุด ที่แม้จะไปแชร์โพสของคนอื่นที่เขียนประชดประเทศชาติตัวเอง จากกรณี โจชัวหว่อง ไม่ได้เข้าไทย

แต่เมื่อ บก.ลายจุด แชร์มาแล้ว ก็เท่ากับ บก.ลายจุด เห็นตรงกับตรรกะโง่ ๆ นี้ เช่นกัน



ตรรกะของคุณอัฐพล ตามรูปข้างน เป็นตรรกะที่โง่และผิดพลาดอย่างมากครับ

เช่น ตรรกะแรกของคุณอัฐพล  "40 ปีที่แล้ว กลัวคอมมิวนิสต์ รังเกียจจีน โปรอเมริกัน ใส่ความนักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ ..."

ที่ตรรกะนี้ผิดพลาดอย่างมาก เพราะเมื่อ 41 ปีที่แล้ว คือในปี พ.ศ. 2518 ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ประมาณ 1 ปีกว่า ๆ  ประเทศไทยกับประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ได้สถาปนาเจริญสัมพันธไมตรีทางการทูตต่อกันอย่างเป็นทางการไปแล้วใน วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518


เติ้งเสี่ยวผิง มาต้อนรับม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงบันไดเครื่องบิน สนามบินปักกิ่ง ในคราวที่ไทยไปผูกสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อปี ค.ศ.1975 (พ.ศ. 2518) ถือเป็นการเปิดศักราชการทูตไทย-จีนอย่างเป็นทางการ

ที่สำคัญ ในยุคนั้นคนไทยเราไม่เคยรังเกียจคนจีนเลย แถมแอบมีการเจริญสัมพันธไมตรีอย่างลับ ๆ กับจีนแดงมาก่อน พ.ศ. 2518 อยู่แล้วด้วย เพื่อจะได้ไม่ให้สหรัฐอเมริกามาครอบงำไทยเรามากเกินไป

เพราะไทยเราดำเนินนโยบายคานอำนาจระหว่างชาติมหาอำนาจแบบนี้มาตลอดประวัติศาสตร์ประเทศไทยนั่นแหละ

ดังนั้น ที่ว่ารังเกียจจีน กลัวคอมมิวนิสต์ จึงเป็นตรรกะที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย

ที่สำคัญที่สุด เหตุที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทยต้องพ่ายแพ้ เหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ ประเทศจีนแดงนี่แหละครับ ที่มีส่วนช่วยเหลือไทยจนเอาชนะภัยคอมมิวนิสต์ของเวียดนามสายโซเวียตรัสเซียได้ (ใครไม่รู้เรื่องนี้ก็ไปหาช้อมูลอ่านเอาเองนะครับ)

ดังนั้น คุณอัฐพล โชว์โง่อย่างมากในประเด็นแรกนี้ครับ เพราะความจริงพวกคอมมิวนิสต์สายญวณน่ะ กลัวไทยเราต่างหาก เพราะไทยเราฉลาดกว่าเยอะ 555

ที่สำคัญ พวกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยต่างหากที่วางแผนซ้อนแผนปล่อยข่าวใส่ร้ายนักศึกษาให้เป็นคอมมิวนิสต์เอง เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจผิดว่าฝ่ายรัฐใส่ร้าย ก็เพื่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนไทยด้วยกันเองครับ


ตรรกะที่ 2 ของคุณอัฐพล คือ "40 ปีต่อมา กลัวประชาธิปไตย ฝักใฝ่จีน เหยียดอเมริกัน "

ไม่มีใครกลัวประชาธิปไตยที่แท้จริงหรอกครับ แต่รังเกียจพวกชอบแอบอ้างประชาธิปไตยหากินมากกว่า รังเกียจพวกขี้ข้านักการเมืองเหี้ย ๆ มากกว่าครับ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะ การจัดระเบียบทางเท้า จัดระเบียบคลองโอ่งอ่าง และที่อื่น ๆ  ถามว่า ในยุคประชาธิปไตยที่ผ่านมา เคยจัดระเบียบเรื่องพวกนี้ได้ไหม ?

ประชาธิปไตยที่พวกคุณชอบแอบอ้างน่ะ มันเป็นแค่ ระบอบส่งเสริมความไร้ระเบียบวินัยของคนไทยมากกว่าครับ

ถ้าไม่ใช่ยุค คสช. ป่าไม้ไทยคงถูกพวกนายทุนแดกเรียบไม่ยั้งต่อไปจริงไหม ? ทางเท้าก็จะเป็นของพวกแอบอ้างว่าจน หากินไปตลอดชาติจริงไหม ?

ส่วนคำว่า "ฝักใฝ่จีน เหยียดอเมริกัน" ที่คุณอัฐพล เขียน ก็มั่วอีกละ

ผมถามหน่อยว่า ประเทศสหรัฐอเมริกามีสถานทูตประเทศไตัหวันอย่างเป็นทางการในประเทศสหรัฐอเมริกาไหม ?  ตอบมา ?

ถ้าขนาดสหรัฐอเมริกายังไม่กล้ามีสถานทูตประเทศไตัหวันอย่างเป็นทางการ พวกคุณก็อย่ามาสะเออะดูถูกประเทศตัวเองเลยครับ ว่า "ฝักใฝ่จีน" นะ คุณ บก.ลายจุด และคุณอัฐพล

เพราะสหรัฐอเมริกาเองก็ยังไม่กล้าหือกับจีนแดงเลย

ส่วนคำว่า "เหยียดอเมริกัน" นี่ก็เป็นตรรกะที่มั่วสุด ๆ เพราะที่เขาต่อต้านสหรัฐอเมริกานั้น เขาหมายถึง ต่อต้านบทบาทบางเรื่องของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาครับ ไม่ได้ไปเหยียดชาวอเมริกัน หรือรังเกียจแผ่นดินสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด

แค่การใช้คำระหว่าง "สหรัฐอเมริกา" กับคำว่า "อเมริกัน" คุณอัฐพล ก็ยังแยกแยะไม่เป็น สมแล้วที่เป็นพรรคพวกเดียวกับ บก.ลายจุด เพราะเรื่องนี้ผมเคยเขียนรายละเอียดไว้ในบทความเรื่อง บก.ลายจุด ยังโง่เหมิอนเดิมกรณีแขวะดร.เสรี จะไปอยู่อเมริกา



ตรรกะที่ 3 ของคุณอัฐพล "นักศึกษาเชิญนักกิจกรรมจากต่างประเทศมาร่วมแสดงปาฐกถา ปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศอย่างไร้เดียงสา"

เฮ่อ.. อ้างมั่ว ๆ ได้ตลอด

จริง ๆ แล้ว ประเทศไทยเรามีสิทธิปฏิเสธการเข้าประเทศของคนบางคนได้ ตามที่มิตรประเทศร้องขอมา เพื่อรักษาความสัมพันธไมตรีอันดีกับมิตรประเทศของไทย

ส่วนในกรณี นายโจชัวหว่อง รัฐบาลไทยก็แถลงไปแล้วว่า ทางรัฐบาลจีนแดง ได้ทำหนังสือร้องขอมาไม่ให้เข้าประเทศไทย เหตุเพราะศาลฮ่องกงเคยได้มีคำตัดสินห้ามโจชัวหว่องเดินทางออกนอกประเทศ นี่จึงเป็นการลักลอบหลบหนีเข้าเมือง และเพราะกลัวเขาจะพูดอะไรให้เสื่อมเสียไปถึงรัฐบาลจีนแดง

ถ้าอยากจะด่าเรื่องห้ามโจชัวหว่องเข้าประเทศไทย โน่นไปด่ารัฐบาลจีนโน่น ไม่ใช่มาด่าประเทศตัวเอง 

คุณรับผิดชอบไหวเหรอ หากความสัมพันธ์ไทย-จีน ต้องร้าวฉาน เพราะเรื่องแค่นี้

อย่าเห็นแก่แค่อยากด่าเผด็จการ จนลืมรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติตัวเอง

---------------------

สรุป 

พวกแอบอ้างประชาธิปไตย มันรู้จักประชาธิปไตยแต่เปลือก

ผมอยากจะบอกว่า ประเทศจีนแดง เขาก็มีเลือกตั้งเช่นกัน

แต่การเลือกตั้งของเขามีคุณภาพมากกว่าการเลือกตั้งที่พวกแอบอ้างประชาธิปไตยเคยรู้จักเสียอีก ไว้ว่าง ๆ ผมจะเล่าให้ฟัง

"ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เสื้อแดงประท้วงก็มีคนตาย 

ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ กปปส.ประท้วง ก็มีคนตาย

ถามว่า ยุค คสช. มีคนตายเพราะประท้วงรึยัง?"

คลิกอ่าน ฮ่องกงอยากได้ประชาธิปไตยจริงหรือ?



วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ทำไมผักตบชวาถึงมีประโยชน์กว่าชีวิตของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล







จากกรณีกองทัพไทยไปช่วยกำจัดผักตบชวาจำนวนกว่า 5 หมื่นตันบริเวณหน้าเขื่อนเจ้าพระยา

ทหารดำเนิจการกำจัดเอาจริงเอาจังไปแค่ไม่กี่วัน ปริมาณผักตบชวาร่วม 5 หมื่นตันก็ถูกกำจัดออกแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างโล่ง จนประชาชนในแถบนั้นต่างชื่นชมทหารกันยกใหญ่

ต่อมา ท่านนายกฯ ลุงตู่ ก็บ่นเชิงประชดตัดพ้อทำนองว่า ทำไมกะอีแค่เรื่องผักตบชวา ต้องมาให้ท่านสั่งการเองด้วย ประหนึ่งว่า เรื่องแค่นี้ก็ต้องให้นายกฯสั่ง แล้วให้ดีที่สุดก็บ้านใครมีผักตบชวามาลอยติด ก็จัดการเองได้ ไม่ใช่เขี่ยให้มันลอยตามน้ำไปอีก จนไปสะสมกันจนหนาแน่นกำจัดได้ยาก

แล้วท่านนายกฯ ลุงตู่ ก็เลยประชดไปว่า หรือต้องให้ใช้ ม.44 ออกกฎหมาย หน้าบ้านใครมีผักตบชวาปรับต้นละ 100 เอาไหม ปัดโธ่ !!

พอท่านนายกฯ ประชดไปเท่านี้ บรรดาพวกลิเบอร์ร่านทั้งหลายก็รีบหยิบประเด็นนี้มาเหน็บท่านนายกฯ ทันที

ทั้ง ๆ ที่ มันแค่การประชดของท่านนนายกฯ เพื่อให้คนได้สำนึกว่า เรื่องบางเรื่องถ้าช่วยกันคนละไม้คนละมือ ปัญหามันก็จะไม่บานปลายจนแก้ยากแบบนี้ ไม่มีใครจะออกกฎหมายแบบนั้นจริง ๆ หรอก

แล้วคนไทยอย่าทำเป็นคนที่ชอบคิดว่า ธุระไม่ใช่ เพราะถ้าทุกคนคิดว่า ธุระไม่ใช่ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่รัฐมาจัดการเท่านั้น บ้านเมืองมันก็ไม่เจริญหรอกครับ

---------------

ส่วนประเด็นนักวิชาการวิทย์คนดัง อาจารย์เจษะดอ ริดสีดวงบริการ ที่ออกมาแซะท่านนายกฯ สุดท้ายกลับโชว์โง่เสียเอง เมื่อเจอคนที่เขาเหนือกว่า อย่างคุณกิตติทัช โต้เหตุผลกลับ

เชื่อว่า คุณผู้อ่านคงติดตามกระแสดราม่าถกเถียงกันของสองคนนี้ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวของแต่ละคนไปแล้ว ผมก็เลยไม่จำเป็นต้องไปแตะการดวลข้อมูลของทั้งสองคนอีก

แต่ที่แน่ ๆ การดวลกันเรื่องผักตบชวานั้น ก็ทำให้คนไทยได้เข้าใจและรู้เรื่องผักตบชวาดีขึ้นมาก ๆ

---------------

แต่มีนักวิชาการหัวหงอกนามว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้ซึ่งถูกจัดว่าเป็นแกนนำล้มเจ้าตัวเอ้ ที่ตอนนี้หนีหางจุดตูดไปอยู่ฝรั่งเศสแล้วนั้น

เรื่อง ผักตบชวา ที่ลุงตู่ออกมาประชดว่า ปรับต้นละ 100 ดีไหม ก็กลายเป็นประเด็นให้หงอกเจียม หยิบเอามาเล่นเพื่อแซะเจ้า แซะพระราชวงศ์ที่ตามเสด็จ ร.5 ในการเสด็จประพาสเกาะชวา แล้วเจ้านายพระองค์นั้นทรงนำผักตบชวาเข้ามาปลูกในไทย ตามสันดานหงอกเจียม

หงอกเจียมมันแซะทำนองว่า แล้วจะปรับบ้านที่นำเข้าผักตบชวาเข้ามาไทยเท่าไหร่ดี (หงอกเจียมมันยังแซะเรื่องผักตบชวาอีกหลายประเด็น แต่ผมไม่อยากจะนำมาเผยแพร่)

เฮ่อ.. สมแล้วนะ ที่จิตใจกับหน้าตาของหงอกเจียมไปกันได้เหมาะสมกันดี

----------------

ผักตบชวา มีประโยชน์มากกว่าชีวิตของสมศักดิ์ เจียม



ทำไมผมถึงตั้งชื่อบทความเช่นนี้ ?

