วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ส่งท้ายคริสต์มาส 2558 หน้า 1 ไทยรัฐแกล้งยิ่งลักษณ์อีกแล้ว






นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ไทยรัฐจงใจวางรูปหน้า 1 ด้วยรูปยิ่งลักษณ์ให้ได้ผู้คนขำฮาอีกแล้ว ซึ่งผมเคยนำมาลงบทความครั้งนึงในบทความเรื่อง ทำไมไทยรัฐถึงทำกับยิ่งลักษณ์อย่างนี้ได้


มาคราวนี้หลังวันคริสต์มาส 2558 ไทยรัฐลงข่าวยิ่งลักษณ์แต่งตัวเป็นสางเขียว เอ้ย ซาตานเขียว  กับเด็ก 4 คน

แต่ไทยรัฐดันเอาข่าวแม่ขี้ยาทุบตีลูก 4 คน มาวางขนาบข้างรูปยิ่งลักษณ์อย่างประจวบเหมาะ จนได้ฮากันทั่วบ้านทั่วเมือง ตามนี้


http://imgur.com/a/ZLK3J

คลิกที่รูปเพื่อขยาย



ไม่รู้สิ พวกเสื้อแดงอาจไม่ฮามั้ง

แต่คนอื่น ๆ ที่เห็นหน้า 1 ไทยรัฐของวันที่ 26 ธันวาคม 2558 เขาฮาจนแชร์กันในโลกออนไลน์ไปทั่ว

5555555555555


จ้องเป้าสตอร์ม ทรูปเปอร์ ตาเป็นมัน จนน้ำลายแทบหก



คลิกอ่าน ทำไมไทยรัฐถึงทำกับยิ่งลักษณ์อย่างนี้ได้


วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ถามหาความรับผิดชอบด้านจริยธรรมจาก ก่อศักดิ์ ประธานซีพีออลล์ 7-11







เป็นข่าวไม่ดังนักในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กรณี กลต. ได้มีคำสั่งเปรียบเทียบปรับ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหารซ๊พีออลล์ จากกรณีรู้ข้อมูลภายใน แล้วไปซื้อหุ้นสยามแมคโครเป็นการส่วนตัวในช่วงที่ บ.ซีพีออลล์ กำลังเจรจาซื้อหุ้นแมคโคร จากบริษัท เอสเอชวี เนเธอร์แลนด์ บี.วี

ตามรายละเอียดข่าวดังนี้

วันที่ 2 ธันวาคม 2558

กรณีคณะกรรมการเปรียบเทียบมีคำสั่งเปรียบเทียบ (1) นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ (2) นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล (3) นายพิทยา เจียรวิสิฐกุล และ (4) นายอธึก อัศวานันท์ กรณีอาศัยข้อมูลภายในซื้อหุ้น บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) เป็นเงินรวม 33,339,500 บาท และเปรียบเทียบ (5) นายสมศักดิ์ เจียรวิสิฐกุล และ (6) นางสาวอารียา อัศวานันท์ ซึ่งให้การช่วยเหลือสนับสนุน เป็นเงินรายละ 333,333.33 บาท

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้รับแจ้งจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า บุคคลตาม (1) – (4) ได้ซื้อหุ้น MAKRO โดยอาศัยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้น MAKRO ที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อประชาชน 

โดยพบการซื้อหุ้นในบัญชีบุคคลดังกล่าวหรือผู้สนับสนุนระหว่างวันที่ 10 – 22 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นช่วงที่ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) เจรจาตกลงจะซื้อหุ้น MAKRO ที่บริษัท เอสเอชวี เนเธอร์แลนด์ บี.วี. (SHV) ถืออยู่ทั้งทางตรงและทางอ้อมจำนวน 154,429,500 หุ้น หรือเท่ากับ 64.35% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ MAKRO ที่ราคาหุ้นละ 787 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาดในขณะนั้นอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นเหตุให้ CPALL ต้องทำคำเสนอซื้อหุ้น MAKRO ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นการทั่วไป (Tender Offer) ที่ราคาเดียวกัน

โดยบุคคลทั้งสี่อาศัยข้อมูลภายใน ซึ่งบางรายล่วงรู้จากการร่วมในคณะผู้บริหารของ CPALL ที่เข้าร่วมเจรจากับผู้ขายในธุรกรรมดังกล่าว และบางรายล่วงรู้เนื่องจากการเป็นกรรมการและผู้บริหารของ CPALL

โดยพบการซื้อหุ้น MAKRO ในบัญชีของนายก่อศักดิ์ จำนวน 118,300 หุ้น และบัญชีของนายปิยะวัฒน์ จำนวน 5,000 หุ้น ส่วนกรณีนายพิทยา พบการซื้อผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนายสมศักดิ์ซึ่งเป็นน้องชาย จำนวน 7,500 หุ้น และกรณีนายอธึก พบการซื้อผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนางสาวอารียาซึ่งเป็นบุตรสาว จำนวน 6,000 หุ้น

ขณะที่การกระทำของนายก่อศักดิ์ นายพิทยา นายปิยะวัฒน์ และนายอธึก ซึ่งเป็นบุคคลวงในเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 241 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

สำหรับการกระทำของนายสมศักดิ์ และนางสาวอารียา เข้าข่ายเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนการกระทำผิดของนายพิทยาและนายอธึก เป็นความผิดตามมาตรา 241 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

ทั้งนี้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบ คณะกรรมการเปรียบเทียบจึงได้เปรียบเทียบปรับนายก่อศักดิ์ เป็นเงิน 30,228,000 บาท นายปิยะวัฒน์ เป็นเงิน 725,000 บาท นายพิทยา เป็นเงิน 979,500 บาท นายอธึก เป็นเงิน 1,407,000 บาท และเปรียบเทียบปรับนายสมศักดิ์ และนางสาวอารียา เป็นเงินรายละ 333,333.33 บาท

ข่าวประชาชาติธุรกิจ

----------------

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ เคยรับรางวัล CEO ECONMASS AWARD 2013


http://imgur.com/hJSInkJ

หลักเกณฑ์ในการมอบรางวัล CEO ECONMASS AWARD 2013 จากสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ม.หอการค้า โดยจะพิจารณาจากผลประกอบการของบริษัท รวมทั้งหลักจรรยาบรรณการมีธรรมาภิบาล ในการบริหารจัดการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลต่อชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ

อ่านข่าวได้ที่ http://goo.gl/a4goUP

------------------

จบกัน เขียนหนังสือสอนคนอื่น แต่กลับลืมสอนตัวเอง


http://imgur.com/8kRBNH4

คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ได้เขียนหนังสือออกมาขายหลายเล่ม เกี่ยวกับกลยุทธ์ธุรกิจ ซึ่งทุกเล่มก็แฝงไว้ด้วยคุณธรรมและความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจทั้งสิ้น จนเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้คนจำนวนมาก ซึ่งได้ถือว่าเขาเป็นไอดอลเป็นแบบอย่างที่ดีในวงการธุรกิจเลยทีเดียว

แต่การที่คุณก่อศักดิ์ ถูก กลต. ปรับเงินจากการใช้ข้อมูลภายในองค์กรไปซื้อหุ้นแมคโครล่วงหน้า ซึ่งถือว่า เป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ และเอาเปรียบคู่แข่งด้วย นับว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักธรรมภิบาลในการดำเนืนธุรกิจที่ดี

ไม่ทราบว่า คุณก่อศักดิ์ เคยอ่านหน้านโยบายองค์กรของบริษัทซีพีออลล์ในเว็บของบริษัทตัวเองหรือไม่


ในหน้านโยบายองค์กรของบริษัทซีพีออล์ มีปรัชญาองค์กร อย่างเช่น







http://imgur.com/6evDZYM

แล้วถ้าไปอ่านบทความเรื่อง จิตวิญญาณของชนชั้นสูง ที่คุณก่อศักดิ์ เคยเขียน ชนชั้นสูงต้องมี ดังนี้

(โดยย่อ)

1. “ความมั่งคั่ง” กับ “ความสูงส่ง” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ตอลสตอย นักประพันธ์เลื่องชื่อชาวรัสเซีย เขาเกิดในตระกูลชนชั้นสูงของรัสเซีย ในวัยเรียนได้รับอิทธิพลทางความคิดของรุสโซและมองเตสกิเออ จึงลาออกทั้งที่ยังไม่จบการศึกษา เพื่อกลับสู่ภูมิลำเนาและทดลองยกเลิกระบบทาส คืนเสรีภาพแก่แรงงานทาสที่ทำงานให้กับตน

ระหว่างปี คศ1855 ตอลสตอยใช้ชีวิตในกองทัพและได้เข้าร่วมสงครามระหว่างรัสเซียกับพันธมิตร ยุโรป ชีวิตชนชั้นสูงและการเป็นนายทหารทำให้เขาเห็นความอัปลักษณ์ของสังคม งานเขียนของเขาส่วนใหญ่จึงสะท้อนสังคมที่กดขี่ไม่เสมอภาค เขาเลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสมถะ ทั้งๆ ที่มีทรัพย์สินจำนวนมาก

วันที่ 28 ตุลาคม คศ1910 ตอลสตอยในวัย 83 เข้าใกล้วาระสุดท้ายของชีวิตเขานำสมบัติทั้งหมดแบ่งให้แก่คนยากจน จากนั้นได้ออกจากบ้านและที่ดินที่เคยเป็นของตน ใช้ชีวิตพเนจรโดยไม่มีใครรู้ข่าวคราวอีกเลย ลมหายใจสุดท้ายของเขาหมดลง ณ มุมหนึ่งของสถานีรถไฟร้างแห่งหนึ่ง


2. รักศักดิ์ศรีและมีคุณธรรมคือสัญลักษณ์ของชนชั้นสูง

ชาวตะวันตกมีกฎระเบียบในการเดินเรืออยู่ข้อ หนึ่งคือ หากเรือประสบอุบัติเหตุใกล้อับปาง ผู้บังคับการเรือจะเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากเรือ และผู้บังคับการเรือบางคนก็เลือกที่จะจมดิ่งลงไปพร้อมกับเรือที่เขาควบคุมมา ตลอดทางมากกว่าที่จะขอมีชีวิตรอดแม้ว่าโอกาสจะเอื้ออำนวยก็ตาม สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่มีเต็มเปี่ยมในสายเลือดของ ชาวตะวันตก

ผู้บังคับการเรือที่มีจิตวิญญาณของการเป็น กัปตันเรือได้อย่างน่ายกย่อง และยังอยู่ในความทรงจำของผู้คนในปัจจุบันก็คือ กัปตันเอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ ผู้บังคับการเรือไททานิค

จากที่เรือใกล้จะจมในภาพยนตร์เรื่อง "ไททานิค” กัปตันสมิธขอให้วงดนตรีมาบรรเลงเพลงบนดาดฟ้าเรือเพื่อปลอบขวัญและให้กำลังใจ ผู้โดยสาร จากนั้นเขาก็เดินเข้าห้องบัญชาการเพื่อทำหน้าที่กัปตันจนถึงวาระสุดท้ายของ เรือลำนี้ และพร้อมจะจมดิ่งไปกับเรือด้วยจิตใจที่นิ่งสงบ

เมื่อวงดนตรีบรรเลงจบ หัวหน้านักดนตรีโค้งคำนับและเดินจากไปเช่นเดียวกับเพื่อนนักดนตรีคนอื่นๆ แต่เมื่อเห็นความวุ่นวายโกลาหลที่อยู่ตรงหน้า เขาก็เดินกลับมายังจุดเดิมและเริ่มบรรเลงไวโอลินในบทเพลงใหม่ เพื่อนนักดนตรีที่เดินไปไกลแล้ว เมื่อได้ยินเสียงไวโอลินต่างก็พากันกลับมาร่วมวงบรรเลงอีกครั้งกระทั่งถึง ช่วงที่เรือจะจม ทุกคนจับมือกันอย่างแนบแน่นแทนถ้อยคำอำลาในนาทีสุดท้ายของชีวิต

นี่เป็นการ สะท้อนถึงจิตวิญญาณของชนชั้นสูง ซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่า ความตายในบางครั้งยิ่งใหญ่กว่าการมีชีวิตอยู่อย่างไร้ ความหมายมากมายนัก


3. คุณลักษณะที่แท้จริงของ “ชนชั้นสูง”

อเล็กซิส เดอ ทอคเกอร์วิลล์ นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส กล่าวว่า เนื้อแท้ของชนชั้นสูงคือความมีเกียรติ

โจฮัน ฮุยซิงก์ นักประวัติศาสตร์ชาวดัชต์ กล่าวว่า เมื่อมีระเบิดและปืนกล บทบาทอัศวินก็ลดลง แต่จิตวิญญาณของความเป็นอัศวินที่เห็นได้ในยุคกลางและกลายเป็นอุดมคตินั้น ยังคงตกทอดอยู่ในวัฒนธรรมตะวันตก

จิตวิญญาณของอัศวิน เช่น ไม่เห็นแก่เงินทอง ซื่อตรง กล้าหาญ เสียสละ รักเกียรติยศและศักดิ์ศรีนั้น เป็นส่วนหนึ่งของคุณลักษณะของ ชนชั้นสูง ที่หล่อหลอมเป็นบุคลิกของชาวตะวันตก

ในสังคมตะวันตก ชนชั้นสูงมีบทบาทสำคัญในสังคมมาตลอดจนถึงศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันประเทศอังกฤษยังคงรักษาระดับฐานันดรศักดิ์นี้ไว้และเป็นที่ยอมรับ ของประชาชน เพราะชนชั้นสูง คือ แบบอย่างของเกียรติศักดิ์ศรีและการปฏิบัติตนอยู่ในครรลองที่ถูกต้อง

จากเนื้อความข้างต้น กล่าวได้ว่า ชนชั้นสูง ไม่ใช่ผู้ที่มั่งมีเงินทองหรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรํ่ารวยทางวัตถุอย่างที่เราเข้าใจกัน

แต่อยู่ที่เมื่อผู้นั้นถึงพร้อมด้วย คุณสมบัติของ ชนชั้นสูง เขาก็เป็น ชนชั้นสูง ได้ ดังนั้น หากปรารถนาที่จะเป็น ชนชั้นสูง จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ทุกคนเป็น ชนชั้นสูง เราก็เป็น ชนชั้นสูงได้ ดังนั้น หากปรารถนาที่จะเป็น ชนชั้นสูง จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ทุกคนเป็น ชนชั้นสูง ได้ถ้ามีเสรีภาพทางจิตใจ ไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจ เงินทอง หรือกระแสนิยมตามยุคสมัย ปฏิบัติตนอย่างสง่างาม กล้าหาญ เสียสละ อ่อนน้อมและรักศักดิ์ศรีของตนเอง


กล่าวโดยสรุป ชนชั้นสูงคือผู้ที่ยึดมั่นในคุณธรรมและความมีเกียรติเหนือกว่าสิ่งอื่นใด

คนไทยทั้งประเทศทุกคนจึงสามารถจะเป็น “ชนชั้นสูง” ได้ทันที ขอเพียงแต่มีจิตวิญญาณของชนชั้นสูงสถิตอย่างมั่นคงอยู่ในหัวใจ!

