วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

เหตุผลและทำไมต้องต่อต้านวิธีการเลือกตั้งรูปแบบเดิม







(ยอดไลค์เดิม 511 ไลค์ แต่ระบบไลค์เดิมหายไป)

เกริ่น

ตอนเด็ก ๆ ผมเคยคิดว่า ระบอบประชาธิปไตยคือระบอบที่ดีที่สุดในโลก แต่พอได้ศึกษาและสะสมประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ๆ ผมถึงได้พบคำตอบว่า ระบอบประชาธิปไตยก็แค่เป็นระบอบที่เลวน้อยที่สุดในโลก แต่ระบอบคอมมิวนิสต์ต่างหากที่คือระบอบที่ดีที่สุดในโลก แต่ !!

แต่ระบอบคอมมิวนิสต์ จะเป็นระบอบที่ดีที่สุดเฉพาะในโลกยุคพระศรีอาริยเมตไตรยเท่านั้น เพราะแนวคิดคอมมิวนิสต์ที่บริสุทธิ์จริง ๆ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริงในโลกที่มนุษย์ส่วนใหญ่ล้วนเห็นแก่ตัว

ใครไม่เข้าใจที่ผมอธิบาย ก็ไม่ต้องคิดมาก อ่านไว้แค่ประดับความรู้ก็พอ

----------------------

ถามว่า เห็นด้วยกับการขัดขวางการเลือกตั้ง ของ กปปส. หรือไม่ ?

ผมขอตอบว่า ความจริงผมไม่ค่อยเห็นด้วยที่แนวร่วม กปปส. บางกลุ่ม ไปขัดขวางผู้ที่กระสันอยากจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา เพราะมันจะทำให้พวกที่ด้อยปัญญายึดติดในกรอบเดิมจะตีความไปว่า กปปส. ไปละเมิดสิทธิของพวกเขาได้

ก็เพราะคนพวกนี้ล้วนยึดติดกับคำว่า การเลือกตั้ง ก็คือ ประชาธิปไตย ซึ่งความจริงมันถูกแค่เพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น

ตรงเรื่องนี้ อยากให้ไปอ่านที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้อธิบายคำว่า การเลือกตั้ง คืออะไร ? ตามลิงค์ข้างล่างนี้

คลิกอ่าน ประโยคเด็ดของศาลรัฐธรรมนูญ

แม้ผมจะไม่เห็นด้วยการไปขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้า หรือขัดขวางการเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ของ กปปส.

แต่ผมก็เข้าใจเหตุผลของ กปปส. ว่า ทำไมพวกเขาถึงต้องทำอย่างนั้น

สาเหตุเพราะ การเลือกตั้งมันไม่สามารถจัดให้เกิดขึ้นในวันเดียวได้ เพราะรับสมัคร สส. ยังไม่ครบทุกเขตทั่วประเทศ โดยเฉพาะในหลายเขตทางภาคใต้

การคัดค้านและขัดขวางการเลือกตั้งของ กปปส. จึงเป็นการขัดขวางการเลือกตั้งที่ต้องเป็นโมฆะ จัดเลือกตั้งไปก็เสียเงินค่าเลือกตั้งไปเปล่า ๆ 

เมื่อขัดขวางการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ กปปส.ขัดขวางการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ จึงเสมือนไม่ได้ขัดขวางการเลือกตั้ง

และแนะนำให้อ่าน ปรัชญาประชาธิปไตย เมื่อประชาธิปไตยไม่เท่ากับ การเลือกตั้ง

--------------------------

เพราะทักษิณ ทำให้ผมเข้าใจคำว่า การเลือกตั้งไทย คือ อะไร ?

เมื่อปี 2549 กลุ่มพธม.ออกมาไล่ทักษิณให้ลาออก จากกรณีขายหุ้นชินคอร์ป แล้วเลี่ยงภาษี

แต่ทักษิณกลับเลือกยุบสภาแทน เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ สาเหตุเพราะ ทักษิณรู้ว่า การเลือกตั้งไทยมันอยู่บนพื้นฐานของคนไทยที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าเห็นแก่ประเทศชาติ

ทักษิณรู้ดีว่า คนไทยเป็นประเภท อย่ามาถามว่าเราจะทำอะไรตอบแทนคุณชาติ แต่ควรถามว่า ชาติต่างหากที่จะให้อะไรฟรี ๆ แก่เราได้กอบโกยตักตวงบ้าง

ในช่วงที่ทักษิณยุบสภาไปแล้ว ทักษิณเคยปราศัยแก่ประชาชนที่สนับสนุนเขาว่า

"ถ้าพี่น้องคิดว่าที่ผ่านมาผมทำผิด เลือกตั้งคราวนี้พี่น้องก็ไม่ต้องเลือกผม"