คำตอบก็คือ ถ้าเราติดตามอ่านช้อมูลในเน็ตเกี่ยวกับเรื่องประโยชน์ของผักตบชวา จริง ๆ เราจะรู้ว่า ผักตบชวาแท้จริงแล้วมีประโยชน์มากมายทุกส่วน

ข้อดีที่ธรรมชาติสร้างผักตบชวาให้โลกนั้น คือการเป็นพืชมหัศจรรย์ ที่สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก ๆ

เพียงแต่ว่า เมื่อมันขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว แถมทนแทบทุกสภาวะน้ำ ก็เลยทำให้มาเป็นปัญหากับคนเรา เพราะคนเราดันคิดไม่ออก ที่จะหาทางนำข้อดีของผักตบชวาที่ขยายพันธุ์รวดเร็วไปใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า

อย่างที่ กองทัพกำจัดผักตบชวาที่เขื่อนเจ้าพระยากว่า 5 หมื่นตันนั้น ก็จะนำมันไปทำปุ๋ยหมักเพื่อนำมาช่วยเกษตรกร

แล้วที่จะเอาไปฝังกลบนั้น ต่อไปเมื่อผักตบชวามันย่อยสลายไป ก็จะกลายเป็นดินเป็นปุ๋ยธรรมชาติไปในที่สุด

ผมยังเคยคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าผักตบชวามันขยายพันธุ์ได้เร็วขนาดนี้ ทำไมเราไม่แปรรูปผักตบชวาเพื่อเอาไปถมทะเลสร้างแผ่นดินให้งอกเงยบ้างล่ะ อันนี้ผมก็คิดเล่น ๆ เพราะเคยเห็นประเทศญี่ปุ่นที่เขาเผาขยะไปเป็นพลังงานไฟฟ้า ก็จะเหลือผงคาร์บอน เขาก็จะเอาผงนี้ไปถมทะเลเพื่อสร้างแผ่นดินเพิ่มขึ้นตลอด

ซึ่งปัญหาทะเลกัดเซาะชายฝั่งเป็นปัญหาหนักมากในหลายจังหวัดของไทย ผมว่า น่าจะลองให้นักวิชาการเก่ง ๆ ลองคิดสิว่า สมมุติว่าถ้าเราจะนำซากผักตบที่อาจจะนำไปเผาก่อนเพื่อเป็นพลังงานไฟฟ้า หรือจะแปรรูปอย่างไรก็ตาม สามารถนำซากที่เหลือไปใช้ประโยชน์ในการสร้างแผ่นดินเพิ่มได้ไหม

ผมลองฝากให้คิด

-----------------

กล่าวโดยสรุปก็คือ จริง ๆ แล้ว ผักตบชวาน่ะมีประโยชน์มากมายจริง ๆ เพียงแต่รัฐบาลไทยและคนไทยยังคิดเอามันไปใช้ประโยชน์น้อยเกินไปหรือเปล่า เลยทำให้ผักตบชวาแพร่พันธุ์รวดเร็วจนกลายเป็นปัญหาขึ้นมา

ผมเชื่อว่า ธรรมชาติได้สร้างผักตบชวาให้เป็นพืชมหัศจรรย์ เพียงแต่พวกเรายังคิดไม่ออกเองว่า จะเอาความมหัศจรรย์ของผักตบชวามาใช้ให้คุ้มค่าอย่างไร

ดังนั้นการที่หงอกเจียมแซะทำนองว่า พวกเจ้านายชั้นสูงเป็นคนนำปัญหาผักตบชวามาสู่ประเทศไทยนั้น มันเป็นการแซะบนความคิดคับแคบแฝงอคติและเลวของหงอกเจียมโดยแท้

ในยุคนั้นไม่มีใครจะคิดได้หรอกว่า ผักตบชวาจะกลายเป็นปัญหาแบบนี้

แล้วจริง ๆ ไทยเราก็มีผักตบไทยเหมือนกัน ซึ่งผักตบไทยนี่แหละที่นำบางส่วนมาทำอาหารได้ แต่ที่ผักตบไทยไม่เป็นปัญหา เพราะผักตบไทยจะขึ้นริมน้ำรากเกาะกับดิน และไม่ลอยน้ำ ซึ่งแตกต่างจากผักตบชวา

แต่ที่จริงแล้ว ปัญหาผักตบชวา มันจะไม่เป็นปัญหาหรอก ถ้าคนไทยรักชาติรักแผ่นดิน สามัคคีร่วมกันคนละไม้คนละมือในการกำจัดหรือหาทางนำไปใช้ประโยชน์

อย่าทำตัวเป็นคนเลวหนักแผ่นดิน เกิดมาหน้าตาอุบาทว์ชาติชั่วไม่พอ มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ตัวเองไม่แก้ปัญหาแต่ดันไปแดกดันคนอื่น แถมยังปอกแหกหนีหางจุดตูดแล้วหลอกให้คนอื่นไปสู้ตายแทน คนแบบนี้เขาเรียกว่าอะไรนะ หงอกเจียม ?

-----------------

ผมเลยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าผักตบชวาเกิดเป็นปัญหาในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเขาคงคิดหาวิธีการนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์จนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจเลยก็อาจเป็นไปได้ เพราะคนญี่ปุ่นเขาคือนักแก้ปัญหาและพลิกวิกฤติเป็นโอกาสเสมอ

ทั้งนี้มันขึ้นอยู่ที่ว่า เรามองผักตบชวาเป็นปัญหาหรือเป็นพืชมหัศจรรย์กันแน่จริงไหม ?

"ผักตบชวา ซากก็ยังเป็นปุ๋ยทำประโยชน์แก่แผ่นดิน แต่หงอกเจียมตายไป ไม่เหลือความดีหรือประโยชน์ใด ๆ เลย"

คลิกอ่าน ประโยชน์มหัศจรรย์ผักตบชวาสร้างแผ่นดินอุดมสมบูรณ์

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ถ้าค่าแรงมนุษย์แพงแต่คุณภาพต่ำ จะตกงานเพราะแพ้หุ่นยนต์นะ






ขณะที่ผมเขียนบทความนี้ เป็นวันหยุดยาวช่วงวันอาสาฬหบูชาต่อวันเข้าพรรษา แต่มีวันทำงานฟันหลอคือวันจันทร์

รัฐบาลก็เลยประกาศให้วันจันทร์ที่ 18 ก.ค. 2559 เป็นวันหยุดราชการอีก 1 วัน เพื่อจะได้ให้คนไทยได้หยุดทำงานกันยาว ๆ จะได้ไปเที่ยวไปใช้เงิน

ทั้ง ๆ ที่ รัฐบาลที่ดีควรจะส่งเสริมประชาชนให้สนใจรู้จักการออมเงิน ส่งเสริมประชาชนขยันทำงาน

มีแต่รัฐบาลโง่ ๆ กลับชอบส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายเงินสุร่ยสุร่าย ส่งเสริมให้ประชาชนหยุดงานหลายวัน ส่งเสริมให้คนขี้เกียจ

(ล่าสุดกรณีโตโยต้าเพิ่งช่วยส่งเสริมให้คนไทยหลายร้อยคนได้หยุดงานยาวๆ พวกคุณยังไม่สำนึกรู้ตัวกันอีกเหรอ ?

วงในว่า โตโยต้าลดจำนวนแรงงานมนุษย์ลง เพื่อจะใช้เครื่องจักรกล หรือหุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการผลิต)

แล้วตอนนี้คนไทยเป็นหนี้เพราะใช้จ่ายเงินเกินตัวมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกไปแล้วนะ เงินออมคนไทยไม่ค่อยมีหรอก มีแต่หนี้ถ้วนหน้า

----------------

คลิปซีพีใช้เครื่องจักร หุ่นยนต์ผลิตอาหารแล้ว

พอดีผมได้มีโอกาสดูคลิป บริษัทเจริญโภคภัณฑ์หรือ ซีพี ในประเทศจีน ผลิตเกี้ยวซ่าด้วยเครื่องจักรทุกขั้นตอน บอกตรง ๆ พอดูจบแล้ว หนาวล่ะครับ



อีกคลิปคือ โรงงานผลิตข้าวกล่องซีพี ที่ไม่ต้องใช้คนงานเลย ตั้งแต่เตรียมข้าว ซาวข้าว หุงข้าว ไปจนถึงผัดกับข้าว แล้วบรรจุทั้งข้าวและกับข้าวลงกล่อง ตามคลิปนี้



ความขยันของคนไทยตอนนี้ก็แพ้แรงงานต่างด้าวไปแล้ว เพราะขี้เกียจ หนักไม่ค่อยเอา แต่ถ้างานเบาชอบค่าแรงสูง ๆ แถมชอบวันหยุดเยอะ ๆ แต่ความรู้จริง ๆ กลับไม่ค่อยมี เพราะการศึกษาไทยห่วยที่สุดในอาเซียน

อย่าว่า แต่การผลิตสินค้าในโรงงานเลย ต่อไปแม้แต่คนขายก๋วยเตี๋ยว ถ้าค่าแรงแพง แต่อยากได้วันหยุดเยอะ ๆ ต่อไปเจ้าของร้านก็อาจจะใช้หุ่นยนต์ทำก๋วยเตี๋ยวแทนแล้ว ตามคลิปนี้

คลิป หุ่นยนต์ทำราเมน




เพราะหุ่นยนต์ทำงานได้มาตรฐาน ไม่ลาป่วยหรือไม่ลาหยุดบ่อย ๆ แถมไม่ออกมาประท้วงเรียกร้องค่าแรงเพิ่มด้วย

หรือแม้แต่งานศิลปะบนหน้ากาแฟ ที่เรียกว่า Latte Art หรือศิลปะการวาดลวดลายฟองนมบนกาแฟ เดี๋ยวนี้ก็มีเครื่องผลิตศิลปะบนหน้ากาแฟขึ้นแล้ว แบบที่มนุษย์ยังทำตามไม่ได้ เพราะสามารถวาดภาพเหมือนบนฟองกาแฟได้อย่างสุดยอด ตามคลิปนี้


คลิป เครื่องทำศิลปะบนหน้ากาแฟ


ยุคต่อไป พวกเครื่องจักร และหุ่นยนต์ จะมาทำงานทดแทนแรงงานมนุษย์มากขึ้น เพราะค่าแรงของมนุษย์แพงมากขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งเป็นผลทำให้ต้นทุนสินค้าแพงตาม ดังนั้น ทางผู้ผลิตก็จะต้องหาทางลดต้นทุนลง เพื่อสินค้าจะได้แข่งขันได้

แต่มีคนถามว่า แล้วถ้าไม่จ้างคนมาทำงาน คนก็ไม่มีเงิน แล้วสินค้าจะเอาไปขายใครล่ะ?