เขียนโดย ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

ที่มา http://www.dba.or.th/46/

----------------

เป็นไงครับ ตัวอย่างงานเขียนบทความสั้น ๆ ของคุณก่อศักดิ์

โดยสรุปของบทความจิตวิญญาณของชนชั้นสูงคือ ความกล้าหาญ กล้าเสียสละ ยึดมั่นคุณธรรม และต้องอยู่อย่างมีเกียรติ

แล้วถามว่า การที่คุณก่อศักดิ์ ถูก กลต. ปรับเงิน 30 ล้านบาท จากกรณีอินไซเดออร์เทรดดิ้งหุ้นแมคโคร คุณก่อศักดิ์ กล้าแสดงความรับผิดชอบในความผิดครั้งนี้ไหมครับ ??

มีหลายคนถามว่า คุณก่อศักดิ์ จะลาออกจากประธานบริหารซีพีออลล์ไหมครับ ??

การรักษาเกียรติ รักษาคุณธรรม สำคัญกว่าการรักษาตำแหน่งหรือไม่ ?

แต่แล้ว ก็เป็นดั่งที่หลายคนคาดไว้ว่า ยากนักที่จะหาสปิริตจากผู้บริหารระดับสูงของไทยในทุก ๆ องค์กรไม่ว่าจะ องค์กรรัฐ หรือ องค์กรเอกชน

เพราะว่า คุณก่อศักดิ์ ได้ให้คำตอบมาแล้วจะไม่ลาออกเด็ดขาด ตามข่าวนี้


"ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์" ยอมรับผิด ระบุไม่ได้ตั้งใจ พร้อมยืนยันไม่ลาออกจากบอร์ด CPALL - MAKRO หลังชำระค่าปรับฐานอินไซด์แล้ว

วันที่ 3 ธันวาคม 2558 นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) กล่าวว่า ยอมรับคำตัดสินของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ที่สั่งเปรียบเทียบปรับกว่า 30 ล้านบาท กรณีใช้ข้อมูลภายในซื้อหุ้น บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) แต่ยืนยันว่าไม่คิดลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารและกรรมการบริษัท เนื่องจากคณะกรรมการของ CPALL และ MAKRO ยังให้ทำงานต่อไป และไม่ได้ตั้งใจทำผิดธรรมาภิบาล

"เครือซีพีไม่ว่า เพราะเป็นไปตามกฎของ ก.ล.ต.เมื่อผิดก็รับ และเมื่อปรับก็หมดเรื่อง ตอนนี้ถือว่าจบเรื่องแล้ว แค่มีการออกข่าวเจ็บ ๆ แสบ ๆ" นายก่อศักดิ์ กล่าว

นายก่อศักดิ์ ชี้แจงว่า การเข้าซื้อหุ้น MAKRO ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก่อนที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จะซื้อกิจการของ MAKRO และซื้อด้วยบัญชีที่เปิดเผย เพราะคิดว่าหากซื้อโดยที่ไม่รู้ราคาที่เครือซีพีเข้าไปไปซื้อจะไม่ถือเป็นการใช้ข้อมูลภายใน เนื่องจากเครือซีพีเป็นผู้เข้าไปเจรจาซื้อ ไม่ใช่ CPALL แต่เมื่อสรุปท้ายที่สุดเครือซีพีก็ได้มอบหมายให้ CPALL เป็นผู้ทำรายการและกู้เงินมาซื้อหุ้น MAKRO

"ขณะที่ซื้อไม่รู้ว่าดีลนี้จะสำเร็จหรือไม่ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ MAKRO เปิดให้ผู้สนใจทั้งในและนอกประเทศจำนวนมากเข้าไปเสนอเงื่อนไข เมื่อ ก.ล.ต.ตัดสินว่าผมผิด ผมก็ยอมรับคำตัดสินของ ก.ล.ต. ผมไม่รู้ว่าการตัดสินของ ก.ล.ต.เป็นแบบนี้ ถ้ารู้ก็ไม่ซื้อ 
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า CPALL ยังมีธรรมาภิบาลที่ดี ตัวผมอาจผิดโดยไม่รู้จัก และไม่ได้เจตนาที่จะทำแบบนี้ ผมยืนยันที่จะอยู่ CPALL ต่อไป และเป็นบอร์ดของทั้ง CPALL และ MAKRO ซึ่งบอร์ดได้รับรายงานเรื่องนี้แล้วก็เฉยๆ แค่รับทราบ" นายก่อศักดิ์ กล่าว

ข่าว กรุงเทพธุรกิจ


---------------------------------

แถสไตล์เซียนโกะ


http://imgur.com/mp6doW2

"ผมก็ยอมรับคำตัดสินของ ก.ล.ต. ผมไม่รู้ว่าการตัดสินของ ก.ล.ต.เป็นแบบนี้ ถ้ารู้ก็ไม่ซื้อ" นายก๋อศักดิ์ได้กล่าวไว้

(อ้าวถ้าตอบแบบนี้ก็มีเจตนาโกงชัดเจน เหมือนตอบว่า ถ้ารู้ว่าจะถูกจับโกงได้ ก็จะไม่โกง และกรณีคล้ายกรณีที่ใครคนนึงที่รู้ข้อมูลภายในว่า รัฐบาลชวลิตจะลอยตัวค่าเงินบาท ก็รีบไปซื้อเงินดอลล่าห์มาตุนไว้ก่อน)

"ตัวผมอาจผิดโดยไม่รู้จัก และไม่ได้เจตนาที่จะทำแบบนี้" นายก่อศักดิ์ได้กล่าวไว้

เอ่อ... ผมว่า ตรรกะนี้ที่คุณก่อศักดิ์ใช้แถ มันคุ้น ๆ เหมือนใครหว่า ที่บอกว่า "ผมบกพร่องโดยสุจริต" 

คุณก่อศักดิ์ครับ คุณแก้ตัวได้น้ำขุ่น ๆ มากเลยนะครับ

คุณแถจนไม่สมกับเป็นเซียนโกะและประธานสมาคมหมากล้อมจีนโลก เลยนะครับ

ลองย้อนอ่านปรัชญาหมากล้อม ที่คุณก่อศักดิ์เคยกล่าวไว้เองนะครับ

"หมากล้อมเป็นเกมหมากเกมเดียวที่มีชนิดเม็ดหมากน้อยที่สุด การที่มีหมากแค่สองสี คือหมากขาว และหมากดำ ทำให้การวางหมากนั้นพลิกแพลงได้หลายรูปแบบ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหลักหยินหยางที่ลึกซึ้งที่สุด เมื่อเราได้ฝึกเล่นหมากล้อมมากขึ้นก็จะค้นพบว่าวิธีการเดินเกมของหมากล้อมไม่ได้มีกฏกำหนดไว้ตายตัว กลับกันวิธีการเดินเกมของหมากล้อมขึ้นอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบันที่เราต้องอาศัยชั้นเชิงในการพลิกแพลง เช่นเดียวกับการดำเนินชีวิตของคนเรา ที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าอนาคตนั้นจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าเข้าใจถึงหลักหมากล้อมที่ต้องรู้จักพลิกแพลง ก็จะทำให้เราสามารถตั้งรับกับเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเราได้ นอกจากนี้แล้ว หมากล้อมยังสะท้อนให้เราได้รู้ว่าในบางครั้งการเสียสละบางส่วนเพื่อผลประโยชน์ส่วนใหญ่ การโอนอ่อนผ่อนตามเป็นสิ่งดีที่พึงมีในทุกคน การคิดเอาชนะกันด้วยวิธีต่าง ๆ นั้นกลับเป็นสิ่งไม่ดีที่จะนำความพ่ายแพ้มาให้แก่บุคคลนั้น ๆ"


โดย ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

ที่มา กลยุทธฺบริหารธุรกิจด้วยปรัชญาหมากล้อม สมาคมหมากล้อมแห่งประเทศไทย

---------------

คนเราถ้าคิดจะแถเพื่อเอาตัวรอด ต่อให้เอาช้างมาฉุดให้ลาออก ก็คงยาก เพราะมันขึ้นอยู่กับคุณธรรมและจิตสำนึกของบุคคลนั้น ๆ เอง


-------------

มติกรรมการซีพีออลล์ ยอมอุ้มคนผิด เพื่อผลประโยชน์บริษัทต่อไป

ต่อมาทางซีพีออล์ ได้มีการประชุมกรรมการเพื่อพิจารณากับกรณีที่เกิดขึ้นนี้ จนได้ผลสรุปว่า ให้นายก่อศักดิ์และพรรคพวกที่โดน กลต.ปรับ ได้ทำงานต่อไปตามเดิม โดยให้ผลการประชุมได้แถลงเหตุผลว้ว่า

"ที่ประชุมรับทราบว่านายก่อศักดิ์ นายพิทยา และนายปิยะวัฒน์ ได้ยอมรับในคำตัดสินของสำนักงานก.ล.ต.โดยได้รับการเปรียบเทียบปรับแล้ว และได้พิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆอย่างถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงการลงโทษของสำนักงานก.ล.ต.ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ตลอดจนพฤติกรรมและผลงานในอดีต รวมทั้งคุณสมบัติและประสบการณ์อันโดดเด่นของบุคคลเหล่านี้ ซึ่งหาทดแทนได้ยาก โดยเปรียบเทียบกับผลกระทบและประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับ และเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก คณะกรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระจึงลงความเห็นว่า ยังสมควรที่จะให้บุคคลเหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้"

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ฮา ยิ่งลักษณ์ทำเสียววันลอยกระทง มันเป็นลาง !!







อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทย ไปลอยกระทงที่ท่าน้ำนนท์ ก็ยังไว้ลายตามประสา...เหมือนเดิม ด้วยการทำเสียวแหกปากร้องลั่นในช่วงกำลังลอยกระทง ตามข่าวนี้


"ยิ่งลักษณ์" ลอยกระทงที่ท่าน้ำนนท์ ขณะกำลังจะลอยน้ำซัด ทำให้กระทงชั้นบนหลุดร่วงออก จนเจ้าตัวร้องตกใจ รีบเก็บกระทงที่หลุดมาแปะเข้าเหมือนเดิมก่อนที่จะลอยออกไป ซ้ำเกิดเหตุไม่คาดฝัน เรือที่มารับเบรคไม่อยู่ พุ่งชนกลุ่มอดีต ส.ส.นนทบุรี แต่ปลอดภัยไร้เจ็บ - ตาย

วันนี้ (25 พ.ย.) เมื่อเวลา 18.00 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์ บุตรชาย เดินทางไปร่วมลอยกระทงที่บริเวณท่าน้ำนนท์ จ.นนทบุรี โดยมีอดีต ส.ส.เพื่อไทย และประชาชน ต้อนรับและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ภายในศาลเจ้าแม่ทับทิม บริเวณท่าน้ำนนท์ ก่อนออกมาร่วมถ่ายรูปกับประชาชน และจากนั้นได้เดินลงไปที่โป๊ะเพื่อลอยกระทง แต่ในระหว่างที่กำลังจะปล่อยกระทงสองชั้น มีคลื่นกระทบเข้ามาที่โป๊ะ ทำให้กระทงชั้นบนหลุดออก เจ้าตัวร้องตกใจเสียงดัง ก่อนที่จะเก็บกระทงชั้นบนที่หลุดออกมาใส่ในกระทงชั้นล่าง และลอยออกไปในที่สุด



นอกจากนี้ระหว่างที่รอขึ้นเรือกลับ ได้เกิดเหตุเรือที่มารับ แล่นเข้ามาด้วยความเร็วและเบรคไม่อยู่ พุ่งเข้าชนกลุ่มอดีต ส.ส.นนทบุรีและพวกที่ยืนรออยู่ จนกลุ่มแตกกระจาย โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ จากนั้นจึงได้เปลี่ยนเรือลำอื่นให้เข้ามารับแทน





ดูคลิป ยิ่งลักษณ์แหกปากร้องลั่นตอนลอยกระทง


ข่าวจาก http://astv.mobi/ALGR6ZZ


----------------------

มันเป็นลาง !!

ทำกระทงซะ 2 ชั้น แถมไม่ติดกระทงชั้นบนให้แน่น จนกระทงเล็กชั้นบนหลุด จนยิ่งลักษณ์ต้องแหกปากลั่นแบบนี้ ฤกษ์ไม่ดีซะแล้ว

สงสัยไอ้คนทำกระทง มึงซวยแน่

ดีนะที่ยิ่งลักษณ์ไม่ตกน้ำตกท่าไปด้วย ไม้งั้นจะฮายิ่งกว่านี้ 55555

ลองตีความหมายเล่น ๆ แบบตัวเลขเด็ดก่อน ถ้ากระทง 2 ชั้น กระทงชั้นบนก็คือชั้นสอง ก็ตีเป็นเลข 2

กระทงชั้นบนหลุด แสดงว่าเลข 0

ส่วนยิ่งลักษณ์ ชื่อเล่นว่า ปู ก็ต้องเป็น 8

รวมเป็น 820 

ถ้าใครเล่นเลขชุดนี้ ระวังถูกแด๊ก !!

เอ.. ส่วนกระทงหัวหลุด หรือจะหมายถึง หัวยิ่งลักษณ์จะหลุดจากบ่า แต่เพราะกระทงหัวหลุดยังนำมาต่อใหม่ได้ แสดงว่า เธอคงรอดจากโทษประหาร แต่คงไม่รอดคุก !!

คำแนะนำ รีบหามุขใหม่ ๆ เพื่อหาทางหนีออกจากประเทศไทยไปเถอะ ถ้ายังไม่อยากติดคุกเพราะถูกพี่ชายหน้าเหลี่ยมเสี้ยมให้สู้ !!!