นั่นเพราะ ทักษิณมีเจตนาใช้การเลือกตั้งเพื่อฟอกความผิดตัวเอง เขาไม่สนใจกระบวนการตรวจสอบในสภาของฝ่ายค้าน ที่อยากจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจในกรณีขายหุ้นชิน แต่เพราะรัฐธรรมนูญในตอนนั้น กำหนดให้ฝ่ายค้านต้องมีเสียง 2 ใน 5 ของสภาถึงจะยื่นขออภิปรายไว้วางใจได้ แต่ตอนนั้นฝ่ายค้านมีเสียงไม่พอ ก็เลยทำได้เพียง ยื่นซักถามกรณีขายหุ้นชิน เท่านั้น

แต่ทักษิณก็ไม่ยอมให้สภาได้ซักถามและตรวจสอบเรื่องนี้ ทักษิณเลือกยุบสภาหนีการซักถาม เพราะรู้อยูแล้วว่า ถ้าให้ฝ่ายค้านซักถาม ทักษิณต้องจนมุมในเรื่องข้อกฎหมายแน่ ๆ

ถามว่า จะมีคนไทยในตอนนั้นสักกี่คน รู้เรื่องหุ้น รู้เรื่องกฎเกณฑ์ขายหุ้น และรู้ว่าทักษิณมันเลี่ยงภาษีหุ้นอย่างไร ?

แน่นอนคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีทางรู้ทันความชั่วเรื่องนี้ของทักษิณแน่ ๆ และถ้ามีการเลือกตั้ง ทักษิณมันย่อมชนะการเลือกตั้งแน่นอน และมันก็จะอ้างว่า "นี่ไงผมไม่ผิด เพราะประชาชนเชื่อใจผมว่าผมไม่ได้ทำผิด"

การเลือกตั้งของทักษิณ ก็คือ การฟอกตัวเองด้วยอาศัยเสียงของประชาชนที่ไม่รู้เท่าทัน ช่วยฟอกทักษิณให้กลับมาชอบธรรมอีกครั้ง

ส่วนถ้าใครสนใจเรื่องนี้ ผมแนะนำให้อ่านเรื่อง การโกงระดับพื้นฐานของทักษิณ กรณีหุ้นชิน คลิก !!

(ผมเองเลือกไทยรักไทยของทักษิณ 2 ครั้ง และเปลี่ยนมาต่อต้านทักษิณก็เพราะเรื่องหุ้นชิน นี่แหละครับ)

-----------------------

เหตุผลและทำไม กปปส. ถึงต้องขัดขวางการเลือกตั้ง

พวกที่อยากไปเลือกตั้ง ก็จะโกรธ กปปส. ว่า ไม่เคารพสิทธิของพวกเขา แต่ความจริงแล้ว กปปส. ไม่ใช่ไม่เคารพสิทธิของประชาชนที่อยากจะไปเลือกตั้ง

แต่ กปปส. ไม่เคารพสิทธิที่ไร้ความชอบธรรมของรักษาการนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ต่างหากครับ

งงล่ะสิ พวกกระสันอยากเลือกตั้ง เอ้า จะเฉลยให้หายโง่นะ

พระราชกฤษฎีกายุบสภา 2556 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 ในมาตรา 5 ได้กำหนดว่า ให้นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

นั่นแปลว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ในอำนาจการจัดการของนายกรัฐมนตรีและประธานกกต.

แต่ กปปส. เขาถือว่า ยิ่งลักษณ์หมดความชอบธรรมที่จะอยู่รักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปแล้ว

จากสาเหตุที่พรรคเพื่อไทย ได้ออกกฏหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่งเพื่อช่วยทักษิณ เพื่อหวังจะคืนเงินให้ทักษิณ

อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว. ที่มีการกระทำขัดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเสียบบัตรแทนกัน เป็นต้น

แถมต่อมาสมาชิกพรรคเพื่อไทยก็ออกมาแถลงไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาล รธน. ก็เท่ากับ รัฐบาลเพื่อไทยได้เป็นกบฏรัฐธรรมนูญไปแล้ว

แต่ที่น่าเกลียดก็คือ ยิ่งลักษณ์ทูลเกล้าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดรัฐธรรมนูญให้ในหลวง ถือเป็นการกระทำระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

และเรื่องสำคัญเรื่องสุดท้ายคือ การแก้ไขมาตรา 190 ลดทอนการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อเพิ่มอำนาจบริหารให้รัฐบาล และลดอำนาจและการรับรู้ของประชาชนลง