ผมว่า คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องตอบเลย เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ก็คือ โรงงานต่าง ๆ พยายามใช้แรงงานหุ่นยนต์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

ลองคิดดูว่า ทำไมผู้ผลิตสินค้าเขาถึงไม่กลัวว่า คนจะไม่มีเงินมาซื้อสินค้าเขาล่ะ

ถ้าใครตอบประเด็นคำถามนี้ไม่ได้ ก็เท่ากับคุณกำลังจะกลายเป็นพวกแรงงานด้อยสติปัญญาแล้วล่ะ ระวัง รอวันโดนโละแล้วกัน 555

คลิกอ่าน มุมมองต่าง รัฐบาลเพิ่มวันหยุดยาวยิ่งฉุดเศรษฐกิจตก

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บุญเล็ก ๆ แต่กลับยิ่งใหญ่มหาศาล






เมื่อหลายวันก่อน ผมได้มีโอกาสดูข่าว ๆ นึง ทางโทรทัศน์ พอดูแล้วผมรู้สึกอิ่มเอมใจสุขใจไปกับข่าวนี้ด้วยจริง ๆ เลย

ข่าวนั้นก็คือ ข่าวที่เด็กนักเรียน 2 คนนำเสื้อนักเรียนไปจ้างปักที่ร้านปักเสื้อ ซึ่งเสื้อนักเรียนตัวที่เด็กนักเรียนนำไปจ้างปักนั้น เป็นเสื้อที่มีสภาพที่เก่ามาก ๆ เก่าจนเริ่มจะเปื่อยแล้ว

แล้วเรื่องราวดี ๆ ก็เกิดขึ้นตามมา ดังนี้ครับ

โดยคุณเปิ้ล งานปัก บัวหลวงธานี เจ้าของเรื่องได้โพสเฟสบุ๊คไว้ว่า

"เมื่อวานมีเด็กผู้หญิง 2 คนเอาเสื้อมาปัก ตอนแรกกะว่าจะปักให้ฟรี แต่พอเห็นสภาพเสื้อบอกเลยว่าเกินจะเยียวยา มองแล้วไม้รู้ว่าถ้าปักไปแล้วตอนที่เข็มมันลงเสื้อเสื้อมันจะขาดรึเปล่า บวกกับว่าหลานสาวบอกว่าเคยเอาเสื้อยืดที่ไม่ได้ใส่ไปให้น้อง น้องน่าสงสาร เลยตัดสินใจไปซื้อให้เขาใหม่1ตัวที่ร้านรัชดาเล่าให้เขาฟังน้องแอนเลยให้เสื้อมาอีก 1 ตัว ป้าเนาให้เงินมา 100บาท พอได้เวลาน้องเขามารับเสื้อที่ปักเสร็จถามว่าตัวนี้ใช่ของเขารึเปล่า เห็นรอยยิ้มของเขาว่าเขาดีใจที่ได้เสื้อใหม่ รอยยิ้มเล็ก ๆ ก้อทำให้เรามีความสุขเหมือนกัน"



แล้วเรื่องราวดี ๆ ที่คุณเปิ้ล งานปัก บัวหลวงธานี  ได้โพสนั้น ก็ได้รับการแชร์ต่อในโลกออนไลน์อย่างมากมาย จนกลายเป็นข่าวดังทางโทรทัศน์

ทุก ๆ คนที่ได้รับรู้เรื่องราวนี้ต่างรู้สึกดีกันถ้วนหน้า ถึงความมีน้ำใจของคุณเปิ้ล ที่มีต่อเด็กนักเรียนหญิงทั้งสองคน จนคุณเปิ้ลต้องโพสเฟสบุ๊คเพื่อแจ้งข่าวเกี่ยวกับนักเรียนหญิงทั้งสองคนต่อเนื่องตามมาอีกหลายวัน อย่างเช่น

"ขออนุญาติลงอีกสักวันนะคะคนนี้คนน้อง มีน้องสาวใจดีน้องหน่องสุดสวยจากร้านอำนวยบูติกมอบเสื้อให้น้อง1ตัว แล้วก็น้องตูนพ่อค้าผักสุดหล่อในตลาดนัดลาดบัวหลวงฝากเงินมาให้น้อง100บาทถึงมือผู้รับเรียบร้อยค่ะ" คุณเปิ้ล งานปัก บัวหลวงธานี



"ขออนุญาตินะคะแจ้งให้เพื่อนทุกท่านทราบผู้ที่จะบริจาครึว่าจะช่วยเหลือน้องดญ.แก้วตา วงศ์ปาน ด.ญ.แก้วกิริยา วงศ์ปาน ติดต่ออีกทางได้ที่เทศบาลลาดบัวหลวง 035379199 ต.ลาดบัวหลวง จ.อยุธยา รึเบอร์ติดต่อสท.แมน บัวอุไร 0899898390 ขอบคุณค่ะ" คุณเปิ้ล งานปัก บัวหลวงธานี


-------------------------

บุญเล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่ในใจมหาศาล

เรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียนหญิงทั้งสองคน จากความมีน้ำใจของคุณเปิ้ล งานปัก บัวหลวงธานี นั้น ที่ผมได้นำมานำเสนอก็เพื่ออยากจะบอกว่า

คนเรานั้นถ้ามีน้ำใจแบ่งปันกับคนที่เขาขาดแคลนจริง ๆ แม้เป็นจำนวนเงินหรือมูลค่าของที่ช่วยเหลือจำนวนไม่มากอะไร แต่กลับเป็นสิ่งที่ได้ประโยชน์จริง ๆ กับผู้รับแน่นอน

แล้วบุญเล็ก ๆ จากการให้ จากการแบ่งปัน จากการช่วยเหลือผู้ที่เขาเดือดร้อนขาดแคลนจริง ๆ นั้น มันได้กลายเป็นเรื่องราวที่ทำให้คนจำนวนมากที่ร่วมรับรู้เรื่องราวดี ๆ นี้ ต่างร่วมรู้สึกดี รู้สึกอิ่มเอมใจ ปลื้มใจ สุขใจไปตาม ๆ กัน

นี่แหละครับที่เรียกว่า บุญเล็ก ๆ แต่กลับยิ่งใหญ่ในใจมหาศาล

หมายถึง บุญที่ใช้เงินจำนวนไม่มากอะไร แต่กลับมีผลบุญมหาศาลจากการที่มีผู้คนได้ร่วมอนุโมทนาในบุญและมุทิตาจิตไปกับคุณเปิ้ลเจ้าของร้านปักและเด็กนักเรียนหญิงทั้งสองคนไปด้วย

นี่แหละครับคือพลังบุญที่แผ่ขยายไปเรื่อยๆ หากใครได้รับรู้เรื่องราวดี ๆ อีก เขาก็จะรู้สึกสุขใจไปกับเรื่องราวดี ๆ นี้ตามไปด้วย เรียกว่า บุญแผ่ขยายมหาศาลไม่สิ้นสุดเลย

เรื่องราวความมีน้ำใจแบบนี้แล้วมีการแชร์ต่อ ๆ กันไปแบบนี้กันเยอะ ๆ นี่แหละครับ ที่จะมีส่วนช่วยจรรโลงสังคมไทย ให้ผู้คนในสังคมจะเห็นแก่ตัวกันน้อยลง จะมีน้ำใจต่อกันมากขึ้น และสังคมไทยโดยรวมก็จะดีขึ้นตามมา

บุญเล็ก ๆ ที่คุณเปิ้ลงานปักบัวหลวงธานี ได้ทำนั้นได้บุญมหาศาลยิ่งกว่าคนรวยบางคนนำเงินหลายร้อยล้านบาทไปให้สมีห่มเหลืองอีกครับ จริง ๆ นะ




วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

จากขันแดงถึงโอ่งแดงทักษิณ ของ กิตติรัตน์ จอมโกหก






บทความที่แล้ว ผมได้เขียนเรื่อง จอมโกหกมือวางอันดับ 1 ของนักการเมืองไทยในตอนนี้ นั่นคือ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ผู้ซึ่งญาติพี่น้องในตระกูล ณ ระนอง ชักไม่ค่อยอยากจะนับญาติด้วย

เพราะนายกิตติรัตน์โกหกพกลมจนเสื่อมเสียถึงวงศ์ศาคณาญาติ

บทความที่แล้ว ผมนำเรื่องที่นายกิตติรัตน์โอ้อวดสรรคุณตัวเองว่า ทำงานโน้นงานนี้มีผลงานมากมาย และก็กระแนะกระแหนว่า ถ้าใครทำไม่ได้ผลก็จงลาออกไป

แต่ความจริงนายกิตติรัตน์ เองนั้นแหละ ที่ทำไม่ได้อย่างที่เสร่อไปสั่งสอนชี้แนะคนอื่น

แต่ในบทความนี้ไม่ยาวมาก แต่มันจะเป็นการโกหกของนายกิตติรัตน์อีกรึเปล่า ?

อันนี้ผมยังไม่แน่ใจนัก คุณผู้อ่านลองดูแล้วกัน

แต่ที่แน่ ๆ คงมีพวกเสื้อแดงที่ติดตามชื่นชมนายกิตติรัตน์คงหลงเชื่อไปหลายคนว่า รูปดังกล่าวเป็นรูปจริง ๆ จากเหตุการณ์จริง

นั่นคือ รูปโอ่งแดง ที่มีชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ติดข้างโอ่ง





นายกิตติรัตน์ ซึ่งถ้าโดยตำแหน่งหน้าที่การงานที่ผ่าน ๆ มา ก็สมควรจะเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ ใข่ไหม

ถ้าคิดจะมาเอาฮา ตัดแปะข้อความอะไรในรูป ก็ควรบอกกล่าวผู้ติดตามสักหน่อยว่า

นี่มันรูปตัดแปะข้อความนะ เพราะไม่เช่นนั้นมันคงต้องมีคนหลงเชื่อนายกิตติรัตน์ทันทีว่า โอ่งแดงใบนี้ทักษิณทำแจกจริง ๆ 555

ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันแค่นายกิตติรัตย์เอาฟอนต์ตัวอักษรจากคอมพิวเตอร์ไปแปะที่โอ่งแดงเท่านั้น

แต่เอาเถอะ เพราะทักษิณแอนด์เดอะขี้ข้า คงไม่มีปัญญา ย้ำ ไม่มีปัญญาจะแจกโอ่งแดงหรือตุ่มใส่น้ำตามที่นายกฯ ลุงตู่แนะนำไว้หรอก ก็เลยทำได้แค่ใส่ข้อความประชดเอาฮาไปวัน ๆ เท่านั้น





ขอบอกพวกเสื้อแดงเลยนะครับว่า ถ้าทักษิณแน่จริง ก็เอาเงินมา 500 ล้านบาทตามที่ความเห็นคนแรกแนะนำว่า แจกโอ่งแดงแบบนี้ให้ทุกหมู่บ้าน

ผมกล้ารับรองว่า ทหารไม่กล้าจับไปปรับทัศนคติแน่นอน เพราะลุงตู่ได้แนะนำไว้แล้วว่า ถ้าแน่จริงแจกตุ่มใส่น้ำสิ (แจกโอ่งยิ่งดี)

อ้อ! อย่าลืมต้องเติมน้ำในโอ่งแดงให้เต็มด้วยล่ะ ถ้าเติมน้ำในโอ่งให้ชาวบ้านจนเต็ม รับรองนายกฯ ลุงตู่จะแจกโล่คนดีช่วยชาติให้เลย

ย้ำอีกทีว่า ทักษิณ เป็นนักโทษหนีคุกและคดีหลายคดี

ฉะนั้นไอ้การเอาชื่อนักโทษมาติดขันแดงเพื่อแจกประชาชนน่ะมันไม่ถูกต้อง เพราะส่อเจตนาหวังผลทางการเมืองและหวังจะป่วนชาติ ทหารเขาถึงต้องไปเชิญมาปรับทัศนคติ และยึดขันแดงไปก็เท่านั้น

แต่ถ้าแจกโอ่งแดงแล้วติดชื่อทักษิณให้เต็มสถานะตามรูปด้านล่างนี้ ผมมั่นใจทหารจะไม่จับแน่นอน