----------------

เมื่อดูยิ่งลักษณ์เล่นเสียวแล้ว งั้นลองมาดูสิ่งดีงามกันบ้าง




คลิกอ่าน เก็บตกความโง่งานทำบุญวันเกิดของยิ่งลักษณ์อายุครบ 48



วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บก.ลายจุด โชว์โง่อีกแล้ว กรณีดำเนินคดีจำนำข้าวกับยิ่งลักษณ์






บก.ลายจุด นักสร้างวาทกรรมเท็จสั้น ๆ เพื่อหลอกสาวกให้หลงเชื่อ

ตรรกะของบก.ลายจุด อ่านแวบ ๆ ดูเหมือนฉลาด แต่กลับเป็นความฉลาดในหมู่คนโง่ อย่างเช่นโพสล่าสุด กรณีจำนำข้าว



"โครงการจำนำข้าวทำระบบประกันความเสียหายกับเจ้าของโกดัง
เมื่อพบว่าข้าวในโกดังบางแห่งมีปัญหาไม่ว่าจะเน่าหรือหายแทนที่จะไปจัดการกับคนที่รับจ้างเก็บข้าวในโกดัง ดันไปเอาผิดกับคนที่ฝากข้าว แล้วจะทำประกันไปทำไม" บก.ลายจุด

----------------------

ถ้าคุณเป็นคนเสื้อแดง ย่อมหลงเชื่อวาทกรรมโง่ ๆ แบบนี้ได้โดยง่าย

ซึ่งผมจะอธิบายว่า วาทกรรมนี้โชว์โง่อย่างไร

1. การดำเนินคดีในโครงการจำนำข้าวกับยิ่งลักษณ์ เป็นการดำเนินคดีตาม ปอ. มาตรา 157 โทษฐานเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

หมายถึง โครงการจำนำข้าวได้สร้างความเสียหายแก่รัฐจำนวนมากเกินไป แต่ยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีและเป็นประธานคณะกรรมการข้าวโดยตำแหน่ง กลับไม่สั่งให้หยุดการดำเนินนโยบายนี้ จนปล่อยให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเกินกว่าวงเงินที่รัฐบาลกำหนดไว้

นี่เป็นการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจนสร้างความเสียหายมากมายให้กับประเทศชาติ


2. การเก็บข้าวที่ถูกวิธีเพื่อไม่ให้ข้าวเสื่อมสภาพโดยง่าย หากต้องเก็บในระยะเวลานาน หรือในระยะเวลาที่ไม่แน่นอน จะต้องเก็บเป็นข้าวเปลือก แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับสั่งให้สีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารจนหมด ทำให้ข้าวเสื่อมสภาพได้ง่าย จึงเท่ากับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด


3. การวางระบบประกันความเสียหายกับเจ้าของโกดัง ก็ไม่ใช่จะได้เงินทันที เพราะโกดังเก็บข้าวเองมีนับร้อยนับพันโกดัง แถมโกดังจะวางหนังสือค้ำประกันธนาคารร้อยละ 20 ของมูลค่าข้าวเปลือกที่รับจำนำเท่านั้น แล้วพอเกิดความเสียหาย รัฐบาลก็ยังไม่ได้เงินค่าเสียหายจากโกดังทั้งหมด ก็ต้องดำเนินคดีต่อไปแน่นอน ซึ่งกว่าจะไล่เบี้ยฟ้องร้องจนได้เงินครบ ก็ต้องอีกหลายปี ซึ่งนี่คือความเสียหายของรัฐอีกนาน

แล้วไม่ใช่จะมาดำเนินคดีกับยิ่งลักษณ์คนเดียวเท่านั้น  นี่คือ วาทกรรมเท็จของ บก.ลายจุด โดยแท้



4. และถึงแม้จะได้เงินค่าเสียหายจากโกดัง แต่เพราะข้าวสารมันต้องขายก่อนเสื่อมสภาพ ในเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่สามารถขายข้าวได้ทันท่วงที ต่อให้โกดังเก็บข้าวสารไว้อย่างดีขนาดไหน ข้าวสารมันก็ต้องเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ซึ่งจะมาโทษโกดังเก็บข้าวฝ่ายเดียวคงไม่ได้ 

แล้วข้าวสารที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา บริษัทประกันภัยก็จะไม่รับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนนี้ แล้วเงินค่าประกันที่รัฐบาล โดย อคส. และ อตก. จ่ายไปแล้วก็ต้องสูญไปเปล่า ๆ ใครล่ะที่จะรับผิดชอบเงินส่วนนี้ ?

ที่สำคัญ ตั้งแต่เริ่มโครงการจำนำข้าว ก็มีการนำโกดังเก็บข้าวที่ไม่ได้มาตรฐานมาเข้าร่วมโครงการด้วย นี่ก็คือ การทุจริตอย่างหนึ่งเช่นกัน


5. ในเมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ขายข้าวได้ไม่ทันเวลา รัฐก็ต้องสูญเสียเงินค่าเช่าโกดังเก็บข้าวสารในระยะเวลาที่ยาวนานมากขึ้น ในขณะที่ข้าวสารกลับมีมูลค่าลดลง เพราะเสื่อมสภาพ

นี่คือ ค่าโสหุ้ยที่รัฐต้องเสียเรื่อย ๆ จนบานปลาย นี่จึงเป็นความผิดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เป็นเจ้าของนโยบายจำนำข้าวนี้

*ค่าเช่าโกดังเก็บข้าวสาร รัฐบาลต้องจ่ายค่าเช่าเก็บข้าวสารในราคากระสอบละ 2 บาทต่อเดือน หรือ 2 พันล้านบาทต่อเดือน


6. ถ้าโกดังเก็บข้าวมีการประกันความเสียหาย ก็ยังได้เงินจากบริษัทประกันคืนมาบ้าง

แต่เงินของรัฐบาลที่จ่ายไปกับโครงการจำนำข้าวมากถึง 1 ล้านล้านบาท แล้วต้องขาดทุนกว่า 5 แสนล้านบาท เพราะหมดไปกับค่าโสหุ้ยที่บานปลายจนไม่คุ้มค่ากับมูลค่าข้าวที่ยังเหลือค้างอยู่ จะมีใครเป็นคนค้ำประกันความสูญเสียนี้ของรัฐ ??

คำตอบคือ ภาษีของคนไทยทั้งประเทศค้ำประกันไว้

รัฐบาลกู้เงินจาก ธกส. มาจ่ายชาวนาเกินวงเงินที่รัฐกำหนดไว้หลายแสนล้าน และยังค้างจ่ายเงินแก่ ธกส. อีกจำนวนมาก ก็เท่ากับรัฐต้องมีภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่โตวันโตคืน ซึ่งเท่ากับหนี้ก้อนนี้ต้องเป็นภาระของประเทศชาติต่อไปอีกหลายปี

ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการดำเนินคดีกับยิ่งลักษณ์ ที่เป็นต้นเหตุให้รัฐเกิดความสูญเสียมหาศาล

คลิกอ่าน คดีจำนำข้าว สถานการณ์แหลของยิ่งลักษณ์ไม่เปลี่ยนแปลง





วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ตรรกะอคติของสมศักดิ์ เจียม กรณีในหลวงกับจอมพลสฤษดิ์






นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือหงอกเจียม มักอ้างเรื่อง ในหลวงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งจอมพลสฤษดิ์ เป็นผู้รักษาพระนคร หลังจากจอมพลสฤษดิ์ ได้ทำรัฐประหารจอมพล ป. ลงไป โดยไม่มีผู้สนองรับพระราชโองการ



แล้วหงอกเจียมยังกล่าวหาว่า ในหลวงทรงกระทำผิดรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ 2495 ยังกำหนดว่า พระบรมราชโองการจะต้องมีผู้รับสนองฯ

หงอกเจียม ยังพยายามโยงอีกว่า ในหลวงทรงสนับสนุนให้จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารจอมพล ป.

ซึ่งหากคนที่เกิดไม่ทันอย่างผม ไม่เคยอ่านประวัติศาสตร์ก็ย่อมเชื่อนายสมศักดิ์ เจียม ได้โดยง่าย

แต่หากหาข้อมูลย้อนกลับไป เราจะพบว่า การเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 คือ การเลือกตั้งที่มีการโกงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย จนทำให้พรรคการเมืองของจอมพล ป. คือ พรรคเสรีมนังคศิลา ได้รับชัยชนะท่วมท้นด้วยวิธีการสกปรก

ซึ่งผลการเลือกตั้งในครั้งนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนและนักศึกษา จนวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2500 นิสิตจุฬาฯ  นักศึกษาธรรมศาสตร์ และประชาชนได้ออกมาประท้วงผลการเลือกตั้งครั้งนี้

ส่วนจอมพล ป. ก็รีบประกาศภาวะฉุกเฉินทันที แล้วสั่งให้จอมพลสฤษดิ์ ซึ่งเป็น ผบ.ทบ. ในขณะนั้นออกไปควบคุมสถานการณ์

แต่จอมพลสฤษดิ์ กลับไปเข้าข้างประชาชนและนักศึกษา ด้วยการถอดหมวกโบกให้ผู้ชุมนุม โดยกล่าวว่า ทหารจะไม่ทำร้ายประชาชน

ซึ่งได้สร้างกระแสความนิยมในตัวจอมพลสฤษดิ์จากประชาชนได้มากมาย

จนในที่สุด ทำให้ จอมพล ป. ต้องจำยอมรับว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมามีการโกงจริง ๆ และประกาศว่าจะให้มีการเลือกตั้งใหม่

แต่ต่อมาเหตุการณ์ประท้วงของนักศึกษาและประชาชนได้ขยายตัวและบานปลายจนกลายเป็นความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มทหาร ซึ่งนำโดยจอมพลสฤษดิ์ กับกลุ่มตำรวจ ซึ่งนำโดยพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ที่ค้ำอำนาจให้กับจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ในที่สุดจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบกจึงได้ทำการการรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 แล้วจอมพลสฤษดิ์ก็ขึ้นเป็นผู้ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีนับตั้งแต่วันนั้นในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร และขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปีต่อมา

ซึ่งในยุคจอมพล ป. บ้านเมืองมีอันธพาล โจร และผู้มีอิทธิพลเต็มบ้านเต็มเมือง โดยภายหลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ก็ได้เข้ามาปราบปรามพวกนี้ได้จนเป็นที่พอใจของประชาชน

อีกสาเหตุหนึ่งคือ รัฐบาลจอมพล ป. พยายามริดรอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์และควบคุมการใช้จ่ายในทรัพย์สินส่วนพระองค์ ตลอดจนไม่ค่อยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรของในหลวง จนทำให้ประชาชนจำนวนมากสั่งสมไม่พอใจรัฐบาลจอมพลป. มานานพอควร จนนำพาไปสู่การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ในที่สุด

พอจอมพลสฤษดิ์ มีอำนาจก็ได้คืนพระราชอำนาจในหลาย ๆ เรื่องมาจนวันนี้ รวมทั้งยังเริ่มต้นสนับสนุนโครงการในพระราชดำริต่าง ๆ นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

-----------------

ฉะนั้นประเด็นความขัดแย้งระหว่าง จอมพล ป. และ จอมพลสฤษดิ์ นั้นมีมูลเหตุที่มีที่มาที่ไปของพวกเขาเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับในหลวงแต่อย่างใด

ส่วนพระบรมราชโองการที่ไม่มีผู้รับสนองฯ ที่สมศักดิ์ เจียม ชอบยกมาเป็นประเด็นโจมตีนั้น

เผอิญผมได้เจอบทความหักล้างจากเว็บเจ้าพระยา เขาได้เขียนถึงประเด็นนี้ว่า เพราะเหตุใด ถึงมีพระบรมราชโองการที่ไม่มีผู้รับสนองฉบับนั้นได้

คลิกอ่าน ประวัติศาสตร์ที่(สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล)เพิ่งสร้าง (๒) ตอน พระบรมราชโองการที่ไร้ผู้รับสนองฯ

--------------------------


ตรรกะอคติของสมศักดิ์ เจียมที่พยายามโยงจอมพลสฤษดิ์โกง แต่ในหลวงทรงยังมีพระเมตตาต่อสฤษดิ์ ประหนึ่งในหลวงทรงสนับสนุนคนโกง

คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แม้จะเป็นเผด็จการ แต่ก็ได้ใจประชาชนในยุคนั้นไปไม่น้อย รุ่นพ่อแม่เล่าให้ฟังมากมาย ว่าบ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยขนาดไหน

สำหรับผมนะ ผมไม่พอใจเรื่องเดียวเกี่ยวกับสฤษดิ์คือ ดันโง่ไปสู้คดีเรื่องเขาพระวิหารกับเขมร ซึ่งผมเขียนไว้ในบทความเก่า ๆ

ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีของไทยคนเดียวที่เสียชีวิตในขณะยังดำรงตำแหน่งนายกฯ

ทีนี้มาถึงประเด็นที่ สมศักดิ์ เจียม พยายามจะโยงคือ ในหลวงเสด็จไปเยี่ยมจอมพลสฤษดิ์ ก่อนที่จะเสียชีวิตไม่กี่วันอย่างใกล้ชิด และยังทรงมีพระเมตตากับครอบครัวของจอมพลสฤษดิ์เป็นอย่างมาก


ในหลวงเสด็จเยี่มจอมพลสฤษดิ์ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

อีกทั้งหงอกเจียมยังพยายามเปรียบเทียบว่า ในหลวงทรงมีพระราชดำริให้รัฐบาลถนอมจัดงานพระราชทางเพลิงศพแก่จอมพลสฤษดิ์สูงกว่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

นี่คือวิธีการเดิม ๆ ของหงอกเจียมใช้คือการพูดความจริงไม่หมด เพราะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ก็มีทั้งสามัญชนและพระราชวงศ์ ถ้าเป็นพระราชวงศ์ก็จัดตามพระเกียรติไป

ถ้าจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งเป็นนายทหารระดับสูงสุดคือชั้นจอมพล แถมยังเป็นนายกรัฐมนตรี แถมยังเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้บัญชาการทหารบก ที่สร้างประโยชน์ให้กับแผ่นดินอยู่มาก โดยเฉพาะหลังจากที่จอมพลสฤษดิ์มีอำนาจ ก็ได้สนับสนุนโครงการตามพระราชดำริฯ เป็นอย่างดี ดังนั้นถ้าจอมพลสฤษดิ์จะได้รับพระเมตตาอย่างสูงเป็นพิเศษ จะแปลกตรงไหน?