รายละเอียดเรื่องนี้แนะนำ คลิกอ่าน เหตุผลที่ยิ่งลักษณ์ยุบสภาก็ยังไม่พอกับความผิด


ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้ยิ่งลักษณ์และ ครม.รักษาการ หมดความชอบธรรมแล้ว กลายเป็นรัฐบาลกบฏรัฐธรรมนูญไปแล้ว

เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณฺ์เป็นรัฐบาลกบฏ ก็ไม่สมควรมีอำนาจในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้เช่นกัน

ฉะนั้น การเลือกตั้งที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของรัฐบาลกบฏยิ่งลักษณ์ จึงต้องหมดความชอบธรรมไปด้วย

ผมจึงอยากจะบอก ผู้ที่อยากไปเลือกตั้งว่า กปปส.เขาต่อต้านทุกเรื่องที่รัฐบาลกบฏบริหารจัดการ กปปส. ถึงต้องไปขัดขวางการเลือกตั้งภายใต้การปกครองของรัฐบาลกบฏยิ่งลักษณ์

กปปส. ไม่ได้มีเจตนาจะไม่เคารพสิทธิของพวกท่าน แต่พวกเขากำลังกระทำการปฏิวัติรัฐประหารด้วยมวลมหาประชาชนต่อรัฐบาลกบฏยิ่งลักษณ์ครับ ก็ด้วยการอารยะขัดขืนทุกเรื่องที่รัฐบาลกบฏยิ่งลักษณ์ได้สั่งการ หรือต้องการให้เกิดขึ้นทุกเรื่อง

ฉะนั้น พวกที่ไม่ชอบ กปปส. จงอย่ามาอ้างเรื่องกฎหมาย อย่ามาอ้างเรื่องความชอบธรรมกับ กปปส. ในยุคที่ยังมีรัฐบาลกบฏยิ่งลักษณ์ยังมีอำนาจปกครองประเทศนี้อยู่ครับ

เพราะความต้องการล้มรัฐบาลชั่วกบฏยิ่งลักษณของ กปปส. นั้น ทำให้ กปปส. จึงต้องฝ่าฝืนกฎหมายทุกอย่างที่รัฐบาลกบฏชั่วยิ่งลักษณ์ได้ประกาศใช้ หรืออ้างมาบังคับใช้ครับ

บริบทของ กปปส. ไม่ใช่มาเถียงกับพวกที่อยากเลือกตั้งว่า อยากเลือกตั้งหรือไม่อยากเลือกตั้ง

แต่บริบทหรือจุดยืนของ กปปส. คือ ยิ่งลักษณ์ต้องลาออก !!

เพราะทุกสิ่งที่ยิ่งลักษณ์จัดการทั้งหมด คือความไม่ชอบธรรม

----------------------------------

เพราะการเลือกตั้งทั่วไทยไม่สามารถลงโทษพรรคการเมืองได้เหมือนการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ

หากคุณสังเกตการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ จะเห็นเลยว่า คนกรุงเทพฯ จะไม่ยึดติดพรรคการเมืองใด ๆ ไปตลอด

เมื่อใดที่พรรคการเมืองนั้น ๆ บริหารผิดพลาด หรือไปทำเรื่องที่ไม่ชอบธรรม คนกรุงเทพฯ ก็พร้อมจะสั่งสอนพรรคการเมืองนั้น ๆ ด้วยการเลือกตั้ง 

ตัวอย่างเช่น พรรคประชากรไทยของนายสมัคร สุนทรเวช แทบสูญพันธุ์ เพราะนายสมัคร เข้าข้างพลเอกสุจินดา คราประยูร

หรือตอนที่พรรคประชาธิปัตย์มีปัญหาเรื่อง สปก.4-01  คนกรุงเทพก็เคยสั่งสอนพรรคประชาธิปัตย์ด้วยการไปเลือกพรรคไทยรักไทยแทน

และเมื่อทักษิณมีปัญหาเรื่องคอรัปชั่น คนกรุงเทพก็สั่งสอนพรรคของทักษิณด้วยการไม่เลือกพรรคของทักษิณ เป็นต้น

แต่การเลือกตั้งในต่างจังหวัดนั้น ไม่อาจตอบโจทย์ในการสั่งสอนนักการเมืองไทยได้ (จริงหรือไม่?)

นั่นเพราะระบบอุปถัมภ์ ระบบผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ยังมีบทบาทควบคุมการลงคะแนนเสียงของคนต่างจังหวัดได้ (จริงหรือไม่?)