เอาเลยสิ ทักษิณแจกโอ่งเลยสิ ผมเชียร์

แล้วถ้าทหารยังจะไปจับโอ่งแดงอีก ผมจะเขียนบทความด่านายกฯ ลุงตู่ให้ทันทีเลย 555

คลิกอ่าน กิตติรัตน์ จอมโกหกหน้าไม่อายเสร่อแนะใครทำงานไม่ได้ผลจงลาออกไป

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

กิตติรัตน์ จอมโกหกหน้าไม่อายเสร่อแนะใครทำงานไม่ได้ผลจงลาออกไป






ขึ้นชื่อว่า คนโกหกจนเป็นสันดาน ไม่ทำชั่วย่อมไม่มี

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีต รมว.คลัง ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ฺ ได้ชื่อว่า เป็นจอมโกหกตัวจริงเสียงจริง เพราะเคยพูดอย่างไรไว้ ก็กลับคำพูด แกล้งจำไม่ได้ และไม่รับผิดชอบการกระทำผิดพลาดของตนเอง

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา นายกิตติรัตน์ ได้โพสเฟสบุ๊คส่วนตัว โอ้อวดตนว่า ที่ผ่าน ๆ มา ตนเองมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ หากทำงานอะไรแล้วไม่ได้ผล ตนเองก็จะขอลาออก

แล้วนายกิตติรัตย์ก็แนะว่า ใครที่ทำงานไม่ได้ผล ก็จงลาออกไปเสีย



แค่เรื่องการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทย แล้วทำให้ทีมชาติไทยอันดับดีขึ้น ในปี 2550 - 2551 จาก 3 หลักมาเป็น 2 หลัก นายกิตติรัตน์ก็โกหกแล้ว เพราะความจริงในปีนั้นทีมชาติไทยอันดับตกลงไปตามกราฟนี้ของฟีฟ่า และยังมีอันดับ 3 หลักเหมือนเดิมครับ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย

http://www.fifa.com/fifa-world-ranking/associations/association=tha/men/


ทีนี้เรามาย้อนดูวีรเวรวีรกรรมในอดีตของนายกิตติรัตน์กัน

อย่างเช่น นายกิตติรัตน์ เคยพูดว่า ถ้าโครงการจำนำข้าวใช้เงินขาดทุนเกินกว่า 6 หมื่นล้านบาทมากกว่าที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยทำในโครงการประกันราคา รัฐบาลเพื่อไทยก็อยู่ไม่ได้

สื่อทุกฉบับและสื่อทีวีนำเสนอคำพูดนี้ของนายกิตติรัตน์มากมาย  อย่างเช่น ข่าวที่สรยุทธรายงานตามคลิปนี้

คลิป เรื่องเล่าเช้านี้ กิตติรัตน์เดิมพัน


โดยนายกิตติรัตน์พูดว่า "ถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ใช้เงินในการจำนำข้าวมากกว่ารัฐบาลที่แล้วที่ใช้ในการประกันราคาข้าว รับรองรัฐบาลชุดนี้ก็อยู่ไม่ได้ ไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่า ในฐานะรัฐมนตรีเศรษฐกิจจะรับผิดชอบอย่างไร"

แต่พอโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เจ๊งเสียหายหลายแสนล้านบาท พอมีสื่อไปทวงถามคำพูดของกิตติรัตน์ กิตติรัตน์ก็เลยแกล้งโง่ อ้างว่า ไม่เคยพูดว่าจะลาออก ตามข่าวนี้

7 มิ.ย.56 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรมว.คลัง ออกมาระบุว่า ตนเคยให้สัมภาษณ์ว่า ถ้านโยบายจำนำข้าวเสียหายมากกว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกร ที่มีอยู่ประมาณ 60,000 ล้านบาท ก็ไม่ต้องพูดถึงความรับผิดชอบ คงอยู่ไม่ได้ว่า "ไม่เคยพูดว่าจะลาออกจากตำแหน่งหากโครงการจำนำข้าวขาดทุนเกิน 6 หมื่นล้านบาท เพราะหากพูดจริงก็คงต้องมีหลักฐานหรือคลิปมาชี้แจงแล้ว ไม่ใช่แค่ข่าวลือว่าพูดเท่านั้น"

ใช่ครับ แม้คำพูดตรง ๆ ของนายกิตติรัตน์จะไม่ได้พูดว่า จะลาออก แต่ความหมายที่นายกิตติรัตน์พูดนั้น คนทั้งประเทศรับรู้ว่า ต้องแสดงความรับผิดชอบในฐานะที่ทำโครงการไม่ได้ตามที่พูดไว้ (ซึ่งก็ควรลาออก)

เท่ากับนายกิตติรัตน์ พยายามแถเพื่อเลี่ยงบาลีชัด ๆ แล้วยังจะเสร่อมาแนะนำคนอื่นอีกว่า ถ้าทำงานไม่ได้ผล ก็จงลาออกไปเสีย (ถุยส์!!)


เรื่องต่อมาคือ การโกหกสีขาวของนายกิตติรัตน์ ซึ่งจริง ๆ มันไม่ใช่โกหกสีขาว แต่เป็นการโกหกหน้าด้านต่างหาก

โดยนายกิตติรัตน์ ได้โกหกเรื่องตัวเลขการส่งออกของไทย โดยยืนยันว่า สูงถึง 15% แน่นอน แต่เมื่อตัวเลขการส่งออกไม่ได้สูงอย่างที่นายกิตติรัตน์เคยยืนยันไว้ ต่อมานายกิตติรัตน์ได้พูดแก้ตัวว่า

“ปีนี้การส่งออกจะเติบโตไม่ถึง 15 เปอร์เซนต์ ซึ่งไม่น่าแปลกใจ โดยก่อนหน้านี้การที่ผมได้ยืนยันว่า การส่งออกจะขยายตัวได้ 15 เปอร์เซ็นต์ เป็นไปตามหน้าที่ ซึ่งในฐานะ รมว.คลัง และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่สามารถพูดไม่จริงได้ในบางเรื่อง และขณะนี้ก็ตั้งเป้าให้ส่วนราชการผลักดันส่งออกให้ได้ 9 เปอร์เซนต์”

“คำภาษาอังกฤษ เขาใช้คำว่า White lie คือ การพูดไม่จริงสีขาว ถ้าผมพูดตั้งแต่ต้นปีว่า เราคงจะขยายตัวส่งออกไม่ได้ ความไม่มั่นใจจะอยู่ในภาวะอะไร เวลานั้นใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะพูดอย่างนั้นไหม แล้วในแง่ของความตั้งใจ ตั้งเป้า ผมก็พูดชัดเจนว่า เป้าในการทำงาน ผมก็จะทำราวกับว่าจะทำให้การส่งออกขยายตัวได้ 15 เปอร์เซนต์” นายกิตติรัตน์กล่าว

คลิป กิตติรัตน์แก้ตัวโกหกสีขาว


หลังจากนายกิตติรัตน์ ได้ออกมายอมรับว่า ได้โกหกตัวเลขการส่งออก ก็ถูกหลายฝ่ายออกมาตำหนิ เช่นสภาอุตสาหกรรม และหอการค้าไทย ได้ตำหนิว่า รมว.คลังไม่ควรโกหกเรื่องตัวเลขการส่งออก เพราะจะทำให้การวางแผนการลงทุนของเอกชนเกิดความผิดพลาดและคลาดเคลื่อนได้

เมื่อตัวเลขการส่งออกไม่ได้ผลตามที่ตัวเองยืนยัน นายกิตติรัตน์ก็ไม่ลาออก แต่กลับแถแก้ตัวแถหน้าด้าน ๆ ทั้งที่มันคือการโกหกต่อประชาชนอย่างไม่ละอายใจ

แล้วเรื่องที่น่าทุเรศที่สุด ก็คือ นายกิตติรัตน์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบา่ลยิ่งลักษณ์ไม่สามารถขายข้าวในโครงการจำนำข้าว เพื่อนำเงินมาจ่ายให้ชาวนาให้ได้ทันตามเวลาที่ระบุไว้ในใบประทวน จนมีชาวนาฆ่าตัวตายหลายราย

ตามคลิปข่าวนี้ นายกิตติรัตน์ยังโกหกต่อหน้าชาวนา จนถูกชาวนาขับไล่


ัเมื่อจ่ายเงินให้ชาวนาไม่ได้ตามกำหนดเวลา นายกิตติรัตน์ก็ยังหน้าด้านต่อไป โดยไม่ลาออก ทั้งที่เป็นผลงานที่ล้มเหลวที่สุด

แล้วถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่คิดแต่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ถามว่า กปปส. จะหาเหตุออกมาขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จนได้คนมากมายขนาดนั้นหรือ ?

แล้วถ้ายิ่งลักษณ์เลือกไม่ยุบสภา แต่ยิ่งลักษณ์เลือกลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีตามคำเรียกร้องของ กปปส. เสียตั้งแต่แรก บ้านเมืองก็คงไม่ตกอยู่ท่ามกลางสุญญากาศทางการเมือง จนทำให้ คสช. จำเป็นต้องออกมารัฐประหารหรอก

ฉะนั้น การที่นายกิตติรัตน์ เสร่อออกมายกหางตัวเองว่า ถ้าตัวเองทำงานไม่ได้ผลแล้วก็จะลาออก จึงถือว่า เป็นการโกหกคำโตของนายกิตติรัตน์ อีกครั้งหนึ่ง

คลิกอ่าน การโกงระดับพื้นฐานของทักษิณ




วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปี 2559 ทำไมคนกรุงเทพฯ ถึงต้องช่วยกันประหยัดน้ำด้วย






ทำไมคนกรุงเทพฯ ต้องช่วยกันประหยัดน้ำประปา

คำตอบ ขอตอบแบบง่าย ๆ ก่อนว่า เพราะน้ำในเขื่อนส่งมาเพื่อผลักดันน้ำทะเลน้อยกว่าในช่วงเวลาปกติลงเกือบ 2 เท่า ตอนนี้น้ำในเขื่อนได้หยุดการส่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรมแทบโดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะรัฐบาลได้ขอร้องให้เกษรตรกร โดยเฉพาะให้ชาวนาหยุดทำนาปรัง และห้ามดักสูบน้ำดิบจากคลองชลประทานและแม่น้ำเจ้าพระยาสายหลัก

เพื่อให้มีน้ำดิบเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อผลิตน้ำประปา และผลักดันน้ำเค็ม

ก่อนอื่นเราต้องมารู้ก้นก่อนว่า การประปานครหลวงใช้น้ำดิบ ซึ่งเป็นน้ำจืดที่มีค่ามาตรฐานความเค็มต้องไม่เกิน 0.25 กรัม/ลิตร ในการผลิตน้ำประปา โดยสถานีสูบน้ำหลักของการประปานครหลวงอยู่ที่ตำบลสำแล จ.ปทุมธานี

ซึ่งการประปานครหลวงจะต้องใช้น้ำดิบเพื่อการผลิตน้ำประปาในฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตำบลสำแล มากถึงวันละ 4 ล้านลบ.เมตร/วัน ซึ่งหากไม่มีน้ำดิบจากเขื่อนใหญ่ลงมามากพอ ก็อาจทำให้ค่าความเค็มของน้ำดิบที่ ตำบลสำแล มีค่าความเค็มเกินมาตรฐานได้


ภาพแสดงตัวเลขน้ำดิบวันละ 4 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน เพื่อใช้ผลิตน้ำประปานครหลวง จากแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559


จากรูปด้านบน ค่าความเค็มยังอยู่ที่ 0.15 กรัม/ลิตร ซึ่งยังเป็นค่าปกติ (หน้าเว็บ กปน. ยังรายงานถึงแค่วันที่ 11 มี.ค. 59)

ถามว่า ณ วันนี้ที่ผมเขียนบทความ คือ วันที่ 12 มีนาคม 2559 ค่าความเค็มในสถานีวัดแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่เท่าไหร่