แล้วงานศพจอมพลสฤษดิ์สูงกว่าผู้แทนพระองค์ที่เป็นสามัญชนคนไหนล่ะ  หงอกเจียมก็ไม่ยกตัวอย่างมา

หงอกเจียมเป็นพวกมีอคติ ขี้อิจฉาริษยา ชอบคิดเล็กคิดน้อย คอยหาเรื่องสร้างความแตกแยกโดยสันดานและหน้าตา จึงเป็นคนก็ชอบคิดอะไรชั่ว ๆ แบบนี้แหละ 


ายหลังการเสียชีวิตของจอมพลสฤษดิ์ รัฐบาลจอมพลได้มีการยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ เป็นเงิน 600 ล้านบาท เพราะช่วงที่ท่านมีอำนาจ สฤษดิ์ก็โกงไว้เยอะพอควร

ซึ่งคนไทยในสมัยนั้น ต่างก็รู้ดีว่า สฤษดิ์ก็โกง แถมมีเมียน้อยเยอะแยะ แต่ก็อดชื่นชอบชื่นชมในตัวนายกรัฐมนตรีคนนี้ในบางเรื่องไม่ได้ แม้แต่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็ยังเคยไปทำงานให้รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ เลย

ฉะนั้น แม้จอมพลสฤษดิ์จะโกง แต่ในส่วนดีของเขาก็ย่อมมี ไม่งั้นอาจารย์ป๋วยก็คงไม่ยอมไปทำงานด้วย

และเมื่อจอมพลสฤษดิ์ตายและหมดอำนาจลง ต่อมาก็ท่านก็ถูกยึดทรัพย์สิน จึงไม่แปลก เพราะในส่วนแย่ของท่าน ท่านก็โกงกินเหมือนพวกนักการเมืองและพวกทหารในยุคนั้นเหมือน ๆ กัน เพียงแต่ว่าจะถูกจับโกงได้หรือไม่ได้เท่านั้น

หรือเมื่อถูกจับโกงได้ แล้วยังจะหน้าด้านแถเพื่อทำลายชาติบ้านเมืองให้เกิดความแตกแยกหรือไม่ ซึ่งยุคนั้นการคอร์รัปชันไม่แตกต่างอะไรกับประเทศไทยในยุคดิจิตอลมากนัก

เพียงแต่คนเป็นนายกรัฐมนตรีย่อมมีโอกาสโกงได้มากกว่า แถมเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเผด็จการเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว มันยิ่งมีเงินทองผลประโยชน์มหาศาลหลั่งไหลเข้ามาในกระเป๋าได้ไม่ยาก

คนเราต้องรู้จักแยกแยะดีชั่ว ในส่วนดีของจอมพลสฤษดิ์ก็มีมาก ซึ่งคนไทยยุคนั้น จะเข้าใจดีว่า จอมพลสฤษดิ์ มีดี มีเลวอย่างไร

เราคนไทยต้องหัดมองคนใน 2 ด้าน แยกแยะความดี ส่วนความดี ความชั่วก็ส่วนความชั่ว

ทำดีก็ย่อมได้รับการชื่นชมยกย่อง แต่ถ้าทำชั่วสมควรได้รับการลงโทษ

ในยุคที่จอมพลสฤษดิ์ยังมีอำนาจอยู่ ก็ยากที่จะเล่นงานท่าน

แต่เมื่อท่านหมดอำนาจ ก็ย่อมถูกตรวจสอบได้ทันที  ไม่มีอะไรผิดแปลกจากการเมืองในประเทศอื่น ๆ และไม่ผิดจากนายกรัฐมนตรีในระบบเลือกตั้งอย่างทักษิณ ที่มีทั้งดีและเลว อยู่ที่ว่า ในขณะมีชีวิตมีความดีหรือความเลวมากกว่ากัน

แล้วเมื่อถูกจับผิดได้ ยังจะหน้าด้านแถ ยุยุงผู้คนที่สนับสนุนตัวเองให้เผาบ้านเผาเมืองเพื่อทวงทรัพย์สินที่ถูกยึดไปคืนมาหรือไม่

ความเป็นลูกผู้ชายของผู้มีอำนาจทางการเมือง เขาวัดกันตรงนี้ว่า ทำผิดแล้วกล้ายอมรับผิดหรือไม่ หรือ ผิดแล้วยังจะหน้าด้านจะเอาเงินคืนจนทำร้ายชาติบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองต่อไป

อย่างทักษิณมีนโยบายบางเรื่องถูกอกถูกใจคนไทยอย่างมาก แต่เราจะชื่นชมจนปล่อยให้ทักษิณทำชั่วได้โดยไม่เอาผิด ก็ย่อมไม่ถูกต้อง

กรณีทักษิณก็เคยได้รับพระราชทานน้ำสังข์ในพิธีมงคลสมรสจากในหลวง ก็เหมือนที่จอมพลสฤษดิ์ได้รับพระเมตตาก่อนตายจากในหลวง เช่นกัน




แต่หงอกเจียม พยายามจะโยงว่า ในหลวงมีพระเมตตาต่อสฤษดิ์อย่างมาก ทั้ง ๆ ที่ต่อมาตรวจสอบได้ว่า สฤษดิ์ก็คนโกงคนนึง เพื่อจะโจมตีในหลวงว่า เมตตาคนผิด 

นี่คือ ความโง่ของตรรกะของหงอกเจียมโดยแท้ แต่ก็มีสาวกที่หลงเชื่อตรรกะโง่ ๆ เช่นนี้

ที่จริง จากกรณีจอมพลสฤษดิ์นั้น ทำให้เราสามารถมองได้อีกมุมว่า ใครก็ตามที่ทำผิด แม้จะเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นอย่างไร ก็ไม่อาจพ้นความผิดและพ้นโทษไปได้ แม้จะตายไปแล้วก็ตาม

อย่างผมเอง เคยเลือกพรรคไทยรักไทยถึง 2 สมัย  เพราะชอบทักษิณมาก แต่ต่อมาผมก็ต่อต้านทักษิณสุด ๆ แบบนี้ตรรกะโง่ ๆ ของสมศักดิ์เจียม ก็คงใช้กับผมไม่ได้แน่นอน

เพราะคนเราอาจเคยชอบหรือเคยสนับสนุนใคร จะแปลว่าเราต้องสนับสนุนคนนั้นไปตลอด จนปล่อยให้เขาทำผิดโดยไม่รับโทษ เพราะความชอบความลำเอียงนั้น มันไม่ใช่ !!

หงอกเจียมแก่จนฟันจะหมดปากแล้ว ยังแยกแยะดีชั่วถูกผิดไม่ได้เลย


-------------------

คำแนะนำท้ายบทความ

ถ้าเราวางใจเป็นกลาง แล้วหัดดูซีรีย์เกาหลี ซีรีย์จีน ที่เกี่ยวกับราชวงศ์ต่าง ๆ พยายามสังเกตศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับขุนนาง การแย่งชิงอำนาจ การโกงกินของขุนนาง และการแย่งชิงราชบัลลังค์โดยฝ่ายขุนนางอยู่เบื้องหลัง การใส่ร้ายป้ายสีเชื้อพระวงศ์เพื่อผลัดขั้วอำนาจ

เมื่อเราดูซีรีย์เกาหลีจำพวกนี้มาก ๆ ดูแล้วรู้จักแยกแยะดีชั่ว ไม่ใช่โยงกันมั่วแบบพวกมีอคติ แล้วเราก็จะไม่โง่เหมือนสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และสาวก

เรื่องพวกนี้ หากมีอคติแล้ว ย่อมมองแต่ในมุมมองคับแคบเหมือนหงอกเจียมนั่นเอง


คลิกอ่าน ตรรกะโง่เลวของสมศักดิ์ เจียม  กรณีเจ้าสัวซีพีกับในหลวง 



วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

จุดเริ่มต้นคดีหมอหยองแอบอ้างเบื้องสูง







ทำไมอยู่ ๆ จึงเกิดการกวาดล้างขบวนการแอบอ้างเบื้องสูงของคดีหมอหยอง

เบื้องลึกคดีนี้ เพราะหมอหยองมันโลภมากเกินเหตุ ไปแอบอ้างเบื้องสูงขอเงินจากเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ บิ๊กบอสเครือซีพี จำนวน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะนำมาช่วยในกิจกรรมปั่นเพื่อแม่ และปั่นเพื่อพ่อ (เพราะหมอหยองเป็นต้นคิดโครงการนี้ขึ้นมา)

เจ้าสัวยังไม่ได้ให้เงินหมอหยองไป แต่ก็ให้บริษัทซีพีช่วยเหลือกิจกรรมไปพอประมาณ

แต่เจ้าสัวยังเกิดทะแม่ง ๆ เกิดข้อสงสัยว่า หมอหยองมาไถเงินโดยแอบอ้างเบื้องสูงนับ 100 ล้าน มันมีพิรุธ น่าจะเป็นเรื่องผิดปกติ และมันชักมากเกินไป

เจ้าสัวธนินท์เลยไปแจ้งความในทางลับ เพื่อให้ตำรวจและทหาร ช่วยทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง

นี่แหละครับ จุดเริ่มต้นของการกวาดล้างขบวนการหมอหยอง

หมอหยองมันได้คืบจะเอาศอก โลกมากเกินไป แถมโลภมากกับมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไทย

ระดับเจ้าสัวนี่ไม่ใช่กระจอกนะครับ เจ้าสัวนี่ระดับเซียน ทำให้มองออกว่า หมอหยองมันโกหก

เมื่อเจ้าสัวธนินท์เจอแบบนี้ ก็เรื่องใหญ่สิครับ

เพราะไอ้หมอหยองมันโลภมากเลยลาภหาย และนี่ไม่ใช่คดีแรกที่หมอหยองแอบอ้าง แต่ที่ผ่าน ๆ มา เหยื่อที่ถูกหลอกจากขบวนการหมอหยองไม่ใหญ่จริงและไม่กล้าพอเท่ากรณีเจ้าสัวธนินท์

คดีนี้จึงต้องขอบคุณเจ้าสัวธนินท์ จริง ๆ







แน่นอน คดีแบบนี้เข้าทางพวกล้มเจ้าอย่างสมศักดิ์เจียมให้ได้โจมตีสถาบัน ฯ

สุดแต่คนจะคิดไป

แต่เคยมีนายตำรวจท่านนึงบอกผมเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วว่า มันมีขบวนการที่จะไม่ให้มีรัชกาลที่ 10

เพราะรัชกาลปัจจุบัน พวกมันบอกล้มยาก จึงได้มีข่าวลือมากมายมาหลายปีเพื่อทำลายพระบรมฯ แทน

----------------------------

มูลเหตุอีกเรื่องที่ว่ากันว่า เป็นต้นเหตุของคดีปรากรม หมอหยอง

คือหมอหยองแอบอ้างเบื้องสูง ได้จัดงานขอบคุณผู้ที่ร่วมบริจาค

เรื่องนี้ ถ้ามองในแง่ความเป็นไปได้ ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของคดีนี้ก็เป็นไปได้ครับ

ขบวนการนี้มี พ.ต.ต.ปรากรม เป็นหัวโจก ที่ผูกคอตายไปแล้วในเรือนจำ

ซึ่งทางตำรวจจึงบอกว่า ต้องเรียกคดีนี้ว่า คดีปรากรม กับพรรคพวก

ยังมีรูปในงานที่หมอหยองแอบอ้างว่า เป็นงานขอบคุณผู้บริจาค ผมเห็นแล้ว แต่ไม่ขอลงรูปนะครับ เดี๋ยวจะมีความผิด

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ

คลิกอ่าน หมอหยองตายเพราะติดเชื้อในกระแสเลือดไม่แปลก

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เหตุผลที่ดาราโพสรูปขวดเบียร์ กระทำผิดกฎหมายทุกคน






นับตั้งแต่วันแรกที่ได้ยินข่าวว่า มีดาราหรือดีเจคนดังหลายคน โพสรูปขวดเบียร์ลงอินสตาแกรม

ผมก็คิดว่า ก็ไม่น่าจะมีดรามาอะไรยืดยาว เพราะถึงไม่รู้กฎหมาย ก็ควรรู้โดนสามัญสำนึกว่า มันผิดกฎหมายแน่นอนทุกคน แต่กลายเป็นว่า กลายเป็นเรื่องยากจนตำรวจไทยมึน !!

ล่วงเลยมาหลายวันแล้ว แต่ตำรวจไทยกลับยังดำเนินคดีใครไม่ได้สักคน

ยิ่งถ้าใครได้อ่าน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 32 และประกาศของสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว

ยิ่งเห็นชัดเจนว่า ดาราทุกคนที่ตกเป็นข่าวโพสรูปขวดเบียร์กระทำผิดกฎหมายทุกคน  โดยตำรวจไม่ต้องถามไปว่า มีเจตนาหรือไม่ ?

เพราะถ้าตำรวจอ่านกฎหมายแตก ก็จะรู้ว่าในหลักกฎหมายถือว่า ดาราที่โพสรูปขวดเบียร์มีเจตนากระทำผิดกฎหมายทุกคน

แปลง่าย ๆ คือ ผิดกฎหมายเต็ม ๆ เรียกดำเนินคดีได้ทันทีทุกคน

แต่ตำรวจไทยตอนแรกก็ทำแกล้งโง่ เหมือนพวกเกรงใจดารา ตีความกำกวม รวมถึงรองนายกฯ ที่ชื่อ ประจิน จั่นตอง ที่ไม่รู้กฎหมายจริง แต่เสือกรีบให้ความเห็นโง่ ๆ

ทำนองว่า มีดาราบางคนผิด บางคนก็ไม่ผิด ถุย !!!

บิ๊กตู่ ควรปลด ตาประจิน ออกเถอะ แกเหมาะไปเลี้ยงหลานที่บ้านได้แล้ว อยู่ให้เปลืองเงินเดือนภาษีชาติเปล่า ๆ

--------------------

ตีความ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ในมาตรา 32

มาตรา 32 "ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม

การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใดๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้ เฉพาะการให้ข้อมลข่าวสารและความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น

เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"



ในมาตรา 32 ประโยคแรก หมายถึง  ห้ามมิให้ผู้ใด ซึ่งหมายถึง ห้ามทุกคนโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณ หรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรง หรือโดยอ้อม

กรณีดาราโพสรูปขวดเบียร์ แม้ดาราจะไม่ได้อวดอ้างสรรพคุณ แต่ถือว่าเป็นการชักจูงผู้อื่นดื่ม โดยเฉพาะมีคำว่า "โดยอ้อม" นี่แหละ ที่ไม่อาจปฏิเสธความผิดของดาราได้เลย



ในมาตรา 32 ประโยคที่ 2 หมายถึง ถ้าจะโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอออล์ จะต้องโฆษณาเชิงสร้างสรรค์สังคมเท่านั้น และต้องไม่ให้เห็นตัวสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย

ดาราที่โพสรูปขวดเบียร์ จึงเข้าข่ายความผิดกฎหมายเต็ม ๆ เพราะขวดเบียร์จัดเป็นตัวสินค้า หรือบรรจุภัณฑ์ แม้จะโพสโดยไม่เห็นยี่ห้อเบียร์ก็ตาม แต่ถ้าผู้ดูรูปดูรู้ว่านั่นคือ ขวดเบียร์ หรือบรรจุภัณฑ์เบียร์ ก็เข้าข่ายความผิดกฎหมายเต็ม ๆ

อย่ามาแก้ตัวว่าผมไม่ได้เจตนา เพราะผมไม่รู้กฎหมาย
หรืออย่ามาแก้ตัวว่าโฆษณาช่วยเพื่อน

เพราะทั้ง 2 อย่าง ผิดกฎหมายทั้งหมด ผิดโดยไม่ต้องมีใครมาจ้างโพส
โพสเองฟรี ๆ ก็ผิดกฎหมายเต็ม ๆ


ถ้าให้ยกตัวอย่างโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำถูกกฎหมาย ก็ให้ไปดูโฆษณารีเจนซี่ทุกชุด เป็นตัวอย่าง

เพราะโฆษณาเขาจะไม่ให้เห็นตัวสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์เลย แต่ตอนจบโฆษณาอาจปิดท้ายด้วยตัวหนังสือ ยี่ห้อรีเจนซี่ เท่านั้น