ต่อมาทักษิณก็ใช้ประชานิยมมาทำให้คนต่างจังหวัดหลงใหล หรือตัวอย่างล่าสุดเรื่องโครงการรับจำนำข้าวของเพื่อไทย หรือเรื่องค่าแรง 300 บาท ที่คนที่รู้ทันระบอบทักษิณ จะอ่านขาดว่า นี่คือนโยบายทำลายเศรษฐกิจประเทศไทย

แต่คนต่างจังหวัดพวกเขาอาจไม่รู้ หรือรู้แต่ก็ไม่สน นั่นเพราะพวกเขาสนแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่นักการเมืองโกงแต่แบ่งให้เท่านั้น (จริงหรือไม่?)

ดังนั้นการเลือกตั้งส่วนใหญ่ในประเทศไทย จึงไม่อาจตอบโจทย์ในการสั่งสอนนักการเมืองที่บริหารนโยบายผิดพลาดได้ (จริงไหมครับ?)


(แนะนำอ่านที่ผมด่าแบบสะใจ เรื่อง แค่หนี้ชาวนายังไม่มีปัญญาจ่าย แต่สะเออะจะทำรถไฟความเร็วสูง คลิก)


------------------------

เพราะคะแนนโหวตโนยังไม่สามารถสกัดหรือหยุดนักการเมืองชั่วได้จริง

มีคนบอกว่า ถ้าไม่อยากเลือกตั้ง หรือไม่ชอบพรรคการเมืองไหน ก็ให้ไปโหวตโนก็ได้นี่

คนที่บอกแบบนี้ แสดงว่า เขาไม่ได้รู้เรื่องกฎหมายเลือกตั้งดีพอว่า คะแนนโหวตโน ในกฎหมายปัจจุบันนี้ ไม่อาจสกัดนักการเมืองชั่วได้จริง

เช่น ถ้าเขตเลือกตั้งนั้น ๆ มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครตั้งแต่ 2 พรรคขึ้นไป แม้คะแนนโหวตโนจะชนะก็ตาม แต่ก็จะไม่มีผลในการสกัดผู้สมัครในเขตนั้น ๆ เลย

สุดท้าย ผู้สมัครที่แพ้คะแนนโหวตโนก็ยังได้เป็น สส. อยู่ดีครับ

เช่น ถ้าพรรคเพื่อไทยส่งลูกชายเฉลิม อยู่บำรุง ลงเลือกตั้งในเขตบางบอน แต่ในเขตนี้ก็มีพรรคอื่น ๆ ส่งผู้สมัครลงด้วย

สมมุติ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตบางบอนส่วนใหญ่ไม่ชอบลูกของเฉลิม ก็เลยแห่ไปโหวตโนจนชนะคะแนนของลูกเฉลิม ส่วนลูกเฉลิมได้คะแนนมาเป็นที่ 2  แต่สุดท้ายลูกของเฉลิมก็ยังได้เป็น สส. อยู่ดีครับ

นี่แหละครับ เราถึงต้องมาปฏิรูปการเลือกตั้งใหม่ ให้คะแนนโหวตโนของประชาชนมีอำนาจมากพอ มีผลมากพอในการสกัดนักการเมืองที่ประชาชนไม่ยอมรับ ครับ

เช่น ถ้าผู้สมัครในเขตใดก็ตามแพ้คะแนนโหวตโน พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครลงในเขตนั้น ๆ ต้องเปลี่ยนตัวผู้สมัครใหม่ทันที ในการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ

และถ้าคะแนนโหวตโนยังชนะคะแนนของผู้สมัครทุกคนในเขตนั้น ๆ อีก ก็ต้องห้ามพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครในเขตนั้น ๆ ส่งผู้สมัครลงในการเลือกตั้งเขตนั้นอีก ในการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ

แล้วอนุญาตให้ผู้ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด ๆ เลย มีสิทธิสมัครลงเลือกตั้ง สส. ในเขตนั้น ๆ ได้ เป็นต้น

(ที่จริงผมอยากอนุญาตให้มี สส.ที่ไม่สังกัดพรรคด้วย แต่ประเด็นนี้ยังต้องพูดอีกยาว)

----------------------

บทความนี้แม้จะยาวสักหน่อย แต่ผมเชื่อว่า ถ้าคุณได้อ่าน หรือส่งต่อให้ใครก็ตามที่ได้อ่าน ทุกคนที่ได้อ่านก็จะเข้าใจมากขึ้นว่า

ทำไมการเลือกตั้งไทยในวันนี้ ยังไม่สามารถตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่นของประเทศไทยได้ครับ

-------------------

คำถามที่ว่า มวลมหาประชาชนคือเสียงส่วนใหญ่ใช่หรือไม่ ?

ขอตอบว่า แล้วคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ใช่เสียงส่วนใหญ่หรือไม่ ?