คลิกที่รูปเพื่อขยาย


จากรูปนี้ เราจะเห็นว่า ค่าความเค็มที่ท่าน้ำศิริราชมีค่าเกินค่ามาตรฐานสูงมาก คือ มีค่าความเค็มอยู่ที่ 2.36 กรัม/ลิตร และค่าความเค็มที่ตำบลสำแล ก็เพิ่มเป็น 0.16 กรัม/ลิตร

ซึ่งถ้าน้ำจากเขื่อนที่ผลักดันน้ำเค็มมีปริมาณมากพอตามปกติ ค่าความเค็มที่ท่าน้ำศิริราชจะต้องไม่สูงกว่าค่ามาตรฐานแน่นอน

ถามว่า ณ วันที่ 11 มีนาคม 2559 เขื่อนทางภาคเหนือทั้งหมด ปล่อยน้ำมาทั้งหมดเท่าไหร่

คำตอบคือ ประมาณ 17 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน ซึ่งน้ำดิบจะเดินทางอย่างน้อย 1-2 วัน กว่าจะมาถึงกรุงเทพฯ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย


จากรูป เฉพาะเขื่อนภูมิพลฯ จ่ายน้ำลงมาวันละ 5 ล้านลบ.ม./วัน ซึ่งก็มีปริมาณใกล้เคียงกับน้ำดิบที่การประปานครหลวงใช้ในการผลิตน้ำประปา


ถามว่า ในปริมาณน้ำจากเขื่อนภาคเหนือ 17 ล้าน ลบ.ม./วัน ในช่วงแล้งหนักนี้ ผันมาใช้ผลักดันน้ำเค็มและรักษาระบบนิเวศน์วันละเท่าไหร่ ให้อ่านจากความเห็นของ ผอ.สำนักชลประทานที่ 12 ตามนี้ครับ

นายฎรงค์กร สมตน ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 กล่าวว่า

"สถานการณ์น้ำปัจจุบันเป็นการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ตามน้ำต้นทุนที่ได้วางแผนไว้แล้ว คือตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน ซึ่งถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้ง ช่วงนั้นตัวเลขปริมาณน้ำอยู่ที่ 4,237 ล้าน ลบ.ม. โดยวางแผนใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค ผลักดันน้ำเค็ม รักษาระบบนิเวศ 2,900 ล้าน ลบ.ม.  6 เดือน 1 พฤศจิกายน 2558- 30 เมษายน 2559 ที่เหลือ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตรเศษ เผื่อไว้กรณีฝนไม่ตก สำหรับใช้อุปโภคบริโภค ช่วงต้นฤดูฝน ซึ่งเห็นได้ว่าไม่มีน้ำสำหรับทำการเกษตร

ณ วันนี้ มีการบริหารจัดการน้ำอย่างจำกัด วันละ 17 ล้าน ลบ.ม. จาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้ำบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กรมชลประทานได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำไว้จนถึงเดือนกรกฎาคม 2559 แม้ว่าฝนไม่ตก หวังว่าช่วงเดือนพฤษภาคม อาจมีฝนตกลงมาช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้บ้าง

สำหรับการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์ จำนวน 15 ล้าน ลบ.ม. ในลำน้ำปิง วัง ยม น่าน ก่อนถึงจังหวัดนครสวรรค์จะมีการสูบไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค จากนั้นไหลเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ มาถึงเขื่อนเจ้าพระยา ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากนั้นมีการระบายน้ำเข้าสู่ทุ่งฝั่งตะวันออก ได้แก่ คลองชัยนาท-ป่าสัก ที่ประตูระบายมโนรมย์ อ.มโนรมย์ อัตรา 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และอีกฝั่ง คือฝั่งตะวันตก รับน้ำเข้าแม่น้ำท่าจีน หรือแม่น้ำสุพรรณ อัตรา 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่ประตูระบายน้ำพลเทพ และแม่น้ำน้อย รับเข้าไปเพื่อใช้อุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่ประตูระบายบรมธาตุ ส่วนที่เหลือต้องระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อผลักดันน้ำเค็ม และผลิตน้ำประปาของกรุงเทพมหานคร รวมทั้ง ประปาส่วนภูมิภาค จังหวัดสิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา อัตรา 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที"

-------------------

ทุกวันนี้ เขื่อนภาคเหนือทั้งหมด จ่ายน้ำรวมวันละ 17 ล้านลบ.ม. เพื่อใช้อุปโภคและบริโภคเท่านั้น ไม่มีการผันน้ำเพื่อการเกษตรกรรมเลย

เพราะถ้าเราดูตัวเลขการผันน้ำจากเขื่อนภาคเหนือ ย้อนหลังไป 2 ปี คือ ปี 2556 และปี 2557 เราจะเห็นว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน คือ 12 มีนาคม 2559 เขื่อนภาคเหนือปล่อยน้ำออกมามากกว่าปีนี้เกือบ 2 เท่า คือ วันละ 30 กว่าล้าน ลบ.ม./วัน

ภาพตัวเลขปริมาณน้ำปล่อยจากเขื่อนภาคเหนือ ณ.วันที่ 12 มีนาคม 2556 และ 12 มีนาคม 2557 

คลิกที่รูปเพื่อขยาย


คลิกที่รูปเพื่อขยาย



จากตัวเลขปริมาณน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนภาคเหนือ ในปี 2556 และปี 2557 ประเทศไทยยังไม่เจอปัญหาภัยแล้ง จึงสามารถปล่อยน้ำได้มากถึงวันละประมาณ 30 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน


แต่พอมาถึงปี 2558 ที่เริ่มมีปัญหาภัยแล้งแล้ว ทำให้รัฐบาลต้องวอนขอให้ชาวนาลดการทำนาปรัง ซึ่งในวันที่ 12 มีนาคม 2558 น้ำในเขื่อนภาคเหนือ ก็ปล่อยน้ำลดลงเหลือวันละประมาณ 21 ล้านลบ.ม./วันเท่านั้น

คลิกที่รูปเพื่อขยาย


แต่ปริมาณน้ำปล่อยจากเขื่อนในภาคเหนือในปี 2558 ก็ยังมากกว่าปี 2559 อยู่ถึง 4 ล้านลบ.ม./วัน


ฉะนั้น ในปี 2559 ที่แล้งกว่าปี 2558 รัฐบาลถึงต้องวอนขอให้ชาวนางดทำนาปรัง เพื่อให้มีน้ำดิบเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ มากพอเพื่อใช้ผลิตน้ำประปาที่ได้มาตรฐาน

เพราะถ้าชาวนาภาคกลางยังไม่หยุดการทำนาปรังตามที่รัฐบาลขอร้อง ชาวนาลุ่มน้ำภาคกลางจะต้องใช้น้ำมากถึงวันละ 10-15 ล้าน ลบ.ม. เป็นอย่างน้อยแน่นอน

ฉะนั้น ถ้าวันนี้ชาวนาและเกษตรกรยังไม่เสียสละหยุดปลูกพืชใช้น้ำมาก รับรองได้เลยว่า คนกรุงเทพฯ จะไม่มีน้ำประปามากพอให้ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายแน่นอน

อย่างทุกวันนี้ การประปานครหลวงต้องจ่ายแรงดันน้ำให้อ่อนลงในตอนกลางคืน เพื่อจะได้ช่วยให้ประหยัดน้ำมากขึ้น

แล้วใครที่บอกว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ต้องประหยัดน้ำ เพราะยังไง ๆ น้ำประปาก็มีมากพอสำหรับคนกรุงเทพฯ เสมอ จึงเป็นความคิดที่ผิด และเห็นแก่ตัวอย่างมาก


ถามว่า ถ้าปริมาณน้ำ 17 ล้าน ลบ.ม. ที่ส่งจากเขื่อนภาคเหนือในวันนี้ ถูกชาวนานำไปใช้ปลูกข้าววันละ 10 ล้านลบ.ม. เป็นอย่างน้อยจะเกิดอะไรขึ้น

คำตอบก็คือ น้ำดิบหรือน้ำจืดจะหายไปจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาไปถึง 10 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน แล้วจะเหลือน้ำดิบเดินทางมากรุงเทพฯ ไม่ถึง 6 ล้านลบ.ม./วัน (เพราะจะสูญเสียจากการเดินทางและเสียไปจากการสูบน้ำเพื่อทำน้ำประปาภูมิภาคด้วย)

ซึ่งถ้าเหลือน้ำดิบปริมาณแค่ 6 ล้านลบ.ม./วัน เท่านั้นจริง ๆ  ก็คงไม่มีน้ำจืดมากพอที่จะผลักดันน้ำเค็มแน่นอน ทำให้น้ำทะเลจะหนุนสูงขึ้น จนทำให้ชาวสวนในลุ่มภาคกลางตอนล่าง เช่น ชาวสวนนนทบุรี อาจต้องซื้อน้ำประปามาใช้รดน้ำต้นไม้อีกเหมือนเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา แล้วน้ำดิบที่ ตำบลสำแล ก็อาจมีค่าความเค็มเกินค่ามาตรฐานไปด้วย


ถามว่า น้ำดิบที่ตำบลสำแล เคยมีค่าความเค็มเกินมาตรฐานหรือไม่ ?

ตอบว่า เคยมีครับ และหลายครั้งแล้วด้วย เช่นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 น้ำดิบที่ตำบลสำแล มีค่าความเค็มเกิน 0.83 กรัม/ลิตร



ถามว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ที่น้ำดิบมีค่าความเค็มเกินมาตรฐาน ก่อนหน้านั้น 1 วัน เขื่อนภาคเหนือได้ส่งน้ำดิบลงมาวันละเท่าไหร่

จากตัวเลขน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนในวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 (น้ำเดินทางอย่างน้อย 1 วันถึง 2 วัน) เขื่อนทางภาคเหนือปล่อยน้ำมากถึง 29.75 ล้าน ลบ.ม./วัน

คลิกที่รูปเพื่อขยาย


คิดดูขนาดเขื่อนปล่อยน้ำลงมามากถึง 29 ล้านลบ.ม./วันแล้ว บางครั้ง ย้ำ! บางครั้งก็ยังไม่สามารถผลักดันน้ำเค็มให้พ้นไปจากตำบลสำแล เพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปาได้เลย ซึ่งปี 2558 ฝนก็ยังตกน้อยกว่าปกติ ทำให้ขาวนาจำนวนมากแห่กันดักสูบน้ำดิบเข้านาตัวเองจำนวนมากก่อนที่ต้นข้าวจะแห้งตาย จึงอาจเป็นอีกสาเหตุนึงที่ทำให้น้ำดิบเหลือน้อยลงมากจนผลักดันน้ำทะเลหนุนไม่พอ


แล้วปี 2559 นี้ น้ำในเขื่อนภาคเหนือเริ่มเหลือน้อยมาก ๆ ไม่รู้ว่าจะสามารถผลักดันน้ำเค็มให้พ้นภัยแล้งไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ?

เพราะวันนี้ เราเหลือน้ำจากเขื่อนจ่ายลงมาได้แค่เพียงวันละ 17 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน เท่านั้น

ซึ่งถ้าหาก ถ้าหากคนกรุงเทพฯ รวมถึงผู้คนจากต่างจังหวัดที่มาทำงานหรือมาเรียนในกรุงเทพฯ ยังคงสุรุ่ยสุร่ายใช้น้ำประปามากแบบไม่บันยะบันยังต่อไป หรือแม้แต่ใช้น้ำกันแบบปกติเหมือนเดิม ยังไม่ช่วยลดการใช้น้ำลงบ้างเลย โดยเฉพาะในหน้าร้อน ปริมาณการใช้น้ำประปาจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอีกประมาณ 30 % ก็จะทำให้ กปน. อาจต้องผลิตน้ำประปาเพิ่มขึ้น   และอาจผลิตไม่พอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของคนกรุงเทพฯ ก็ได้

จากที่การประปานครหลวง ลดแรงดันน้ำประปาลงเฉพาะในตอนกลางคืน ก็ต้องอาจต้องมาลดแรงดันน้ำลงในช่วงกลางวันเพิ่มขึ้นก็ได้

เพื่อการประปานครหลวงจะได้ใช้น้ำดิบมาผลิตน้ำประปาไม่ควรเกินวันละ 4 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ตามที่กำหนดไว้ในแผนรับมือภัยแล้งปี2559 และจะได้ไม่ไปกระทบต่อน้ำดิบที่ใช้ในการผลักดันน้ำเค็มด้วย

ซี่งถ้าคนกรุงเทพฯ ยังไม่ช่วยกันประหยัดน้ำ หากหน้าร้อนต้องใช้น้ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอีก 30% จริงๆ  ก็เท่ากับว่า กปน. ต้องใช้น้ำดิบเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 5 ล้าน ลบ.ม./วัน

ก็เพราะเรายังไม่รู้ว่าปีนี้ฝนจะตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่? ฝนจะมาล่าช้ากว่าปกติหรือไม่?