แต่สังเกตโฆษณาชุดหลัง ๆ จะมีแต่ปรากฎชื่อบริษัทผู้ผลิตเท่านั้น

--------------------------------------------

และเพื่อให้การดำเนินการในการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ตามมาตรา 32 หมวดที่ 4 เรื่องการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นไป ด้วยความเรียบร้อย และเพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันการริเริ่มดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ของเยาวชนและประชาชนทั่วไป อันเนื่องจากโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนเพื่อให้การดำเนินการตามกฎหมายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ออกแนวทางปฏิบัติถึงการกระทำที่มีลักษณะส่อหรือแสดงให้ เห็นว่า มีเจตนาที่จะโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 32 ดัง ต่อไปนี้

(1) โฆษณาที่ทำให้เกิดทัศนคติว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ประสบ ความสำเร็จทั้งทางสังคมและทางเพศหรือทำให้สมรรถนะทางร่างกายดีขึ้น

(2) การโฆษณาที่ชักจูง เชิญชวน หรือโน้มน้าวให้ซื้อหรือบริโภคเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ 

(3) โฆษณาใช้ดารา นักร้อง นักกีฬา ผู้ใช้แรงงาน ผู้มีชื่อเสียงในวงสังคมหรือเด็ก อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ เป็นผู้แสดงแบบโฆษณาโดยถือสถานภาพการเป็นดารานักร้อง นักแสดง ณ วันที่ออกอากาศเป็นครั้งแรก

(4) การโฆษณาที่ใช้ภาพการ์ตูน

(5) การโฆษณาที่มีการปรากฎภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ 

(6) การโฆษณาที่มีลักษณะ แถมพก หรือให้รางวัลด้วยการเสี่ยงโชค หรือมีการให้ ของแถม

(7) การโฆษณาที่มีลักษณะอวดอ้างสรรพคุณ คุณประโยชน์ หรือคุณภาพของ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

(8) การโฆษณาอื่น ๆ ที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน การโฆษณาที่สามารถกระทำได้โดยผู้ผลิตจะต้องไม่ขัดต่อแนวปฏิบัติข้างต้น และให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสาร และความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ยี่ห้อ) หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่ม แอลกอฮอล ์นั้นเท่านั้น ทั้งนี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆที่มีผลใช้บัง คับในปัจจุบันด้วย


-------------------------------

จากประกาศของสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ ให้จะดูอย่างไรว่า มีเจตนาโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

พวกดาราที่โพสรูปขวดเบียร์ เข้าข่ายความผิดว่ามีเจตนาโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชัดเจน ก็คือความผิด ในข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 5 ข้อ 8 อย่างชัดเจน

โดยเฉพาะในข้อ 3  เขาห้ามอย่างเด็ดขาดว่า พวกดารา นักร้อง ผู้มีชื่อเสียงในสังคม ห้ามเด็ดขาดที่จะโฆษณาเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

ฉะนั้น ตำรวจเรียกดาราที่โพสรูปขวดเบียร์มาดำเนินคดีได้ทุกคน เพราะมีความผิดชัดเจนว่า มีเจตนาโฆษณาเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

-------------------

พงศพัศ มั่วกฎหมายรึเปล่า

พอดีเห็นข่าวว่า พลตำรวจเอกพงศพัศ พงษ์เจริญ ออกมาให้ข่าวว่า "ได้รับรายงานจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ทราบว่า มีนักแสดงและบุคคลมีชื่อเสียง เบื้องต้น จำนวน 24 คน มีการโพสต์ภาพถ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเบื้องต้นเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ตามมาตรา 26 มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหลังจากนี้จะมีการเรียกทั้ง 24 คน เข้าพบเจ้าหน้าที่"

ที่มาข่าว คลิกที่นี่

ผมว่า ท่านพงศพัศ มั่วกฎหมายแล้วครับ เพราะกรณีดาราโพสรูปขวดเบียร์ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับมาตรา 26 ตรงไหนเลย เพราะมาตรา 26 มีดังนี้



กรณีดาราโพสรูปขวดเบียร์ มีความผิดตามมาตรา 32 ครับผม ท่านพงศพัศ

---------------------

อัตราโทษผู้ที่กระทำผิดตามมาตรา 32

มาตรา 43 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 32  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำและปรับ


คุณผู้อ่านคิดว่า ดาราพวกนี้ ควรโดนปรับสักเท่าไหร่ดี ???

ปรับเงินจากจำนวนไลค์ แล้วคูณด้วย 10 ดีไหม ?? (แต่ต้องไม่เกิน 5 แสนบาท)


วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ชัยชนะของพลเอกประยุทธ์ ต่อสหรัฐอเมริกา








พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและภริยา ถ่ายรูปกับ นายบารัค โอบามา และภริยา

ซึ่งเป็นรูปถ่ายอย่างเป็นทางการ จากงานเลี้ยงรับรองโดยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ช่วงประชุมสหประชาชาติ

จากรูป เราจะเห็นว่า ทั้งนายบารัค และนางมิเชล แสดงออกทางสีหน้าและภาษากายว่า อยากจะเป็นมิตรกับไทยมาก ๆ

ในขณะที่นายกฯ ประยุทธ์ และภริยา ยังสงวนท่าทีไม่ยิ้มจนออกหน้าออกตามากเกินไป

------------

พวกเสื้อแดงโง่ ๆ จำนวนมาก ออกมาถากถางว่า พวกสลิ่มด่าสหรัฐฯ ด่าโอบามา แล้วทีนี้ทำมาดีใจที่ประยุทธ์ได้ถ่ายรูปกับโอบามา

นั่นคือ มุมมองของพวกปัญญาทึบอย่างพวกเสื้อแดง ที่ไม่รู้จักเรื่อง "นโยบายวางตัวเป็นกลางต่อชาติมหาอำนาจของไทย" ซึ่งไทยเราปฏิบัติแบบนี้มานานแล้ว มันคือเรื่องหลักการถ่วงดุลและคานอำนาจต่อชาติมหาอำนาจของประเทศไทย

ไม่ใช่เปิดเผยแบบแก้ผ้าหมดเปลือก ไม่รักษากริยารักนวลสงวนตัว ราวกับเชื้อเชิญสหรัฐอเมริกาให้มาเชยชมลิ้มลองเต็มที่ เหมือนอย่างที่อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงไทยเคยกระทำ


แต่ถ้ามองแบบกลยุทธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ นี่คือ ชัยชนะของพลเอกประยุทธ์ ที่มีต่อทางการสหรัฐอเมริกาอย่างชัดเจน

เพราะตั้งแต่มีการรัฐประหาร คสช. ในช่วงแรก ๆ รัฐบาลสหรัฐอเมริกามีท่าทีต่อต้านการรัฐประหารครั้งนี้อย่างชัดเจน ถึงขนาดทูตคริสตี้ เคนนีย์ หมดวาระการดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยแล้ว

ทางการสหรัฐอเมริกา ก็ยังไม่ส่งเอกอัครราชทูตคนใหม่มาทำหน้าที่แทนทันที แต่กลับส่งแค่อุปทูตมาทำหน้าที่แทนชั่วคราว

นั่นคือการลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อรัฐบาล คสช.

แต่รัฐบาล คสช. ก็ไม่หวั่น ยังยืนยันว่า นี่คือความจำเป็นที่ต้องทำรัฐประหาร เป็นการทำเพื่อชาติ

จนกระทั่งรัฐบาล คสช. ได้รับการยอมรับจาก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้

ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ว่า ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ เขาถือว่า เป็นลูกหม้อสหรัฐอเมริกา ที่คอยถ่วงดุลอำนาจของจีน และเกาหลีเหนือ ให้สหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้

แถมต่อมามหาอำนาจอย่าง จีน  รัสเซีย และอินเดีย ก็ยังแสดงความเป็นมิตรที่ดีกับรัฐบาล คสช. อีก

ก็เท่ากับว่า ไทยเราไม่จำเป็นต้องง้อสหรัฐอเมริกาเท่าไหร่แล้ว มหาอำนาจของโลกอย่าง จีน รัสเซีย อินเดีย หรือมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แถมมีศัตรูสหรัฐอเมริกาอย่าง เกาหลีเหนือ อีกด้วย ที่ร่วมกันให้การยอมรับรัฐบาล  คสช. กันทั้งหมด

นี่เท่ากับรัฐบาล คสช. คือ ช้างศึกติดปีก ทันที เรียกว่า เนื้อหอมมาก ๆ

ส่วนสหรัฐอเมริกาก็ งง เป็นอินทรีหน้ามึนไป

อะไรวะ ? ทั้ง จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยัน เกาหลีเหนือ ต่างหันมาเป็นพันธมิตรกับไทยเสียหมด  อย่างงี้ กูก็เป็นอินทรีหัวเน่าน่ะสิ

แถมเพื่อนบ้านใกล้ชิดไทยอย่างอาเซียน ก็ให้การยอมรับรัฐบาล คสช. กันหมดทุกประเทศ แล้วแบบนี้ สหรัฐอเมริกา จะทำหยิ่ง ทำเบ่งข่มไทยอีกต่อไปก็คงไม่ได้

เพราะผลประโยชน์อันหอมหวลในอาเซียน ที่สหรัฐอเมริกาหวังจะเข้ามาเขมือบยังมีอีกเยอะแยะ แถมการเปิด AEC ในปีหน้า จะยิ่งทำให้ไทยมีความสำคัญเชิงภูมิศาสตร์ในภูมิภาคมากที่สุด

ถ้าสหรัฐอเมริกาไม่รีบง้อไทย ก็ควายมะกันแล้วครับ จริงไหม 555

ส่วนพลเอกประยุทธ์ ท่านอ่านเกมขาดตั้งแต่แรกแล้วว่า ยังไง ๆ สหรัฐอเมริกาก็ต้องหันกลับมาง้อไทย เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอ้างประชาธิปไตยแบบโง่ ๆ เพื่อช่วยระบอบทักษิณและเอาใจควายแดงต่อไป

ยิ่งถ้าปล่อยให้ รัสเซีย จีน สนิทกับไทยมากเกินไป สหรัฐอเมริกาเองนั่นแหละที่จะเสียผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ไป

ในช่วงประชุม UN  อียูก็เพิ่งต่อเวลาให้ไทยจัดการปัญหาประมงเพิ่มอีก 3 เดือน ส่วนสหรัฐอเมริกา ก็ออกมาชื่นชมไทยที่จริงใจในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ แถมเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยก็เข้ามาทำหน้าที่เต็มตัวแล้ว

ทั้ง EU และ USA ต่างมีท่าทีที่ดีขึ้นต่อรัฐบาล คสช.

------------------------------

โอบามา เดินมาหาพลเอกประยุทธ์ โดยคนยืนข้าง ๆ คือ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย






ที่หน้างานเลี้ยงรับรอง ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ






-----------------------------

เหนือกว่า ดีกว่า ประชานิยม คือ ประชารัฐ

"ประชานิยมมีทั้งดีและไม่ดี และเป็นเรื่องชั่วคราว เพราะการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือ ประชารัฐ เนื่องจากเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชน"

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตร กล่าวในการประชุมทีมประเทศไทยในสหรัฐอเมริกา 24 กันยายน 2558 (ตามเวลาท้องถิ่น)



คุ้น ๆ ไหมครับคำว่า ประชารัฐ ?

"....เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล.."


วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

บทเรียนแนวคิดผิดก่อนแข่ง เหตุทีมชาติฟุตบอลหญิงตกรอบปรีโอลิมปิก







เป็นข่าวดังวันนี้ ที่คุณแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ประกาศลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เหตุเพราะ ทีมชาติหญิงตกรอบปรีโอลิมปิก

ก่อนอื่น ผมอยากบอกคุณผู้อ่านให้รู้พอคร่าว ๆ ก่อนว่า ก่อนที่ไทยจะได้ไปฟุตบอลโลกหญิง 2015 ที่ผ่านมา สถิติในอดีตของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยเราเป็นรองทั้ง พม่า และเวียดนาม มาตลอด

แปลง่าย ๆ คือ ไทยเรามักแพ้ ทั้งพม่า และแพ้เวียดนาม มากกว่าไทยจะชนะทั้ง 2 ทีมนี้

แต่สถิติก็ไม่ถึงกับห่างกันมาก คือผลัดกันแพ้กันชนะมาโดยตลอด แต่ไทยจะเป็นรองทั้งสองทีมนี้นิด ๆ เพราะในซีเกมส์ ทีมพม่า และทีมเวียดนาม ได้เหรียญทองซีเกมส์ฟุตบอลหญิงมากกว่าทีมฟุตบอลหญิงไทย (แต่ซีเกมส์ 2015ครั้งที่ 28 ที่สิงคโปร์ ไม่มีการแข่งขันฟุตบอลหญิง)

ส่วนการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียนครั้งที่ 8 ปี 2015 ที่ผ่านมา

ซึ่งทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ก็สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลหญิงอาเซียน 2015 ได้ ด้วยการเอาชนะทีมชาติหญิงพม่า ในรอบชิง 3:2 ประตู

ทั้ง ๆ ที่ในรอบแรก นัดแรกของทีมชาติไทย เราแพ้ทีมชาติหญิงออสเตรเลียซึ่งส่งแค่ชุดเยาวชนไม่เกิน 20 ปีมาแข่งด้วยซ้ำ แบบไทยเราแพ้ถึง 3:0 ประตู

แต่พอในรอบรองชนะเลิศ ทีมชาติออสเตรเลียชุดนี้ก็กลับมาแพ้ทีมชาติพม่าแบบพลิกล็อค 1:0 ทำให้ทีมชาติหญิงพม่าได้หลุดเข้ามาชิงชนะเลิศกับไทย

แล้วทีมชาติฟุตบอลหญิงไทยก็ได้แชมป์ในที่สุด ก่อนจะเดินทางไปแข่งฟุตบอลโลกหญิง 2015

แล้วทีมชาติฟุตบอลหญิงไทยกสร้างความประทับใจในฟุตบอลโลก 2015 พอสมควร เพราะสามารถเก็บ 3 แต้มจากชัยชนะต่อไอเวอร์รีโคสต์ 3:2 ประตู

-----------------------

ที่ผมเกริ่นมาคร่าว ๆ เพราะผมอยากจะบอกว่า ทีมฟุตบอลหญิงของไทย เล่นกับทีมพม่า หรือกับ ทีมเวียดนาม จะสู้กันอย่างสูสีทุกครั้ง คือ มีโอกาสแพ้ชนะใกล้เคียงกันตลอดมา

หมายถึง ทีมฟุตบอลหญิงไทยไม่ได้เหนือชั้นกว่าทีมพม่า หรือเวียดนามเลย

อย่างในเอเชียนเกมส์ที่เกาหลีใต้ 2014 แม้ทีมชาติไทยจะเอาชนะทีมชาติเวียดนาม จนได้สิทธิไปฟุตบอลโลกหญิง 2015 ก็ตาม แต่พอมาเจอกันในเอเชียนเกมส์ที่อินชอนเกมส์ เกาหลีใต้