แน่นอนครับ กปปส. คงไม่อาจอ้างได้ว่า การกระทำของพวกเขาคือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ก็เหมือนกับตอนที่ประชาชนฟิลิปปินส์ในกรุงมนิลาต้องการล้มประธานาธิบดีเฟอร์ดินัน มากอส ลง พวกเขาก็ไม่อาจอ้างว่า พวกเขาคือเสียงส่วนใหญ่ เช่นกัน

เหตุเพราะปธน.มากอส เขามีเสียงของคนชนบทสนับสนุนเขามาก แต่สุดท้ายวันนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การที่ประชาชนฟิลิปปินส์ในกรุงมนิลาได้ล้มมากอสลงนั้น ได้ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์มีทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยมา

ยุค 14 ตุลา มีนักศึกษาเป็นมวลชนผู้นำสังคมไทยในการล้มเผด็จการทหาร มีเผาสถานที่ราชการหลายแห่ง แต่ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น "วีรชน 14 ตุลา"

ยุคพฤษภาทมิฬ หรือที่เรียกว่า ม็อบมือถือ เพราะยุคนั้นผู้ชุมนุมเริ่มมีมือถือใช้ และต้องเป็นคนที่มีฐานะดีพอควร เพราะมือถือยุคนั้นแพงมาก เป็นกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไปในกรุงเทพ ร่วมชี้นำสังคมไทย แต่ก็มีการเผาสถานที่ราชการหลายแห่งเช่นกัน และก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น "วีรชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ"

แต่ในวันนี้ กปปส. กระทำอารยะขัดขืนต่อรัฐบาลกบฏยิ่งลักษณ์ และไม่ต้องการเผาสถานที่ราชการ หรือสถานที่ของเอกชนใด ๆ ทั้งสิ้น แต่จะเอาชนะนักการเมืองชั่ว ด้วยพลังของมวลมหาประชาชนครับ


คลิกอ่าน ประชานิยมทักษิณ กับ แชร์ลูกโซ่

คลิกอ่าน ทำไมต้องกำจัดระบอบทักษิณ ก่อนการเลือกตั้ง

คลิกอ่าน ทักษิณ กับ ปตท. สันดานเดียวกัน



วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้ ชอบธรรมหรือไม่






ผมขอเริ่มต้นด้วยตรรกะนักวิชาการแดง ที่ชอบอ้างว่า ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใด ที่กำหนดให้เลื่อนวันเลือกตั้งได้

ผมขอหักล้างตรรกะนักวิชาการแดงได้ง่าย ๆ เลยนะว่า "เมื่อไม่มีมาตราใดๆ ในรัฐธรรมนูญกำหนด ก็แสดงว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม ไม่ได้กำหนดไว้ ก็แปลว่า เลื่อนเลือกตั้งได้ โดยที่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ"

ผมตอบด้วยตรรกะง่าย ๆ แบบนี้ พวกนักวิชาการเรียนเกิน มันคงงง

เพราะรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าเรื่องใดรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนด การที่จะทำอะไรที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนด ก็ย่อมไม่ขัดรัฐธรรมนูญ จริงไหม ?

---------------------------

ศาลรัฐธรรมนูฐรับวินิจฉัยเรื่องนี้ได้หรือไม่ ?

คือ กกต.อยากให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลบอกว่า ไม่มีอำนาจที่จะเลื่อน เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้

กกต. ก็สงสัยว่า ตกลงอำนาจในการเลื่อนการเลือกตั้งทำได้หรือไม่ และเป็นอำนาจหน้าที่ของใคร ระหว่าง กกต. กับ นายกรัฐมนตรี ?

กกต. ก็เลยยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความ

ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเอกฉันท์รับวินิจฉัยตีความ ด้วยการอ้างตาม รธน. มาตรา 214 กำหนดว่า

"ในกรณีที่มีความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภาคณะรัฐมนตรีหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาลตั้งแต่สององค์กรขึ้นไปให้ประธานรัฐสภานายกรัฐมนตรีหรือองค์กรนั้นเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย"

คนที่ใจเป็นธรรมอ่านแค่นี้ก็เข้าใจได้โดยง่ายว่า ศาลได้วินิจฉัยประเด็นนี้ชอบดีแล้ว

แต่ไอ้พวกนักวิชาการแดง มันบอกว่า ไม่ชอบ

--------------------------

ประเด็นกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้

เหตุเพราะ รัฐธรรมนูญมาตรา 108 กำหนดไว้ว่า หลังยุบสภาต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน และไม่เกิน 60 วัน มันเลยเป็นประเด็นที่ว่า ถ้าไปกำหนดวันเลือกตั้งใหม่จะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 108 หรือไม่ ?