จากแผนรับมือภัยแล้งตามที่ ผอ.กรมชลประทานที่ 12 บอกไว้คือ เขื่อนภาคเหนือยังจะจ่ายน้ำมาวันละ 17 ล้าน ลบ.ม./วัน จนถึง 30 เม.ย. 59 เท่านั้น

หากเลยกำหนดจากแผนที่วางไว้ หรือภัยแล้งอาจลากยาวเลยไปถึงเดือนมิถุนายน กรกฎาคม พอหลังวันที่ 30 เมษายน 59 เขื่อนอาจต้องลดการปล่อยน้ำให้น้อยลงต่ำกว่า 17 ล้าน ลบ.ม./วัน ก็อาจเป็นได้

ฉะนั้น คนกรุงเทพฯ ควรใช้น้ำอย่างประหยัด นั่นคือ สิ่งที่พึงกระทำที่สุดในวิกฤติภัยแล้งปีนี้ครับ

เพราะในช่วงแล้งนี้ ก็อาจมีบางวันที่ค่าความเค็มที่ ตำบลสำแล อาจมีค่าเกินมาตรฐาน ซึ่งในวันนั้น กปน.อาจต้องผลิตน้ำประปาน้อยลง ฉะนั้น จึงต้องวอนขอให้คนกรุงเทพฯ ช่วยกันประหยัดน้ำประปา

เพราะถ้าน้ำจากเขื่อนเริ่มจ่ายน้ำน้อยลงยิ่งมากเท่าไหร่ น้ำที่จะใช้ผลักดันน้ำเค็มก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น

"ถ้าลดการใช้น้ำดิบเพื่อผลิตประปาลงได้ 1 ล้านลบ.ม ก็จะมีน้ำไปผลักดันน้ำเค็มเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้าน ลบ.ม.


ชาวนาและเกษตรกรเขาคงไม่ได้เสียสละเพื่อให้คนกรุงเทพฯ ใช้น้ำฟุ่มเฟือยได้เหมือนเดิมกันหรอกนะครับ

ฉะนั้น ในเมื่อเกษตรกรเขาเสียสละแล้ว ถามว่า คนกรุงเทพฯ ล่ะเริ่มมีจิตสำนึกเสียสละบ้างรึยัง ?

ถ้าใครยังไม่ GET กรุณาอ่านบทความด้านล่างต่ออีกนิดครับ

คลิกอ่าน "ภัยแล้งปี 2559 คนกรุงเทพฯ ควรงดเล่นน้ำสงกรานต์หรือไม่"

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แอ๊ด คาราบาว นักร้องเพลงเพื่อชีวิตตัวเอง อุดมการณ์ตามหลังอุดมกิน






เมื่อ 13 ปีก่อนประมาณเดือนตุลาคม 2545 ได้กำเนิดเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อใหม่ที่มีชื่อว่า คาราบาวแดง โดยมีเจ้าของชื่อ แอ๊ด คาราบาว นักร้องเพื่อชีวิตอันดับ 1 ของไทย ก็สร้างความฮือฮาให้กับผู้คนในสังคมอย่างมาก ว่า

นักร้องเพื่อชีวิต ที่ปกติทั่วไปต้องเป็นนักร้องที่มีอุดมการณ์เพื่อสังคม กลับไปเปิดธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ตัวเองเคยวิจารณ์ในแง่ลบไว้ว่า

"คนที่เป็นกรรมกร วันหนึ่งต้องดูดบุหรี่ ต้องกินกระทิงแดง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีประโยชน์เลยถูกหลอกจนต้องติด ไม่มีใครให้การศึกษาเขาเลยว่า สิ่งเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ แล้วทำไมยังปล่อยให้ขายได้ขนาดนี้" ตามที่เคยลงในนิตยสารไลฟ์แอนด์แฟมิลี่ เมื่อร่วม 20 ปีก่อนไว้ตามนี้


รูปจากpantip

ทำให้แแฟนเพลง และผู้คนในสังคมหลายคนถึงกับบอกว่า แอ๊ด คาราบาวเปลี่ยนไปแล้ว คล้ายประหนึ่งพลเอกสุจินดา เคยตระบัดสัตย์ว่าจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรี จนแอ๊ด คาราบาว เองก็เคยต้องออกมาขับไล่กับผู้ประท้วงในยุคพฤษภา 2535

แอ๊ด คาราบาว เคยให้เหตุผลเท่าที่ผมจำได้นะ เขาเคยบอกว่า นักร้องยุคนี้หากินลำบาก เพราะมีทั้งเทป ผี ซีดีเถื่อน มาแย่งรายได้ ในเมื่อนักร้องก็เป็นคนก็ต้องกินต้องใช้ ก็ต้องหาทางทำธุรกิจอื่น ๆ เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวเหมือน ๆ กับทุกคน

แต่ก็นั่นแหละ ผู้คนก็ยังคาใจว่า ทำไมถึงต้องเป็นธุรกิจที่ตัวเองเคยต่อต้านด้วย ?

-------------------

แอ๊ด คาราบาว หรือ ยืนยง โอภากุล มีหุ้นในบริษัทคาราบาวกรุ๊ป อยู่เท่าไหร่ คุณรู้ไหม ?

นี่ครับคำตอบ แอ๊ดมีหุ้นประมาณ 11 % กว่า ๆ ซึ่งถ้ารวมกับหุ้นของภรรยา คือ ลินจง โอภากุล อีก 2 % กว่า ๆ ด้วย  จึงทำให้แอ๊ดมีหุ้นคาราบาวแดงอยู่ประมาณ 14 %



หลายคนอาจบอกว่า คงเพราะเจ้าของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงมาชวนให้ทำธุกิจเครื่องดื่มชูกำลังมั้ง แอ๊ด คงไม่ได้คิดอยากมาทำเองหรอก ในเมื่อเพื่อนมาชวน แล้วก็สนิทกัน ก็เลยตามใจเพื่อนรึเปล่า ?



แต่ปรากฏว่า ความเป็นจริงเจ้าของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในคาราบาวแดง ในนามบริษัทเสถียรธรรมโฮลดิ้งจำกัด คือนายเสถียร เศรษฐสิทธิ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เอง ในช่วงที่จะนำบริษัทคาราบาวกรุ๊ป เข้าในตลาดหลักทรัพย์ว่า แอ๊ดต่างหากที่เป็นคนมาชวนเขามาทำธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังเอง ตามข่าวนี้

เสถียร ตอบข้อสงสัยว่า "เรื่องแรกต้องขอแก้ข่าวที่ว่าเป็นคนชวนแอ๊ดมาทำธุรกิจ แต่แอ๊ดเป็นคนชวนเอง จึงได้ถามกลับไปว่า “มึงจะเอาจริงไหม” พร้อมกับย้ำว่าชีวิตเขาต้องเปลี่ยน ต้องไปหาลูกค้าไปหายี่ปั๊ว เขาบอกว่าทำได้แน่นอนเพราะเติบโตมาในตลาด

จากนั้นก็ให้เขาเอาเงินมาลงทุนร่วมกัน อย่ามาแต่ชื่อ ซึ่งตัวเขาถือหุ้นน้อยกว่าตนเล็กน้อยเท่านั้น และตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เขาระมัดระวังตัวตลอด ลดความห่ามไปเยอะ โดยเฉพาะช่วงสี่ห้าปีหลังที่เกิดสงครามสีเสื้อ เขาเหนื่อยมาก ต้องโดนด่าตลอดจากทุกฝ่าย แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนมีความรับผิดชอบ ทำให้เขาเป็นศิลปินใหญ่ในวันนี้ได้"

--------------------

จากนักร้องที่เคยเขียนเพลงเสียดสีนักการเมือง แต่เดี๋ยวนี้แอ๊ด คาราบาว กลายเป็นนักแต่งเพลงร้องเพลงเชียร์พรรคการเมือง ตามแต่พรรคการเมืองไหนจะจ้างให้เขาไปแต่งและไปร้องเพลงของพรรคให้

ทีนี้กลับมาเรื่อง การโฆษณาของคาราบาวแดงที่ว่า คาราบาวแดงมีวิตามินบี 12 เพื่อบำรุงสมอง ซึ่งภายหลัง อย. ก็สั่งห้ามทำการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณแบบนี้ เพราะเครื่องดื่มชนิดนี้มีการกำหนดข้อแนะนำไม่ให้ดื่มเกินวันละ 2 ขวด จึงเกรงว่า จะมีคนที่คิดว่าช่วยบำรุงสมอง จะดื่มกันเกินข้อกำหนดที่แนะนำ

แต่ประโยชน์ของวิตามินบี 12 ที่คาราบาวแดงเคยโฆษณาสรรพคุณไว้ว่า ช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้จิตใจแจ่มใส ควบคุมอารมณ์ดีขึ้น ไม่หงุดหงิดง่ายนั้น




แต่สงสัยเจ้าของคาราบาวแดงคงจะไม่เคยดื่มเครื่องดื่มของตัวเองรึเปล่า แอ๊ด อาจจะขาดวิตามินบี 12 จนโมโหหงุดหงิดระงับอารมณ์ไม่อยู่ ถึงขนาดทุ่มกีต้าร์ทิ้งบนเวทีสีสันอวอร์ดเมื่อ 4 ปีก่อน ตามคลิปนี้




และในช่วงนี้ที่ประเทศไทยเกิดปัญหาการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดภัยแล้งอย่างหนัก และปัญหาหมอกควันจากการเผาป่าทางภาคเหนือนั้น

จากการสำรวจของหน่วยงานภาครัฐเองพบว่า ส่วนใหญ่ปัญหาบุกรุกป่าต้นน้ำและการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกบนเขานั้น ปัญหาส่วนใหญ่มักจะมาจากการบุกรุกเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะมีนายทุนค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเกษตรกร (ซึ่งในผลสำรวจไม่ได้ระบุว่ายี่ห้อใด ก็คงรวม ๆ กันทุกยี่ห้อนั่นแหละ)

แต่ล่าสุด แอ๊ด คาราบาว ได้สร้างกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลอีกครั้ง เพราะเขาได้แต่งเพลงโฆษณาให้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดยี่ห้อหนึ่งให้กับยักษ์ใหญ่ทางการเกษตรของไทย นั่นก็คือเครือซีพี ซึ่งก็ตกเป็นจำเลยสังคมอีกรายเช่นกัน ในกรณีไร่ข้าวโพดรุกป่าต้นน้ำ






คลิปแอ๊ด คาราบาว ร้องเพลงโฆษณาขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด



แถมแอ๊ด คาราบาว ยังเดินสายจัดคอนเสิร์ต "คนไทยรักษ์หวงแหนป่า" ใน 7 จังหวัดภาคเหนือที่มีปัญหาเรื่องบุกรุกป่าต้นน้ำและไฟป่า ภายใต้สปอนเซอร์อย่างซีพี ซึ่งว่ากันว่า เป็นคอนเสิร์ตส่งเสริมการขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดของซีพีไปด้วยในตัว (คือซีพี อ้างว่า ซีพีกำลังรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกบุกรุกป่าต้นน้ำเพื่อปลูกข้าวโพด)



สิ่งที่แอ๊ด คาราบาว กระทำในตอนนี้ จึงทำให้เกิดคำถามว่า แอ๊ด คาราบาว ตกลงมีจุดยืนและอุดมการณ์อย่างไรกันแน่ ที่ร้องเพลงน่ะ ร้องเพื่อชีวิตตัวเองใช่ไหม ?