ทีมฟุตบอลหญิงไทยกลับต้องพ่ายแพ้ทีมชาติหญิงเวียดนาม 1:2 ประตู ทำให้ทีมเวียดนามแก้แค้นที่เคยพ่ายไทยตกรอบคัดเลือดฟุตบอลโลกหญิงได้สำเร็จ

----------------------

แนวคิดผิดก่อนลงสนาม คือสาเหตุที่ฟุตบอลหญิงไทยตกรอบปรีโอลิมปิก

ในนัดแรก ทีมไทยเจอทีมพม่า เราเล่นกับเข้าภาพ และตอนชิงแชมป์อาเซียน ก็เอาชนะพม่ามาแบบหืดจับ 3:2 ประตู

ดังนั้น ทีมหญิงไทยก็เลยไม่ประมาท แนวคิดก่อนลงสนามคือ อย่างน้อยต้องไม่แพ้เจ้าภาพ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่า ทีมหญิงไทยกลับเอาชนะเจ้าภาพมาได้ 2:1

พอนัด 2 ไทยเอาชนะ จอร์แดน 1:0 ซึ่งไทยเราถือว่า ยิงประตูได้น้อยไป เลยทำให้ไต้หวันยังมีคะแนนนำอันดับ 1 เพราะมีผลต่างประตูได้เสียดีกว่าไทย 2 ประตู

เมื่อไทยเจอไต้หวัน ตรงนี้เราพลาดที่ได้ลูกจุดโทษ แต่กลับยิงไม่เข้า ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในทัวร์นาเม้นท์นี้ของทีมชาติไทย เพราะทำให้ไทยเราพลาดได้ 3 คะแนน กลายเป็นแบ่งทีมละ 1 แต้มกับไต้หวันไป

และเป็นจดเริ่มต้นของแนวคิดที่ผิดพลาดก่อนเจอทีมเวียดนาม


ดังนั้นเมื่อไทยเสมอกับไต้หวัน ความกดดันอย่างหนักกลับมาตกที่ทีมชาติไทยมากขึ้น

เพราะในนัดสุดท้ายไทยต้องเจอเวียดนาม และต้องเอาชนะให้ได้หลาย ๆ ประตู เพื่อหวังว่า จะมีโอกาสมีผลต่างประตูได้เสียมากกว่าทีมไต้หวัน ที่จะไปเจอเจ้าภาพพม่าในนัดสุดท้าย

นี่แหละครับ แนวคิดของทีมชาติหญิงไทยเริ่มมีแนวคิดผิดพลาดก่อนลงสนามแล้ว คือ

1. เพราะทีมไทยคิดว่า ไทยเราจะต้องเอาชนะเวียดนามให้ได้หลาย ๆ ประตู ทั้ง ๆ ที่ เวียดนามไม่ใช่ทีมกระจอก ๆ ที่ไทยเราจะเอาชนะได้ง่าย ๆ แถมสถิติเก่า ๆ ไทยเราแพ้เวียดนามมากกว่าไทยเอาชนะเวียดนามด้วยซ้ำ

เมื่อมีแนวคิดก่อนลงสนามว่าจะถล่มเวียดนามให้ได้เยอะ ๆ ก็เลยทำให้ทีมชาติไทยเล่นผิดฟอร์มเพราะกดดันตัวเอง

สุดท้าย ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เลยเล่นบอลแบบผิดฟอร์ม กลายเป็นบอลสะเปะสะปะ เล่นรนจนผิดพลาดเอง จนถูกเวียดนามยิงประตูถึง 2 ประตู จากความผิดพลาดของทีมไทยเอง

2. เพราะทีมไทยคิดว่า ไต้หวันคือคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดในทัวร์นาเมนท์นี้ ไทยเรายังคิดว่า โอกาสที่ไต้หวันจะชนะพม่า มีมากกว่าไต้หวันจะเสมอหรือแพ้พม่า

เพราะแนวคิดแบบนี้ ก็เลยกลายเป็นการกดดันตัวเองในการเจอกับเวียดนาม

เพราะไทยเราคิดว่า หากไต้หวันชนะพม่าได้ แล้วต้องมาวัดที่ผลต่างประตูได้เสีย ไทยเราก็เลยต้องพยายามยิงเวียดนามให้ได้มากที่สุด เพื่อจะเอาชนะผลต่างประตูได้เสียกับไต้หวันได้

แต่สถานการณ์กลับผิดคาด เพราะ เจ้าภาพพม่าเล่นอย่างไว้ลาย จนเอาชนะทีมไต้หวันไปได้ 3:1 ประตู 3:1 ประตู

สุดท้ายเลยกลายเป็นว่า ทีมชาติไทย ที่ว่าจะแย่งสิทธิกับทีมชาติไต้หวัน ก็กลายเป็นกินแห้วทั้งคู่ เพราะสิทธิคัดเลือกโซนเอเซียรอบสุดท้าย กลายเป็นทีมชาติเวียดนามคว้าสิทธิไป

นี่แหละครับที่ว่า ทีมฟุตบอลหญิงไทยมีแนวคิดที่ผิดพลาดก่อนลงสนามเจอทีมเวียดนาม



ที่ถูกต้องคือ ไทยเราควรเล่นไปตามฟอร์มตามที่ฝึกฝนมา อย่าไปคิดล่วงหน้าว่ามันจะอย่างนั้นอย่างนี้ พยายามเล่นให้ดีที่สุด ให้ดูผลเป็นนัด ๆ ไป

อย่างทีมชาติหญิงพม่า ถือว่า เป็นทีมจอมพลิกล็อค เพราะล้มตัวเต็งได้อยู่เสมอ เช่น ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน 2015  ทีมหญิงพม่า ยังพลิกล็อคเอาชนะทีมหญิงออสเตรเลียได้ ในรอบรองชนะเลิศ

ทั้ง ๆ ที่ ทีมชาติหญิงอสสเตรเลีย เป็นเต็ง 1 ในการคว้าแชมม์ฟุตบอลหญิงอาเซียน แต่สุดท้ายมาแพ้ทีมพม่า

เท่ากับตอนนั้น เหมือนพม่าเป็นบันไดช่วยไทยได้แชมป์ฟุตบอลอาเซียนจริง ๆ เพราะถ้าเกิด ออสเตรเลีย เจอ ไทย ในนัดชิง

ผมว่า ไทยจะแพ้ออสเตรเลีย ขาดลอยเหมือนในนัดแรก

-------------------------------

บทสรุปในบทความนี้ก็คือ ทีมฟุตบอลหญิงของไทย คิดล่วงหน้ามากเกินไป และดูถูกทีมพม่ามากไป ว่า ไม่น่าจะชนะไต้หวันได้

ทั้ง ๆ ที่ เราควรมีสมาธิกับเกมของเรามากกว่าจะไปสนผลแพ้ชนะของทีมอื่น ๆ

จงเล่นให้ดีที่สุดนัดต่อนัด เล่นให้ได้ตามฟอร์มที่เคยฝึกฝนมา ถ้ามันจะชนะหลายลูกได้ ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของเกมจะพาไปเอง

ไม่ใช่คิดกดดันก่อนลงสนามว่า ฉันจะต้องยิงให้ได้มาก ๆ สุดท้าย ฟอร์มการเล่นเลยหลุดเสียเอง แพ้เพราะความผิดพลาดของตัวเอง

----------------

ส่วนฟุตบอลหญิงโอลิมปิก2016  ต้องการทีมจากเอเซียแค่ 2 ทีมเท่านั้น ซึ่งทีมที่ไปรอเตะรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายกับเวียดนาม ก็มีเช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ ออสเตรเลีย (รวมเวียดนาม)

ซึ่งจะแข่งขันแบบพบกันหมด แล้วนำทีมอันดับที่ 1 และ 2 ไปโอลิมปิก

---------------------

กรณีคุณแป้ง ล่ำซำ ลาออกจากผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงไทย

ผมว่า ตอนนี้ไม่มีใครเหมาะสมเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงไทยเท่ากับคุณแป้ง แล้วครับ

ลองเปลี่ยนโค้ชใหม่ ลองให้โค้ชผู้ชายมาทำทีมฟุตบอลหญิงแทนโค้ชผู้หฐิง บางทีอะไร ๆ หลาย ๆ อย่างอาจดีขึ้นผิดหูผิดตาเลยก็ได้

เพราะเรื่องกลเกมฟุตบอลสำหรับคนไทย ผมว่า โค้ชผู้หญิงยังห่างชั้นกับโค้ชผู้ชายอยู่มากครับ

เพราะโค้ชผู้หญิงมีแมทช์ให้แก้เกมน้อยกว่า ในขณะที่โค้บผู้ชายผ่านเกมการแข่งขันมามากมาย โค้ชผู้ชายจึงโอกาสพัฒนาทีมชาติหญิงได้ดีกว่า



หมายเหตุ บทความนี้เราไม่ขอกล่าวถึงการอมเงินเด็กของผู้ใหญ่บางคนในสมาคมฯ


คลิกอ่าน โชคทวี พรหมรัตน์ หลงอีโก้ จนเลืมหน้าที่ตัวเอง

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

โชคทวี พรหมรัตน์ หลงอีโก้ เพราะไม่เข้าใจหน้าที่ที่ถูกต้อง






กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง โค้ช ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กับ ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน (หรือผู้ช่วยโค้ช) โชคทวี พรหมรัตน์ นั้น

ผมไม่ขอเท้าความมากว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เพราะผมก็ไม่ใช่คนวงใน

แต่ในฐานะแฟนบอล และคนวงนอก ผมขอมองและวิเคราะห์แบบคนวงนอกนี่แหละว่า ผู้ช่วยโค้ชโชคทวี กำลังหลงในอีโก้ของตัวเอง จนลืมไปว่า หน้าที่ของตัวเองคือ ผู้ช่วยของโค้ชซิโก้

สาเหตุที่ ผู้ช่วยโค้ชโชคทวี พรหมรัตน์ เกิดหลงอีโก้ตัวเองขึ้นมานั้น ก็เพราะได้มีโอกาสนำทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ ไปคว้าเหรียญทองได้อย่างน่าประทับใจกลับมา  ซึ่งผู้เล่นส่วนใหญ่ในชุดซีเกมส์ก็คือ ชุดได้ที่ 4 เอเชียนเกมส์ ที่เกาหลีใต้ภายใต้การคุมทีมของโค้ชซิโก้ นั่นแหละ

และสาเหตุที่ผู้ช่วยโค้ช โชคทวี ได้มีโอกาสทำทีมชุดซีเกมส์เต็มตัวแบบเฉพาะกิจนั้น ก็เพราะโค้ชซิโก้ ติดภารกิจต้องพาทีมชาติไทยชุดใหญ่ไปเตะรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่ไต้หวัน

นั่นแหละ คือสาเหตุที่ โค้ชซิโก้ ต้องมอบภาระหน้าที่ในการคุมทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ให้ผู้ช่วยโค้ช โชคทวี รับหน้าที่อย่างเต็มตัวเป็นการเฉพาะกิจ

และเมื่อทีมชาติไทยชุดเล็กได้เหรียญทองซีเกมส์มาแล้ว ผู้ช่วยโค้ชโชคทวี ก็เริ่มมีอีโก้ว่า ข้าก็เก่ง ข้าก็แน่เหมือนกันว่ะ ที่ทำทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ได้เหรียญทองด้วยฟอร์มยอดเยี่ยมขนาดนี้
(ทั้ง ๆ ที่การเตรียมทีมชุดซีเกมส์ทั้งหมด โค้ชซิโก้ปูแนวทางและรูปแบบการเล่นไว้ให้ก่อนทั้งสิ้น แม้โชคทวีอาจคลุกคลีฝึกสอนฝึกซ้อทให้ทีมชุดนี้มากกว่าก็ตาม)

จนเมื่อผู้ช่วยโค้ช โชคทวี เกิดหลงในอีโก้ตัวเอง ก็เลยจะขอทีมชุดคัดเลือกโอลิมปิกอายุไม่เกิน 23 ปี มาคุมเอง ขอเป็นเฮดโค้ชเอง โดยจะให้โค้ชซิโก้เป็นเพียงที่ปรึกษาทีมเท่านั้น

แต่เป้าหมายและแผนงานของโค้ชซิโก้ไม่ใช่แบบนั้น เลยทำให้โค้ชซิโก้โมโห จนหลุดปากพูดออกไปว่า "ทีมชุดซีเกมส์ นั้นเก็บตัวกันมากว่า 2 ปี ใครไปเป็นโค้ชก็เป็นแชมป์"

ด้วยคำพูดนี้ของโค้ชซิโก้ ก็เลยทำให้ผู้ช่วยโค้ช โชคทวี เกิดอาการน้อยใจขึ้นมา

นี่แหละครับ ต้นตอของปัญหาความแตกแยก


รูปจาก คมชัดลึก

ตำแหน่งอย่างเป็นทางการ  โค้ขซิโก้  คือ หัวหน้าทีมผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย

โค้ชโชคทวี คือ ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน (หรือแปลว่า เป็นผู้ช่วยของโค้ชซิโก้นั่นเอง)

คลิกอ่านข่าว สภากรรมการสมาคมฟุตบอลทีมชาติไทย มีมติให้เกียรศักดิ์ เสนาเมือง คุมทีมชาติไทยทุกชุด

-----------------

ที่จริงผู้ช่วยโค้ช โชคทวี จะต้องไม่ลืมว่า การที่ทีมชาติไทยเกิดการปฏิรูปทั้งรูปแบบการเล่น ทั้งรูปแบบแนวคิดหรือทีมสปิริตต่างไปจากทีมชาติไทยในอดีตได้นั้น นั่นเพราะฝีมือของโค้ชซิโก้แท้ ๆ

และที่สำคัญคือ โค้ชซิโก้ มีเป้าหมายที่จะรับคุมทีมชาติไทยชุดใหญ่และชุดซีเกมส์ รวมถึงชุดคัดโอลิมปิกด้วยตนเอง หากไม่ติดภารกิจซ้ำซ้อนในการคาบเกี่ยวเรื่องช่วงเวลาแข่งขันของแต่ละชุด

ผู้ช่วยโค้ช โชคทวี เป็นเพียงผู้ช่วยของโค้ชซิโก้เท่านั้น  และการได้รับหน้าที่คุมทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ สาเหตุเพราะ ทีมชาติชุดใหญ่ และทีมชาติชุดซีเกมส์มีแมทช์การแข่งขันที่คาบเกี่ยวเวลากัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็คือ ผู้ช่วยโค้ชโชคทวี คิดจะยึดการคุมทีมชาติไทยชุดคัดเลือกโอลิมปิกมาดูแลเองคนเดียว ซึ่งมันผิดหลักการที่โค้ชซิโก้ตั้งใจไว้แต่แรก

เพราะโค้ชซิโก้ มีเป้าหมายจะคุมทีมชาติไทยชุดใหญ่และทีมชาติไทยชุดเล็กเองทั้งหมด โดยมีผู้ช่วยโค้ช โชคทวี เป็นผู้ช่วยในการทำทีม