ผมอยากจะให้คุณผู้อ่าน จะไว้อย่างหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่หลักของรัฐธรรมนูญนั้นมีไว้แก้ปัญหาของชาติ ไม่ใช่มีไว้ให้เกิดปัญหา มากขึ้น

รัฐธรรมนูญจะต้องไม่มีทางตัน เพราะหากเจอทางตัน ก็ให้ไปใช้มาตรา 7 เพื่อแก้ปัญหาทางตันเพื่อความสงบสุขของชาติเป็นที่ตั้ง

หลักของรัฐธรรมนูญนั้นจะยึดหลักรัฐศาสตร์ร่วมกับหลักนิติศาสตร์ ไม่ใช่จะเคร่งนิติศาสตร์จนเกินไป จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชาติ

ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงยึดหลักแก้ปัญหา มากกว่าสร้างปัญหา

เมื่อมีข้อสงสัยว่า กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่า สามารถกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้ ย้ำ!! ว่าเป็นแค่คำแนะนำของศาลว่าสามารถกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้ และไม่ใช่การบังคับแต่อย่างใด

ซึ่งถ้ารัฐบาลและ กกต. เห็นพ้องกันว่า ไม่ควรกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ อยากเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 57 ต่อไป ก็ไม่ผิดเช่นกัน

ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในมาตรา 108 ด้วยการใช้คำว่า หาใช่บทบังคับเด็ดขาดไม่ ?




เมื่อการเลือกตั้ง เป็นส่วนร่วมของคนไทยทั้งชาติ เมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งของคนในชาติ การเลือกตั้งที่จะจัดขึ้น มันเลยไม่เกิดเป็นส่วนร่วมที่พร้อมเพรียงกันของคนในชาติ

แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าการเลือกตั้งก่อให้เกิดวามขัดแย้งรุนแรงของคนในชาติ เป็นการเลือกตั้งเลือด

การเลือกตั้งมันต้องเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ปกติ ชอบธรรม และคนในชาติเห็นพ้องต้องกันว่าอยากเลือกตั้ง มันถึงจะเป็นการเลือกตั้งที่ดีในระบอบประชาธิปไตย

----------------

ตัวอย่าง คำว่า หาใช่บทบังคับเด็ดขาดไม่

มาตรา 72 บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ถามว่า ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง ติดคุกหรือไม่?

นี่คือตัวอย่างของคำว่า หาใช่บทบังคับเด็ดขาดไม่

------------------------------

เช่นเดียวกันกับ มาตรา 181 ที่กำหนดให้หลังยุบสภา นายกรัฐมนตรีต้องอยู่รักษาการนายกรัฐมนตรี จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่มารับหน้าที่ต่อ

นี่ก็เช่นเดียวกัน แม้เป็นข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ แต่หาใช่บทบังคับเด็ดขาดไม่

หากรักษาการนายกรัฐมนตีจะลาออก ก็ย่อมกระทำได้ หาใช่บทบังคับเด็ดขาดไม่ ตามหลักเสรีภาพในการประกอบอาชีพของประชาชนทุกคนตามรัฐธรรมนูญ


-------------------------------

ประเด็นสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ เป็นหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันของนายกรัฐมนตรีและประธาน กกต. ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ. 2556 มาตรา 5 ครับ

พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๖

มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๖”
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่
มาตรา ๔ ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗
มาตรา ๕ ให้นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้





ถ้าใครอยากเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ก็ไปบอกรัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์ว่า อย่ากำหนดวันเลือกตั้งใหม่

เพราะศาลรัฐธรรมนูญแค่วินิจฉัยว่า สามารถกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้ เท่านั้น

ถ้ารัฐบาลรักษาการเกิดอยากกำหนดวันเลือกตั้งใหม่จริง ก็ไปโทษรัฐบาลโน่น อย่ามาโทษศาลรัฐธรรมนูญ เข้าใจไหม ? อย่าโง่ !!

----------------

คำแนะนำของakecity

ถ้าได้เลือกตั้ง 2 ก.พ. ไปแล้ว ซึ่งหากไม่โดนฟ้องว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก็ให้ไปใช้ รธน. มาตรา 93 ภายใต้บังคับมาตรา 109 (2) เพื่อเลือกตั้งให้ได้ สส. ครบตามจำนวนให้ได้ภายใน 180 วัน


คลิกอ่าน พรก.ฉุกเฉิน กับความโง่ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์


วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

สรยุทธ สุทัศนะจินดา สอบผ่านการเสนอข่าว แต่สอบตกหน้าที่คนไทย







ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ เมื่อเช้าวันที่ 16 ม.ค. 56 ที่ผ่านมา นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา มหาเศรษฐีข่าวอันดับ 1 ของไทย พอได้ยินว่า กปปส.โดยกำนันสุเทพ จะมาเยี่ยมเยียนเข้าหน่อย