(โถ ไม่น่าถาม น่าจะตาสว่างตั้งแต่เริ่มขายคาราบาวแดงแล้ว)

แต่ในเรื่องนี้คงไม่มีใครวิจารณ์แอ๊ดได้ดีเท่ากับ ฝาแฝดผู้พี่ของแอ๊ดเอง นั่นคือ อี๊ด โอภากุล ซึ่งได้โพสข้อความและรูปภาพลงบนเฟสบุ๊คส่วนตัวของอี๊ด ตามนี้ครับ



Eed Opakul

"คนเชือดควาย"

ดินเเดนอันเสรี มีอิสระภาพเเต่โบราณ
เมืองไทยที่งดงาม ร่วมชาติพันธุ์พี่น้อง
ต้อนรับเเละขับสู้ เชื้อชาติใดไม่ขัดเขิน
หนึ่งเดียวคือเป็นไทย ของคนทุกๆคน

ผลประโยชน์ขัดเคือง ทรัพยากรเเละการค้า
ไม่มีจรรยาบรรณ เห็นเเก่ตัวเเละพวกพ้อง
ครอบครองเกินมากมี ทั้งความจนยังหิวโหย
ไม่ต้องบอกว่าใคร เขารู้ๆ กันทุกคน

* ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า
คือฝันเเห่งปรัชญา ตั้งเเต่โบราณสยาม
บัดนี้จึงเป็นไทย เหตุไฉนจึงเเปรผัน
สูบเลือดชาติสิ้นหวัง นักฆ่าฝันประชาชน

เศรษฐกิจไม่เหลือหลอ ยึดครอบครองทั้งประเทศ
ป่าเขาถูกเผาถาก ผูกขาดวิญญาณคนจน
นักฆ่าฝันอันเเยบยล ๆ ๆ คนเชือดควาย
ไม่ต้องบอกว่าใคร มันเเค่เสี่ยซ้ำซาก
ผู้เอาข้าวโพดยัดปาก ควายตัวพ่อ
ก่อนจูงไปเชือดคอ...ไม่รู้ตัว

อี๊ด โอภากุล
24 กุมภาพันธ์ 2559

.................................................................

ขยายความ
ผมเงียบไปหลายวัน เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
เเทบไม่เชื่อหูเเละสายตาตัวเอง นักรบวัฒนธรรม
ที่คนศรัทธาท่วมท้น จะติดใจ รสชาติข้าวโพด
จนเสียผู้เสียคนในขณะนี้ ...หรือไม่รู้ตัว
เเฟนๆ ผู้รักควาย อโหสิกรรม เถิดครับ

ตามหาข่าวกันเอาเองละกัน...โตๆกันเเล้ว
หรือ B12 ไม่ช่วยให้ฉลาดอย่างที่คุยรึ...อายเเทนควายจ้า

อี๊ด โอภากุล


--------------------------

ใหม่เมืองสรุปท้ายบทความ

สำหรัผบผมนะ ผมก็คิดเหมือนทุก ๆ ท่านนั่นแหละครับ แต่แอ๊ด เขาก็มีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำมาหากินสุจริต ที่สร้างความร่ำรวยให้กับตัวเอง เราก็คงไปว่าเขาไม่ได้ ใคร ๆ ก็คงอยากรวยกันทั้งนั้นจริงไหม

เพียงแต่ว่า คำว่า "ศิลปินนักร้องเพื่อชีวิต" คงต้องมาจำกัดความกันใหม่ว่า มีความหมายที่ถูกต้องอย่างไร

แล้วตกลงแอ๊ด คาราบาว ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มศิลปินเพื่อชีวิต ตามความหมายเดิม ๆ อยู่รึเปล่า ฝากให้ช่วยกันคิดครับ

อ้อ เพิ่งคิดได้เรื่องนึง

คือเมื่อก่อนแอ๊ด คาราบาว เคยถูกสังคมโจมตีว่า ทำตัวหรูหราชอบใส่กางเกงยีนส์ราคาแพง แต่ล่าสุดเมื่อเขาได้ออกรายการที่นี่หมอชิต แอ๊ด บอกเองในรายการว่า เขาใส่กางเกงยินส์ตัวละร้อยกว่าบาทเท่านั้น !!!

----------------

แถมล่าสุด เอกสารปานามา อันอื้อฉาวของโลก ที่แฉรายชื่อมหาเศรษฐี นักการเมือง ผู้นำประเทศ ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งมหาเศรษฐีไทย 21 ราย

ว่ากันว่า ในเอกสารปานามา มีรายชื่อ นักร้องเพื่อชีวิตกูอันดับหนึ่งของไทยด้วยนะ





วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ไอ้เต้น ณัฐวุฒิ โชว์โง่อีกกรณีผลสรุปโครงการจำนำข้าวมีประโยชน์ต่อชาวนา






จากกรณีผลตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการจำนำข้าว ได้ข้อสรุปว่า โครงการจำนำข้าวที่ซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในราคาตันละ 15,000 บาท แพงกว่าราคา 9,000 บาทซึ่งเป็นราคาตลาดในขณะนั้น ถือเป็นประโยชน์ต่อชาวนา

พอมีข่าวผลตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ออกมา ก็ทำให้พวกเสื้อแดงรีบกระดี๊กระด๊า ฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียดทันทีว่า นี่ไง โครงการจำนำข้าวมีประโยชน์ต่อประชาชนจริง ๆ แล้วจะมาเอาผิดยิ่งลักษณ์ได้อย่างไร




โดยเฉพาะไอ้เต้นเผาเมือง หรือ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เคยนั่งหน้าโง่ตอบคำถามเรื่องการขาดทุนของโครงการจำนำข้าวต่อหน้าผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจไม่ได้ ก็รีบออกมาโชว์โง่อีก เพื่อปกป้องนายหญิงยิ่งลักษณ์ ตามพาดหัวข่าวนี้



“ณัฐวุฒิ” สงสัย ความผิดของ “ยิ่งลักษณ์” คืออะไร หลังกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯบอกโครงการไม่ผิด?

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า "ข้อสรุปจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งชี้ว่า รายรับจากการเข้าโครงการเป็นผลประโยชน์ของชาวนานั้น เป็นคำยืนยันว่าเงินทุกบาทโอนตรงจากบัญชี ธกส. เข้าบัญชีชาวนาโดยไม่มีตกหล่น ซึ่งเงินจำนวนนี้สูงถึงกว่า 870,000 ล้านบาท ถือเป็นโครงการของรัฐที่สร้างรายได้ให้ชาวนามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ 

ประเด็นนี้ถ้าไม่เป็นความจริงรัฐบาลย่อมโต้แย้งได้ ส่วนเรื่องกำไรขาดทุนที่บางฝ่ายบิดเบือนมาโดยตลอดนั้น เมื่อคณะกรรมการชี้ว่าไม่ใช่การค้า ก็ชัดเจนว่าไม่มีผลขาดทุน เพราะนี่คือโครงการที่รัฐใช้งบประมาณแก้ปัญหาราคาผลผลิตให้เกษตรกร ความชัดเจนเหล่านี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ความผิดของน.ส.ยิ่งลักษณ์คืออะไร 

เพราะการบริหารโครงการมีการมอบหมายรองนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกำกับดูแล ขณะที่ข้าราชการถือเป็นการปฏิบัติตามนโยบาย

ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตในขั้นตอนปฏิบัติเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ แต่ก็ควรพิสูจน์ข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตุที่น่าสนใจในคำแถลงนี้คือ รัฐบาลกลัวของเข้าตัวจากการทำโครงการลักษณะเดียวกัน เช่น โครงการรับซื้อยางพารานำราคาในตลาดหรือไม่ เพราะถ้าจำนำข้าวมีกำไรขาดทุนและเป็นความเสียหาย สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ย่อมไม่แตกต่างกัน"

-----------------------

จริง ๆ แล้วที่ไอ้เต้นพูด ก็พูดเสริมแต่งในสิ่งที่ตัวเองอยากพูดเข้าไปด้วย เพราะผลตรวจสอบจริง ๆ ไม่ได้พูดถึงเรื่อง การโอนเงินให้ชาวนาไม่มีตกหล่น  เหมือนอย่างที่ไอ้เต้นพูด

ทีนี้เราลองมาอ่านข่าวผลตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการจำนำข้าว ให้ละเอียดกันก่อนครับ ตามนี้

จากพาดหัวของมติชน

จำนำข้าวสรุปแล้ว! ตัวโครงการไม่ก่อความเสียหาย แต่ "ยิ่งลักษณ์" ผิดพฤติการณ์


ประธานสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจำนำข้าว ชี้ "ยิ่งลักษณ์" ผิดพฤติการณ์ ปัดบอกตัวเลขฟ้องแพ่ง โยนถาม รมว.คลัง

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกกล่าวหา เปิดเผยถึงกรณีส่งข้อสรุปความเห็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้วว่า

การดำเนินการของคณะกรรมการที่ทำงานมาตั้งแต่เมษายน 2558 ซึ่งได้เชิญ 3 กลุ่มมาให้ถ้อยคำ ได้แก่ กลุ่มข้าราชการจำนวน 15 หน่วยงาน กลุ่มผู้กล่าวหา 8 ราย อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ (ปชป.) กลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 15 ราย อาทิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพยานที่กล่าวอ้าง และส่งมาเพิ่มอีก 20 ราย เมื่อเดือน ธ.ค.58 ซึ่งกรรมการได้ขอให้ส่งถ้อยคำเพิ่มเติมเป็นรายลักษณ์อักษรมาภายในวันที่ 20 มกราคม 2559 แต่ไม่มีใครส่งข้อมูลมาแต่อย่างใด

นายจิรชัยกล่าวว่า กรรมการได้พิจารณา 2 ลักษณะ คือ

1.พฤติการณ์ดำเนินการในการกำกับดูแลติดตาม ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือ กขช. ว่ามีการติดตามรัดกุม กำกับชัดเจนหรือไม่ และ

2. เรื่องความเสียหาย ซึ่งถือวันปิดบัญชี 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อนำตัวเลขปิดบัญชีมาพิจารณาวิเคราะห์ โดยให้ความเป็นธรรม อาทิ ตัวเลขที่ประชาชนจะได้รับในส่วนต่าง เช่น ราคาท้องตลาดเกวียนละ 9,000 บาท แต่รับจำนำ 15,000 บาท ส่วนต่างตรงนี้ถือเป็นประโยชน์ประชาชน กรรมการก็ไม่ได้คิดเป็นความเสียหาย

การดำเนินการของส่วนราชการถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบาย เป็นข้าราชการดำเนินการก็ไม่ถือว่าเป็นความเสียหาย

ในส่วนเรื่องดอกเบี้ยที่ทางคณะกรรมการปิดบัญชีคิดดอกเบี้ยด้วยนั้น แต่กรรมการเราคิดว่าไม่ใช่การค้า แต่เป็นการดำเนินงานราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขประชาชนก็ไม่คิดเป็นความเสียหาย


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจำนวนตัวเลขที่ประเมินเพื่อฟ้องเรียกความเสียหาย 

นายจิรชัย กล่าวว่า เรื่องตัวเลขตนขอยังไม่เปิดเผย เนื่องจากเรื่องยังไม่จบยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของ รมว.คลังและนายกรัฐมนตรี และยังต้องให้คณะกรรมการพิจารณาเรียกร้องทางแพ่ง กรมบัญชีกลางดำเนินการพิจารณาต่อ จึงยังไม่นิ่ง

แต่ยืนยันว่าในนามกรรมการชุดของตนนั้นไม่มีการถูกกดดันใดๆ ทั้งสิ้น ทำงานด้วยความอิสระ ให้ความเป็นธรรม ให้โอกาสมากที่สุด ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ได้มอบไว้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ผลจากการพิจารณาของกรรมการถือว่าพฤติการณ์สอดคล้องกับที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดมาหรือไม่ ?