จำไว้นะครับ ทั้งชุดฟุตบอลโลก และชุดคัดเลือกโอลิมปิก รวมถึงชุดซีเกมส์ ชุดเอเชียนเกมส์ นั้น เป็นหน้าที่หลักในการคุมทีมของโค้ชซิโก้ทั้งสิ้น เพราะทุกชุดโค้ชซิโก้จะเป็นคนเลือกนักเตะทุกคนด้วยตนเอง

และนักเตะทุกคนในทีมชุดเล็ก ต้องสามารถปรับเปลี่ยนขึ้นมาเล่นในทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้ทุกคน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่โค้ชซิโก้ ต้องลงไปควบคุมในทีมชาติไทยทุกชุดด้วยตนเอง เว้นแต่จะติดภารกิจอื่น ๆ ก็จะมอบหมายให้ผู้ช่วยโค้ชรับหน้าที่แทนเท่านั้น

ส่วน โชคทวี พรหมรัตน์ คุณเป็นเพียงผู้ช่วยผู้ฝึกสอน หรือเป็นแค่ผู้ช่วยของโค้ชซิโก้เท่านั้น

เป้าหมายหลักของทีมชาติไทยตอนนี้คือ ต้องการให้ทีมชาติไทยทุกชุดมีรูปการเล่นแบบเดียวกัน มีทีมสปิริตแบบเดียวกัน  ภายใต้การนำของเฮดโค้ชซิโก้

หากแต่ละคนคิดจะแยกไปคุมทีมชุดโน้นชุดนี้ เพราะอยากดังเดี่ยว เพราะเริ่มหลงอีโก้ตัวเอง ก็อาจทำให้ฟุตบอลไทยไม่เป็นไปตามแผนงานที่โค้ชซิโก้วางแผนระยะยาวเอาไว้

สุดท้ายทีมชาติไทยก็จะสะเปะสะปะเหมือนเดิม

ผมขอแนะนำว่า ผู้ช่วยโค้ชโชคทวี จงยอมรับว่า คุณเป็นแค่ผู้ช่วยของโค้ชซิโก้ อย่าหลงอีโก้ จนทำให้เกิดความแตกแยกกันในหมู่ผู้ฝึกสอน เพราะหน้าที่ของคุณคือ ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนอันดับ1 จะเป็นรองก็แค่โค้ชซิโก้ เท่านั้น (ซึ่งน่าภูมิใจ)

เปรียบเสมือน โชคทวี ก็เป็น โยฮัน เลิฟ ส่วนโค้ชซิโก้ ก็คือ เจอร์เก้น คลินส์มันน์

เพราะการปูพื้นฐาน และรูปแบบการเล่นแนวใหม่ของทีมชาติไทย เกิดจากการนำทีมของโค้ชซิโก้ เขาคือ ผู้นำการปฏิรูปทีมชาติไทยครั้งใหญ่ เหมือนที่เจอร์เก้น คลินส์มันน์ นำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สู่ทีมชาติเยอรมัน โดยมีผู้ช่วยของเขา โยฮัน เลิฟ คอยเกื้อหนุน แบบไม่คิดอยากเอาหน้า ชิงดีชิงเด่นกับเฮดโค้ช เสียเอง

หน้าที่สำคัญของโค้ชซิโก้ในวันนี้ คือ ปฏิรูปการทำทีมและวางรากฐานแนวคิดของทีมฟุตบอลทีมชาติไทยใหม่ เพื่อต่อยอดความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ซึ่งบางทีความสำเร็จที่สุดยอดของทีมชาติไทย อาจเกิดขึ้นในยุคที่โชคทวี ขึ้นเป็นเฮดโค้ชใหญ่แล้วก็ได้


งรู้จักหน้าที่ เพื่อความสำเร็จของส่วนรวม ดีกว่า หลงอีโก้ ตั้งแต่ยังไม่ทันจะประสบผลสำเร็จในระดับคัดฟุตบอลโลก หรือคัดโอลิมปิกเลย

และอยากบอกผู้ช่วยโค้ชในทีมของโค้ชซิโก้ทุกคนว่า จงทำตามหน้าที่ตามแต่ที่เฮดโค้ชซิโก้จะสั่งการมา ว่าอยากจะให้คุณไปคุมทีมชุดไหนแทนเป็นการเฉพาะกิจ ไม่ใช่ จู่ ๆ เกิดหลงอีโก้เหมือนโชคทวี ที่คิดกระด้างกระเดื่องในวันนี้ซะแล้ว

ก็ไม่รู้สินะ แต่ผมว่า ตอนนี้แก้วมันร้าวแล้วล่ะ ในทีมสต้าฟโค้ชทั้งหมดของโค้ชซิโก้

เว้นแต่ โชคทวี จะเข้าใจคำว่า หน้าที่ และ ทำเพื่อชาติต้องมาก่อน ได้อย่างถ่องแท้แล้วนั่นแหละ ทุกอย่างก็จะกลับมาหลอมรวมใหม่เป็นหนึ่งเดียวกันได้อีกครั้ง




คลิกอ่าน แนวคิดผิดก่อนแข่ง เหตุฟุตบอลหญิงไทยตกรอบปรีโอลิมปิก

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

โอ๊ค พานทองแท้ ยกหางตัวเอง เรื่องจ่ายเงินรางวัลนำจับ 7 ล้านบาท






ามว่า ใครในรัฐบาล คสช. หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปขอร้องให้โอ๊ค และทักษิณ ช่วยประกาศจ่ายเงินรางวัลนำจับ 7 ล้านบาท หากทางการไทยจับกุมแก๊งวางระเบิดได้ ?

No !!

แล้วพอตำรวจและทหารจับผู้ต้องสงสัยได้แล้ว

 โอ๊ค ก็รีบเสร่อออกมาประกาศเองว่า จะจ่าย 7 ล้านทันที ถ้าโฆษกรัฐบาลแถลงอย่างเป็นทางการว่า ทางการไทยจับแก๊งวางระเบิดที่ราชประสงค์ได้แล้ว พร้อมทั้งเขียนด่าเสียดสีโฆษกรัฐบาล




รัฐบาล คสช. ไม่เคยเอ่ยปากขอเงินรางวัลนำจับจากใคร อยู่ ๆ ก็มีคนเสนอจะจ่ายเอง

แล้วพอทางการไทยจับผู้ต้องสงสัยได้ เขาก็ไม่ได้ทวงเงินค่ารางวัลนำจับจากใครเลย

แต่ดันมีโอ๊ค ที่เสร่อเอง แล้วถือโอกาสด่าโฆษกรัฐบาล ประหนึ่ง โอ๊คกินปูนร้อนท้อง เพราะอะไรล่ะ ??

(โฆษกรัฐบาล เขาแค่ใช้แผนลวง หลอกให้ตัวการกินปูนร้อนท้อง แล้วก็มีคนโง่รีบกระโดดงับแผนลวงนี้ โดยประกาศจะจ่ายเงิน 7 ล้านบาทเพื่อหวังกลบเกลื่อนความชั่วของตัวเอง ว่าไม่ใช่ผู้บงการ)


มว่า โอ๊คนี่หน้าด้านนะ เสร่อเสนอเงินเอง แล้วออกมาประชดเรื่องเงินเอง ราวกับว่า รัฐบาลเขามาทวงเงินจากโอ๊คแล้ว

ส่วนโอ๊ค เองก็คงนึกไม่ถึงล่ะสิว่า ทางการไทยจะตามสืบ จนจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ เพราะโอ๊คคิดว่า มันน่าจะหนีออกจากไทยไปหมดแล้วตามที่ตกลงกันไว้ 555

แล้วเพจเสื้อแดง ก็ไม่รู้เป็นห่าอะไรกัน ดิ้นกันยกใหญ่ พยายามหาเหตุผลแถ ๆ ว่า ตำรวจจับแพะ

แล้วนักข่าวที่ถาม ผบ.ตร. ว่า "จับแพะรึเปล่าครับ" มันก็เป็นนักข่าววอยซ์ทีวี ของโอ๊ค ที่ชื่อ "เป็นหนึ่ง" ไม่ใช่เหรอ ??

โอ๊ค ยังหน้าด้านทำเซ่อ เอาคำตอบของ ผบ.ตร. ที่ตอบนักข่าววอยซ์ทีวี มาด่าคนอื่นอีก ทั้ง ๆ ที่ ตัวเองไม่เสือกสั่งสอนนักข่าวสังกัดตัวเองที่ถามคำถามแบบไร้มารยาท !!

แล้วสมมุติว่า ทางการไทยเกิดแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า แก๊งวางระเบิดราชประสงค์ถูกอดีตกลุ่มการเมืองอำนาจเก่า จ้างวานให้มาก่อการร้ายในไทย

ถามว่า โอ๊ค ยังอยากจะจ่ายเงิน 7 ล้านบาทอีกไหม ??

แล้วประโยคที่โอ๊คเขียนว่า "ประเทศไทยคงใกล้ที่จะเป็น Failed State ในไม่ช้า" นั้น

ที่จริงมันคือ ความรู้สึกในใจของโอ๊ค กับ ทักษิณ ที่ต้องการให้ประเทศไทยภายใต้การบริหารของรัฐบาล คสช. กลายเป็นรัฐที่ล้มละลาย หรือ รัฐที่ล่มสลาย ใช่ไหมล่ะ 

ถ้ารัฐบาลทหาร คสช. บริหารประเทศจนล้มเหลว คนที่ดีใจที่สุดก็คงเป็น โอ๊ค กับทักษิณ จริงไหม ?

มิน่าล่ะ ถึงได้เกิดระเบิดที่แยกราชประสงค์ เพื่อทำลายเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย เหมือนที่พวกเสื้อแดงเผาห้างย่านราชประสงค์มาแล้ว

ส่วนไอ้เงิน 7 ล้านบาทของโอ๊คน่ะ ถ้าโอ๊คไม่ให้ 

รัฐบาล คสช. เขาก็ไม่ทวงหรอก เพราะเขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เงิน 7 ล้านบาทนี้จะเป็นเงินกระเป๋าเดียวกันกับที่จ้างพวกแขกขาวเข้ามาวางระเบิดในประเทศไทยรึเปล่า ??

ไม่สิ.. คสช. เขาคงกลัวว่า เงิน 7 ล้านบาทอาจเป็นเงินก้อนเดียวกับเงินปล่อนสินเชื่อให้กฤษดามหานคร มากกว่า

แต่ที่แน่ ๆ พล.ต.อ.สมยศ ผบ.ตร. กำลังจะเอาเงินรางวัลนำจับในส่วนของท่านที่ได้ประกาศไว้ กำลังจะนำไปจ่ายแล้ว

คลิกอ่าน ระเบิดราชประสงค์ ทำทักษิณอดกลับไทยตลอดชีวิต

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์ ยืนยันทักษิณไม่ใช่คนวางระเบิดแยกราชประสงค์







ปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์ นักวิชาการสายล้มเจ้า ที่กำลังหนีคดี ม.112 อยู่ในตอนนี้ ได้โพสรูปบนเฟสบุ๊คส่วนตัวยืนยันว่า คนร้ายที่วางระเบิดแยกราชประสงค์ไม่ใช่ทักษิณอย่างแน่นอน

เพราะปวินได้อยู่กับทักษิณที่เยอรมันในช่วงเวลาที่เกิดเหตุวางระเบิดทุกคืน เอ้ย ! ทุกวัน !!


"คืนนี้จะเป็นคืนแรกของเราสองคนฮ่ะ"





"ก่อนจะสนุกสานกันคืนนี้ ท่านทักษิณจะพาไปซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมไหมนะ ? แค่นึกถึงก็เสียวตูดเลยล่ะเรา"






"หลังจากเกิดการระเบิดที่ราชประสงค์แล้ว ท่านทักษิณก็แสดงความเห็นให้เราฟังแบบสองต่อสอง"






"หลังเกิดเหตุที่เมืองไทยแล้ว เราสองคนเลยต้องแต่งดำสักหน่อย"




"ซัดด้วยกันหลายยก เลยต้องโซ้ยด้วยกันหลายมื้อฮ่ะ"





"ยืนยันว่า คนร้ายต้องเป็นคนไทย ตำรวจไทยก็นะ ดันนึกว่าเป็นพวกฝรั่งไปได้"


อีหยอง คือ หมาที่ปวินเลี้ยงไว้ใช้เลียไข่




"นี่แหละฮ่ะ คนร้ายที่วางระเบิดราชประสงค์ หน้าตาคุ้น ๆ ไหมฮะ"



คนเรานะ ถ้าจงรักภักดีต่อสถาบันกษัริย์ด้วยใจจริง คงไม่ไปเกลือกกลั้ว ข้องเกี่ยวกับ พวกนักวิชาการสายล้มเจ้าอย่าง ปวิน แน่นอน

หลายต่อหลายครั้งที่ ปวิน มันโพสเสียดสี ประชดประชัน แม้ยังไม่เข้าข่าย ม.112 ตรง ๆ แต่ก็พอรู้ว่า คนอย่างมันไม่มีความเคารพสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างแน่นอน

แต่ก็นะ ทักษิณมันไม่สนหรอก

ช่วงนี้สื่อฝรั่งหลายสำนัก นำความเห็นเรื่องการระเบิดแยกราชประสงค์ของปวิน ไปลง ซึ่งปวิน ก็กำลังคั่วกับทักษิณในช่วงเวลาเดียวกัน

คุณผู้อ่านว่า ปวินจะให้ร้ายใครที่เป็นตัวการวางแผนการระเบิดครั้งนี้  ?





วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เห่าเพื่อโอ๊ค Bark for Oak






หงอกเจียม หรือ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แกนนำล้มเจ้าตัวเอ้ ที่ตอนนี้ลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศสกับอั้มเนโกะ กันสองต่อสองแล้วนั้น

ผมคงไม่ต้องเท้าความให้มาก คือ วันใด งานใด ที่คนไทยร่วมใจกันสามัคคี จงรักภักดี

หงอกเจียมจะต้องเกิดอาการต่อมริษยาและปุ่มปมด้อยอักเสบขึ้นมาทันที จนต้องแขวะโน่นแขวะนี่เป็นประจำตามประสาพวกชิงหมาเกิดบนแผ่นดินไทย

อย่างกรณีงานคนไทยใส่เสื้อสีฟ้าขี่จักรยานเพื่อแม่ ก็เช่นกัน

งานนี้ สมศักดิ์เจียม ก็เกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวตามนี้



ไอ้พวกล้มเจ้านี่ มันเหมือนคนมีปมด้อยนะ คือเห็นคนไทยมีความสุขไม่ได้ พอเห็นคนไทยสามัคคีทำอะไรดี ๆ พวกมันก็ยิ่งทุกข์หนัก แต่เสแสร้งตอแหลอวดฉลาดไปอย่างงั้นแหละ เพื่อกลบเกลื่อนปมด้อยที่ แม่ไม่รัก พ่อไม่รับเป็นลูก อะไรทำนองนี้ 5555

คนไทยเขาพร้อมใจใส่สีฟ้า หาซื้อใส่กันทั้งเมือง จักรยานก็ขายดี ทุกจังหวัด เลยไปถึงแรงงานต่างด้าว จนเลยไปถึงประเทศเขมร ใคร ๆ เขาก็อยากร่วมขี่จักรยานเพื่อแม่กันทั้งนั้น แต่ไอ้หงอกเจียมมันกลับมโนว่า ผู้คนเหล่านั้นถูกบังคับให้ใส่เสื้อสีฟ้า

ซึ่งการที่คนเราจะเป็นพวกเดียวกัน เป็นทีมเดียวกัน ก็จะแสดงออกด้วยการใส่เสื้อสีเดียวกัน ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติในสังคมทุกชนชาตินั่นแหละ  ทั้งวงการกีฬา วงการเมือง ฯลฯ

เอาเถอะ เอาตามสบายเลยไอ้หงอก ก่อนตายเอาที่มึงสบายใจแล้วกัน เพราะบั้นปลายหงอกเจียมคงได้ตายแบบไม่มีใครเห็นในอพาร์ทเมนต์ในฝรั่งเศสนั่นแหละ (อีอั้มคงหนีไปมีผัวใหม่นานแล้ว) มึงอยากจะแขวะอะไร อยากให้ร้ายอะไรแผ่นดินเกิดของมึงก็เชิญตามสบาย

ส่วนไอ้ตรรกะประเภท คนไทยโดนPropaganda มันเป็นตรรรกะเห่ย ๆ ที่พวกล้มเจ้ามันยังชอบใช้มากที่สุดน่ะ พวกเราคงได้เห็นกันบ่อย ๆ

การที่องค์การระดับนานาชาติในหลาย ๆ ประเทศ มหาวิทยาลัยในหลายประเทศเขายกย่องเชิดชูเกียรติมอบรางวัลให้ในหลวง ให้สมเด็จพระเทพ ให้สมเด็จพระนางเจ้า ให้ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ หลายต่อหลายรางวัล สงสัยองค์กรนานาชาติพวกนั้นเขาคงดูข่าวสองทุ่มของเมืองไทยทุกวันใช่ไหม ไอ้พวกล้มเจ้าเอ๋ย 555


ย่างที่ผมเคยเขียนหลายหนว่า ถ้าคนไทยคลั่งเจ้าจริง ๆ สมศักดิ์เจียม คงไม่ได้มีชีวิตอยู่จนหัวหงอกหรอกครับ หงอกเจียมคงโดนพวกคลั่งเจ้ากระทืบตายห่าไปนานแล้วจริงไหม ? 555

แต่ก็นั่นแหละ ไอ้พวกล้มเจ้าเลวอย่างเดียวไม่พอ ต้องโง่ด้วย มันถึงได้มโนเป็นตุเป็นตะได้ว่า ประเทศไทยเหมือนเกาหลีเหนือ !!!




คือคนเรานะ ถ้าเป็นคนจิตใจดี เห็นคนเขาร่วมแรงร่วมใจทำอะไรดี ๆ ทำอะไรที่แสดงถึงความสมัครสมานสามัคคี เราต้องร่วมมุทิตาจิตให้กิจกรรมเหล่านั้น ไม่ว่ากิจกรรมนั้น ๆ จะเกิดที่ใดในโลกก็ตาม

อย่างผมไม่ได้สนใจใส่เสื้อสีฟ้าอะไรเหมือนคนอื่น ไม่ได้ไปลงทะเบียนขี่จักรยานอะไรตามที่เขาเชิญชวน แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าต้องไปขัดขวาง หาเรื่องเหน็บแนมอะไร เหมือนพวกมีปมด้อยอย่างไอ้พวกล้มเจ้ามันกระทำกัน

ผลดีจากการ ปั่นเพื่อแม่ ในวันที่ 16 สิงหาคม นั้นมีมากมาย แต่พวกล้มเจ้ามันคงไม่มีสติปัญญาคิดได้หรอกว่ามีอะไรบ้าง เพราะพวกนี้มันโง่ด้วยอคติบดบังปัญญาไปหมดแล้ว

ความสุขของคนไทย คือ ความทุกข์ทรมานของพวกล้มเจ้า !!!

-----------------

หงอกเจียม เห่าเพื่อโอ๊ค

ที่จริงหงอกเจียมมันเป็นคนฉลาด แต่คนเราพอมีอคติอะไรมาก ๆ ความฉลาดที่มีก็เลยหมดไปในบางเรื่อง

แต่พอเรื่องไหนที่มันไม่ได้ใช้อคติอธิบาย ความฉลาดมันก็จะกลับมา

อย่างเช่น หงอกเจียม มันได้โพสบอกให้โอ๊ค พานทองแท้ เลิกทำเพจ Oak Panthongtae Shinawatra เถอะ ตามนี้



สรุปง่าย ๆ คือ หงอกเจียม มันว่า โอ๊คไม่มีสติปัญญาเขียนอะไรบนเพจแบบนั้นได้หรอก หรือแปลง่าย ๆ ว่า โอ๊คตัวจริงโง่กว่าจะอวดฉลาดได้แบบนั้น ฉะน้้นเมื่อโอ๊คเขียนเองไม่เป็น เลยต้องจ้างทีมงานช่วยเขียนให้ มันเป็นอะไรที่โง่มาก ๆ รู้ไหมโอ๊ค

แล้วโอ๊ค ล่ะจะว่าไง ??

สงสัยช่วงนี้เศษเงินที่ไอ้พวกเศษฝรั่งมันโยนให้หงอกเจียมใช้ในแต่ละเดือนคงไม่ค่อยจะพอใช้ล่ะมั้ง

หงอกเจียมเลยต้องแขวะโอ๊ค เพื่อหวังจะได้เงินมาปิดปากเห้ ๆ ของหงอกเจียมไง 55555

----------------

หงอกเจียมแกล้งมีสุข แต่ในใจกูรู้ว่ามึงเจ็บ

ผมกะแล้ว ถ้างานประสบความสำเร็จโดยดี ไอ้หงอกไม่มีประเด็นอะไรจะแขวะ หรือจะซ้ำเติม มันก็จะแสดงความเห็นทำนองนี้



เฮ่อ.. น่าสมเพชปนสงสารหงอกเจียมนะ วัน ๆ อยู่ที่ฝรั่งเศส ก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ วัน ๆ นั่งอยู่ในอพาร์ทเมนต์ก็เห็นแต่หน้าอีอั้มเนโกะทั้งวัน แกก็คงเครียดมาก

สภาพการณ์ของหงอกเจียมก็เลย เหมือนคนแก่มีปมด้อย ต้องหาทางบำบัดความใคร่ตัวเอง ด้วยการเขียนอะไรต่อมิอะไรเท่าที่จะหลอกสาวกต่อไปได้ ไม่งั้นถ้าไม่มีอะไรจะเขียนก็คงเป็นโรคซึมเศร้าก่อนตายแหง ๆ  5555

ความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ การร่วมกันแสดงพลังสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ คือ ความเจ็บปวดแสนสาหัสของไอ้พวกล้มเจ้า 555


ภาพข่าว เดลินิวส์

คนไทยทุกชนชั้น ตั้งแต่เชื้อพระวงศ์ถึงสามัญชนคนไทย มีทุกกลุ่มอายุ มีทุกกลุ่มอาชีพ มีจักรยานทุกแบบทุกราคาทุกราคา ต่างร่วมใจกันมาปั่นเพื่อแสดงพลังให้แม่ของแผ่นดิน

ส่วนคนที่ไม่ได้ร่วมปั่น ก็มาให้กำลังใจสองข้างทางแก่นักปั่นทุกคน

นี่แหละครับ ความสุุขความสามัคคี ที่ไอ้พวกล้มเจ้า มันอิจฉาตาร้อน 555



วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เปิดตัวแขกรับเชิญพิเศษ ใน เดี่ยว 11.1 ของ โน้ส สาวกสมีนะจ๊ะ






























เมื่อท่านประมุขลัทธิจานบิน ตงฟางปุกป้ายนะจ๊ะ บูรพาไม่ปาราชิก บรรเลงเพลงพิณมารศาสนา !!!



อดีต



ปัจจุบัน



55555555555 ล้อเลียนสมีปาราชิก จะบาปไหมวะเนี่ย ถถถถถถถถถถ!!!


-----------------------

คลิปเดี่ยว 9 กับ 15 นาทีที่ดีที่สุดของโน้ส ตอน เมื่อโน้สทิ้งแม้ให้อยู่กับความยากจน



โดยส่วนตัว ผมชื่นชมคุณโน้ส อย่างมาก

ผมเห็นเขาครั้งแรกตั้งแต่เขาออกรายการ จุดเดือด ซึ่งในตอนนั้นเขาเป็นเพียงผู้เข้าแข่งขัน แต่เขาแสดงออกอย่างฮาเหลือเชื่อ จนกระทั่งเจเอสแอล เห็นแวว จึงนำเขาไปทำรายการ ยุทธการขยับเหงือก จนโด่งดัง

ผมเสียดายอย่างเดียว โน้สไม่น่ามาพลาดเรื่อง หลงเชื่อลัทธิจานบิน เลย

คลิกอ่าน สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นแล้วย่านคลองหลวง

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ผู้ชายในสเปคของ อุ๊งอิ๊ง เป็นแบบไหน






ทักษิณ ชายผู้เร่ร่อนจรจัดใช้เงินหาซื้อที่ซุกหัวนอนไปวัน ๆ มีลูกชาย 1 คน และมีลูกสาว 2 คน

ลูกชายคนโตของทักษิณ ทักษิณไม่เคยห่วงเรื่องคู่ครองของเขา แต่ที่ทักษิณจะเป็นห่วง คงเป็นเรื่องหูรูดของลูกชายมากกว่า

ส่วนลูกสาวคนกลาง เธอแต่งงานมีลูกแฝดให้ทักษิณได้อุ้มหลานแล้ว ทักษิณดีใจมากที่ลูกสาวคนนี้หาสามีที่ทั้งหล่อ และฉลาดกว่าลูกชายคนโตของตัวเองได้

เพราะต่อไปทักษิณจะได้มอบกิจการธุรกิจของตระกูลชินให้ลูกเขยดูแลแทน

ส่วนลูกสาวคนเล็กของทักษิณ ที่ชื่อ "อุ๊งอิ๊ง" ผู้ที่มีใบหน้าเหลี่ยมจัดที่สุด มีใบหน้าเหมือนทักษิณที่สุด ตอนนี้ยังเป็นที่น่าห่วงของทักษิณว่า เธอจะหาสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายได้หรือไม่ ?




แต่แหล่งข่าววงในมาก ๆ ลือว่า ทักษิณคิดจะไม่ให้ลูกสาวคนนี้จดทะเบียนสมรสกับผู้ชายคนใดเลย คือ อยากจะให้เหมือนอาสาวคนเล็กที่ชื่อ ยิ่งลักษณ์ คือ ให้มีลูกมีผัวได้ แต่ไม่จำเป็นต้องมีสามีถูกต้องตามกฎหมายหรอก

เพราะทักษิณมองแล้วว่า ลูกสาวคนนี้ถ้าจะเล่นการเมือง น่าจะเหมาะกว่าลูก ๆ อีก 2 คน เพราะลูกชายคนโต ก็เป็นประเภทโง่แต่ชอบอวดฉลาด ส่วนลูกสาวคนกลาง ก็ไม่ชอบการเมือง คงมีแต่ลูกสาวคนเล็กนี่แหละ ที่จะสืบทอดอุดมการณ์ชั่ว ๆ ของทักษิณได้มากที่สุด

ที่ทักษิณไม่อยากให้ลูกสาวคนนี้จดทะเบียนสมรส คงเพราะว่า ทักษิณต้องการให้ลูกสาวคนนี้มีอิสระมากขึ้น จะได้ไม่ต้องมาหย่าการเมืองกันภายหลังเหมือนที่ทักษิณหย่ากับเมียตัวเอง

แต่กระนั้นก็ตาม ก็มีผู้คนสนใจว่า แล้ว อุ๊งอิ๊ง เธอมีสเปคผู้ชายแบบไหน เผื่อจะได้ไปหลอกฟัน เอ้ย !! จะได้เข้าไปจีบ เผื่อจะได้ตกโกดังข้าวสารเน่ากะเขาบ้าง

ดังนั้นทีมงานของผม จึงส่งผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์ อุ๊งอิ๊ง เกี่ยวกับเรื่องผู้ชายในสเปคของเธอ

นักข่าว "คุณอุ๊งอิ๊ง มีแฟนรึยังคะ"

อุ๊งอิ๊ง "ถ้าแค่แฟน ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ แต่ถ้าผัวน่ะ หาได้ทุกวันค่ะ ฮิๆ "

นักข่าว "ไม่ทราบว่า ผู้ชายในสเปคของคุณอุ๊งอิ๊ง เป็นแบบไหนคะ?"

อุ๋งอิ๊ง "เอ่อ.. ที่จริงอุ๊งอิ๊งก็ไม่เลือกหรอกค่ะ แบบไหนก็ได้เอาได้หมด แต่ถ้าให้เลือกได้ อิ๊งก็ชอบผู้ชายที่ดูเป็นผู้ใหญ่มาก ๆ ดูคงแก่เรียน ดูฉลาดล้ำเกินมนุษย์ธรรมดา หมายถึงชอบผู้ชายที่คิดอะไรไม่เหมือนคนดี ๆ ทั่วไปเขาคิดกันน่ะค่ะ"

นักข่าว "พอจะยกตัวอย่างได้ไหมคะ ว่า มีใครหรือคนดังคนไหนที่ดูใกล้เคียงสเปคของคุณอุ๊งอิ๊งบ้าง"

อุ๋งอิ๊ง "ก็พอมีอยู่คนนึงค่ะ แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในเมืองไทยแล้ว เขาไปอยู่ฝรั่งเศสแล้วล่ะค่ะ ถ้าอุ๊งอิ๊งไปเที่ยวช้อปปิ้งที่ฝรั่งเศสทีไร ก็จะแวะเอาอาหารสุนัขจากเมืองไทยไปให้เขาทานเล่นทุกทีเลยค่ะ คือเขาชอบยี่ห้อที่ผลิตในไทยน่ะค่ะ เพราะมันช่วยกระตุ้นต่อมสมองเลว ๆ ของเขาได้มากกว่ายี่ห้อต่างประเทศค่ะ"

นักข่าว "เขาคือใครคะ"



แล้วอุ๊งอิ๊ง ก็ยกรูปนี้ให้นักข่าวดู



อ๋อ ที่แท้สเปคผู้ชายของอุ๊งอิ๊ง คือ ไอ้หงอกเจียม ลูกเอเลี่ยนนี่เอง 555


คลิกอ่าน ชีวประวัติ ไอ้ลูกเอเลี่ยน สมศักดิ์ เจียมอีทีสถุล

คลิกอ่าน อุ๊งอิ๊ง มันจงใจยั่วให้ทหารเลือกข้าง