สรยุทธเลยพยายามแก้ตัวว่า เขานั้นเป็นสื่อที่เป็นกลาง โดยย้ำว่า ใครไม่เชื่อก็ไปย้อนดูรายการย้อนหลังได้ว่า เขาได้นำเสนอข่าวอย่างเป็นกลางจากทั้งสองฝ่ายการเมืองอย่างไร

สรยุทธ ยังบอกว่า ทำไมต้องผลักคนที่เห็นไม่เหมือนฝ่ายตัวเอง หรือคนที่พยายามยืนฝ่ายเป็นกลางไปเป็นศัตรูด้วย

โถ คุณสรยุทธ ผมไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคุณที่มาจากลูกหม้อเนชั่น ถึงได้แตกต่างจากอดีตเพื่อนซี๊ของคุณอย่างคุณกนก รัตน์วงศ์สกุล อย่างหน้ามือกับหลังตีน

สรยุทธ เพราะคุณไม่เข้าใจในการแยกแยะระหว่างบทบาทของสื่อที่ดีกับสื่อที่เป็นกลาง ออกจากกันไม่ได้ เลยไม่เข้าใจนิยามของคำว่า สื่อเป็นกลางคืออะไร ?


คำว่า สื่อเป็นกลาง มี 2 ความหมายในคำเดียวกันคือ

1. สื่อเป็นกลางในการเสนอข่าว หมายถึง การนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน จากทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกัน

2. สื่อเป็นกลางในความถูกต้อง หมายถึง สื่อต้องเลือกยืนบนความถูกต้อง กล้าแสดงจุดยืนและความเห็นเพื่อปกป้องความถูกต้อง เพราะความถูกต้องนั่นคือความเป็นกลางที่สุด

อย่ามาบอกว่า ความถูกต้องของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

เหอะ ๆ มันเหมือนกันครับ ความถูกต้องเหมือนกันหมดนั่นแหละ เพียงแต่ว่ามีสติปัญญาและมีคุณธรรมมากพอที่จะแยกแยะได้หรือไม่ว่า อะไรคือความถูกต้อง!!

แน่นอนคนเราเห็นต่างทางการเมืองได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เห็นต่างกันไม่ได้คือ ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทุกคนจะต้องปกป้องคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหน้าที่ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย

แต่ที่ผ่านมา ผมเห็นคุณสรยุทธอ้างว่าจงรักภักดีหรือปลาบปลื้มใจในการเสนอข่าวพระราชสำนักอยู่เสมอ แต่ผมกลับไม่เคยเห็นคุณแสดงจุดยืนในการปกป้องสถาบันกษัตริย์เลย

หรือการที่พรรคการเมืองหนึ่งมีพวกล้มเจ้าอาศัยอยู่มากมาย คุณสรยุทธก็ไม่เคยพูดหรือแสดงจุดยืนในการต่อต้านพวกล้มเจ้าให้เห็นเลยสักครั้ง

แถมคุณยังไปเชิญพวกนักวิชาการล้มเจ้ามาคุยในรายการเจาะข่าวเด่นอย่างสม่ำเสมอ

อย่าให้ผมต้องบอกเลยว่า พวกล้มเจ้าที่คุณเคยเชิญมาออกรายการมันมีใครบ้าง เพราะถ้าไม่แกล้งโง่เพราะเห็นแก่เงินย่อมแยกแยะได้ว่าใครมันคือพวกล้มเจ้า

หรือการที่รัฐบาลดำเนินนโยบายอะไรที่ผิดพลาด สื่อที่ดีก็ต้องกล้าแสดงจุดยืนที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แต่คุณสรยุทธคุณไม่เคยกล้าแสดงจุดยืนในการเป็นสื่อที่อยู่ข้างผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง เพราะคุณกลัว....??

คุณก็เป็นได้แค่นักเล่าข่าวเอาสนุกเอาใจคนดูเพื่อเงินไปวัน ๆ โดยที่คุณไม่กล้าแสดงจุดยืนในการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นอย่างตรงไปตรงมา นั่นเพราะคุณกลัวเสียผลประโยชน์จากค่าโฆษณามหาศาลของคุณใช่ไหม

สรุปชัด ๆ เลยนะ สื่อที่ดีต้องต่อต้านนักการเมืองโกงกิน อย่ามาอ้างว่า ถ้าศาลยังไม่ตัดสินก็จะไปกล่าวร้ายใครก่อนไม่ได้

ผมอยากให้คุณสรยุทธ คุณควรไปกราบตีนคุณกนก และคุณธีระ เพื่อนเก่าของคุณ คุณควรไปกราบตีนพวกเขาเพื่อไปให้เขาสอนว่า สื่อที่ดี สื่อที่แสดงจุดยืนบนความถูกต้องนั้น เขาทำกันอย่างไร!!