นายจิรชัย กล่าวว่า "ก็สอดคล้องกัน ตามพฤติการณ์ก็มีความผิด แต่เรื่องความเสียหายนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง"


เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ตัวเลขความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวที่เกิดขึ้นนั้นสูงถึงหลักแสนล้านบาท ตามที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลหรือไม่ ?

นายจิรชัย กล่าวว่า "ต้องขอสงวนไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขความเสียหายนั้นทางอนุกรรมการปิดบัญชีนั้นได้สรุปไว้แล้ว และนำตัวเลขนั้นมาวิเคราะห์ โดยไม่ได้เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเขาคิดละเอียดแบบนักบัญชี แต่เราเป็นนักบริหารต้องดูความเหมาะสม ดูความเป็นธรรม ดูประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ"

-------------------------

สรุปความโง่ของไอ้เต้น

ประเด็นเรื่องผลตรวจสอบที่ว่า โครงการจำนำข้าวนั้นมีประโยชน์ต่อชาวนา นั้นถูกต้อง ตรงนี้ถือว่า เป็นนโยบายเพื่อช่วยให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาดี ไม่ขาดทุน

แต่เราต้องแยกเรื่องเป็นส่วน ๆ เช่น โครงการจำนำข้าว ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งผลตรวจสอบได้ชี้ว่า ข้าราชการที่ดำเนินงานตามนโยบายนี้ไม่ผิด และไม่ถือเป็นความเสียหาย

ย้ำว่า ผลตรวจสอบเขาหมายถึง ข้าราชการที่ดำเนินตามนโยบายนี้ไม่มีความผิด เพราะนโยบายนี้เพื่อช่วยชาวนาจริง ๆ

ทีนี้ก็จะเกิดข้อสงสัยว่า แล้วความผิดคือประเด็นไหนล่ะ ?

คำตอบก็คือ ประเด็นมีนโยบายโครงการจำนำข้าวเพื่อช่วยชาวนาน่ะไม่ผิดหรอก

แต่ที่ประเด็นที่ผิดคือ ข้าวที่ซื้อจากชาวนามาแล้ว มันขายไม่ออก จนเหลือเน่า เหลือเสื่อมคาโกดังที่รัฐต้องเช่า กว่า 18 ล้านตัน ในช่วง 2 ปี นี่แหละคือความเสียหาย !!!

สรุปง่าย ๆ เรื่อง โครงการจำนำข้าว ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ

ประเด็นที่ 1. การที่รัฐบาลซื้อข้าวจากชาวนาในราคาแพงกว่าราคาตลาด นั้นไม่ผิด เพราะถือว่า เป็นนโยบายช่วยเหลือชาวนา

แต่ที่ประเด็นที่ผิดคือ

ประเด็นที่ 2. ข้าวที่รับซื้อมามันขายไม่ออก จนเน่า จนเสื่อม นี่แหละคือความผิดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะไม่ยับยั้งโครงกานจนเกิดความเสียหายบานปลายตามมา เพราะเงินที่ใช้ช่วยเหลือชาวนา ก็ใช้จนเกินวงเงินที่รัฐบาลตั้งไว้ ก่อให้เกิดหนี้ของภาครัฐมากมายและยาวนานกว่าจะใช้หนี้หมด


ซึ่งในข่าว นายจิรชัย ก็บอกแล้วว่า โดยพฤติการณ์ของผู้กำกับนโยบาย ถือว่า มีความผิด ส่วนประเด็นเรื่องความเสียหายนั้น ก็จะแยกไปอีกเรื่องหนึ่ง และขอสงวนไว้ก่อน

----------------

นโยบายช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาลยิ่งลักษณ์แตกต่างจากรัฐบาลอื่น ๆ อย่างไร 

ก็แตกต่างกันตรงที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์รัฐบาลเดียวที่ทำชาติเสียหายมากถึง 6 แสนล้านบาท

กล่าวคือ รัฐบาลไทยก่อนหน้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ สุรยุทธ สมัคร สมชาย อภิสิทธิ์ รัฐบาลเหล่านี้ล้วนเคยมีโครงการช่วยเหลือผลผลิตการเกษตรตกต่ำมาแล้วทุกรัฐบาล

แต่ทั้ง 5 รัฐบาลที่ผ่านมา ขาดทุนจากโครงการประกันและโครงการจำนำสินค้าการเกษตร เป็นเงินประมาณ 1.63 แสนล้านบาท จากทั้งหมด 11 โครงการ ก็ตกขาดทุนโครงการละ 1 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งพอรับได้ เพราะถือว่ารัฐบาลช่วยเกษตรกรเฉลี่ยปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

แต่เฉพาะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ รัฐบาลเดียว ทำรัฐบาลเสียหายไป 5.36 แสนล้านบาท และยังพบว่า มีข้าวหายไปจากโครงการจำนำข้าวอีก 3 แสนตัน ซึ่งยังหาต้นตอไม่ได้ว่าหายไปไหน และทำให้รัฐต้องเสียหายเพิ่มขึ้นอีก เป็นประมาณ 6 แสนล้านบาท

สรุปคือ ความเสียหายของโครงการจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ได้สร้างความเสียหายเกินที่จะรับได้ เพราะมีการเตือนให้หยุดโครงการนี้จากหลายฝ่ายแล้วตั้งแต่ฤดูกาลแรกของปี 54/55 แล้ว

แต่ยิ่งลักษณ์ไม่เชื่อ ยังฝืนทำชาติเจ๊งต่อไป จึงสมควรให้ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้กำกับนโยบายต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญา

---------------------

ส่วนในความสงสัยของไอ้เต้น ที่ว่า ยิ่งลักษณ์มอบหมายให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีดูแลไปแล้ว ในส่วนยิ่งลักษณ์จึงไม่ควรมีความผิดนั้น

ไอ้เต้น ก็โชว์โง่เหมือนที่นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายที่เข้าข้างระบอบทักษิณ ก็เคยถามคำถามโง่ ๆ แบบไอ้เต้น ถามเช่นกัน จนอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ ต้องสอนให้หายโง่

ผมจึงขอเชิญคุณผู้อ่าน คลิกอ่านบทความ เรื่อง "แก้วสรร สอนมวยวีรพัฒน์" เพื่อความกระจ่างในประเด็นนี้ว่า ทำไมต้องเอาผิดยิ่งลักษณ์ทั้งทางอาญาและทางแพ่งครับ

คลิกอ่าน "แก้วสรร สอนมวย วีรพัฒน์ พร้อมแนะทางรอดให้ยิ่งลักษณ์" 


วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ แห่งวัดปากน้ำ ผู้ลุ่มหลงลาภสักการะสรรเสริญ






สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของสมีไชยบูลย์ ผู้ปาราชิกตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ไปแล้ว ด้วยความผิดยักยอกที่ดินของวัดมาเป็นของตนนานกว่า 10 ปี ไม่ยอมคืนโดยง่าย

สมเด็จพระมหารัชมัคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ในเวลานี้นั้น ท่านเป็นผู้ที่หลงใหลในลาภสักการะเป็นอย่างมาก

ดังเช่น การเดินบนกลีบกุหลาบที่ลัทธิสมีไชยบูลย์จัดขึ้น สมเด็จช่วงปลื้มใจหน้าบานยิ้มแช่ง สรรเสริญการเดินบนกลีบกุหลาบไว้ว่า




"วันนี้วัดปากน้ำเนืองแน่นไปด้วยเทพบุตร เทพธิดา อาตมาเองตั้งแต่เกิดจนถึงบัดนี้ 87 ปีแล้ว เพิ่งจะวันนี้เองที่ได้เดินบนกลีบกุหลาบจึงชื่นใจ"

จากคำพูดของสมเด็จช่วง ได้แสดงให้เห็นว่าท่านยังยึดติดในอัตตาตัวกูของกูอยู่มาก

ที่มาคำพูดของสมเด็จช่วง ที่ http://goo.gl/qnzMUi





แล้วในการเดินบนกลีบดอกดาวเรือง หรือดอกดาวรวยที่ลัทธิสมีไชยบูลย์ใช้เรียก สมเด็จช่วงก็ยังหลงใหลได้ปลื้มการเดินบนดอกดาวรวยเช่นเดิม



http://imgur.com/a/y8f4H


แม้แต่เงินบริจาค 30 ล้านบาทที่สมีไชยบูลย์ได้บริจาคให้วัดปากน้ำ ก็สร้างความประทับใจแก่สมเด็จช่วงอย่างมาก จนถึงขนาดประกาศว่า วัดปากน้ำ กับวัดพระธรรมกาย เป็นเสมือนวัดพี่วัดน้องกัน เสมือนวัดเดียวกัน ตามคลิปนี้





ภาพวาดสมเด็จช่วง ที่หายไป




เคยมีคนโพสรูปจากผนังในพระมหาเจดีย์มหารัชมงคล แห่งวัดปากน้ำ เป็นรูปสมเด็จช่วง ที่คล้ายภาพพระพุทธเจ้าโปรดปัญจวคีย์

ผจก.ออนไลน์ รายงานว่า รูปสมเด็จช่วงรูปนี้ถูกทาสีขาวทับไปแล้ว



รถยนต์โบราณในความครอบครองของสมเด็จช่วง 



ทะเบียนรถใส่ชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นเจ้าของรถทุกคัน

ถามว่า เป็นภิกษุสะสมทรัพย์สินได้หรือ ตาช่วง ?


กฎหมายสงฆ์ สมัยรัชกาลที่ 1 เรื่องห้ามถวายเงิน ทอง แก้ว แหวน และสิ่งที่ไม่สมควรแก่สมณะ

คลิกที่รูปเพื่อขยาย!!





สาธุ !! สมเด็จช่วง ว่าที่สมเด็จพระสังฆราช ภิกษุผู้สะสมทรัพย์สินมากมายก่ายกอง !!!

----------------------------

ในอดีตที่ผ่านมา ไม่เคยมีสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใดทรงหลงใหลในลาภยศสรรเสริญ ถึงแม้พระองค์จะทรงเป็นถึงสังฆราชาก็ตาม

สมเด็จพระสังฆราชทุก ๆ พระองค์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประพฤติตนสมเป็นดั่งสมณะภิกษุสาวกแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มักน้อยและผู้รักสันโดษอย่างดีเยี่ยม

หาก พ.ศ. 2559 จะแต่งตั้งใครขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ไม่ควรแต่งตั้งผู้ที่ยกย่องสรรเสริญและหลงใหลได้ปลื้มไปกับพฤติกรรมขายบุญของลัทธิสมีไชยบูลย์

หากสมเด็จช่วง ได้ขึ้นเป็นสังฆราชาองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อไหร่ ก็เท่ากับว่า พุทธศาสนาไทยคงเข้าสู่กลียุคแห่งวิกฤติศรัทธาแล้วครับ

ถ้าอยากให้สังคมพุทธศาสนาไทยแตกแยก กรรมการ มส. ก็เสนอสมเด็จช่วงเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ได้เลย รับรองกรรมการ มส.ที่เห็นชอบก็ปาราชิกลงสู่มหาอเวจีในเบื้องหน้าแน่นอน เหตุเพราะทำให้สงฆ์แตกแยก


อัตตาตัวกูของกู ต้องอลังการ !!



การที่จะให้นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าชื่อคนที่ยังมีคดีอาญาติดตัว ขึ้นมาเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทได้

หากนายกฯ ทูลเกล้าไปแล้ว แต่เพราะเป็นพระราชอำนาจ แล้วถ้าไม่มีการโปรดเกล้าพระราชทานแต่งตั้งลงมา จนปล่อยเรื่องค้างเติ่งไปนาน ๆ

เดี๋ยวพวกพวกห่มเหลืองประสารเมธี และพวกขี้ข้าทักษิณ จะออกมากดดันพระราชอำนาจหรือไม่ นี่แหละอาจเป็นแผนชั่วแอบแฝงของคนพวกนี้

สุดท้ายขอฝากคำของท่านพุทธทาส เรื่อง ภิกษุอยู่อย่างโจร ตามรูปนี้ครับ



คลิกอ่าน หักล้าง ดร.เมธาพันธ์ แกนนำแดงสายวัด กรณีตั้งสมเด็จช่วงเป็นสังฆราช