ผมว่า พวกสื่อเสื้อแดงยังมีศักดิ์ศรีมากกว่าคุณสรยุทธด้วยซ้ำ เพราะเขากล้าเลือกข้างที่เขาเชื่อว่าถูกต้อง ในขณะที่คุณสรยุทธแอบอ้างเป็นกลาง แต่ความจริงไม่ใช่กลางแท้หรอก แต่เป็นกลางเพื่อต้องการผลประโยชน์จากทั้งสองฝ่ายการเมืองมากกว่า จริงหรือไม่

ถามว่า ทำไมสรยุทธชอบเล่นข่าวต้นไม้ประหลาดช่วงก่อนวันที่ 1 และวันที่ 16 ของเดือน ??

-------------------

ดูตัวอย่างการแสดงจุดยืนของคุณธีระ ธัญไพบูลย์ว่าเขาแสดงจุดยืนบนความถูกต้องในการปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างไร

ซึ่งคิดว่า คนที่เห็นแก่เงินและผลประโยชน์อย่างสรยุทธ ไม่มีทางกล้าทำแบบนี้แน่นอน










สรยุทธ คุณคงได้ชื่อว่าผู้เล่าข่าวที่รวยที่สุดในไทยเท่านั้น แต่คุณไม่ใช่สื่อที่ดี และสื่อเป็นกลางแน่นอนครับ

ถ้าคิดจะเป็นนักเล่าข่าว ก็ต้องกล้าแสดงจุดยืน แต่ถ้าไม่กล้าก็ควรกลับไปอ่านข่าว รายงานข่าวอย่างเป็นกลางตรงไปตรงมาแบบที่คุณกิตติ สิงหาปัด ได้ทำไว้ให้เห็นเป็นตัวอย่าง

คลิกอ่าน กิตติ สิงหาปัด สือแท้ (สรยุทธอายเขามั้ย)

คลิกอ่าน สรยุทธ กรรมกรข่าวหรือมหาเศรษฐีข่าว

คลิกอ่าน สรยุทธ โลโก้ช่อง 3 กับถุงยังชีพ


วันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2557

การโกงระดับพื้นฐานของทักษิณ







พวกเสื้อแดงมักจะถามเรื่อย ๆ ว่า "ที่กล่าวหาว่าทักษิณโกง ไหนลองบอกมาซิว่าโกงเรื่องอะไร"

ผมจะไม่เอาเรื่องโกงที่ยากเกินกว่าระดับสมองเสื้อแดงจะรับได้มายกตัวอย่าง ผมจะขอยกตัวอย่างเรื่องโกงระดับพื้นฐานของทักษิณ มาให้ดูแล้วกัน

ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า แค่โกงระดับพื้นฐานของทักษิณ พวกเสื้อแดงมันจะอ่านเข้าใจหรือไม่ 555

ถ้าย้อนกลับไปตอนทักษิณเป็นนายกสมัยแรก ก็โดนคดีซุกหุ้นภาค 1 เอาไปซุกกับคนขับรถ คนใช้ เลขาส่วนตัว

รายละเอียดผมได้เขียนไว้ในบทความเก่าเมื่อปี 2553 แล้วว่า ทำไมทักษิณถึงต้องซุกหุ้น

คลิกอ่าน ทำไมทักษิณต้องซุกหุ้น

ต่อมาเมื่อทักษิณผ่านคดีซุกหุ้นภาค 1 ไปแล้ว ก็ยังไม่ละทิ้งสันดานเดิม กลับไปเปิดบริษัทในต่างประเทศเพื่อถือหุ้นแทนตัวเอง (ที่เรียกว่าบริษัทนอมินี) เพื่อรอให้ลูก ๆ บรรลุนิติภาวะ จะได้โอนหุ้นให้

ตามหลักนักการเมืองต้องรายงานบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. แต่เมื่อทักษิณไปเปิดบริษัทนอมินีต่างชาติถือหุ้นแทนในต่างประเทศ ก็ทำให้ไม่ได้รายงานทรัพย์สินในส่วนนี้ต่อ ป.ป.ช.

ก็เท่ากับทักษิณได้จงใจรายงานทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ถือเป็นการคอรัปชั่นอย่างหนึ่ง

และการที่นำทรัพย์สินไปซุกไว้ในต่างประเทศผ่านทางบริษัทนอมินี ก็เท่ากับรายได้ในส่วนนี้ได้หลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีรายได้ประจำปีเช่นกัน

ยิ่งซุกไว้หลายปี ก็เท่ากับว่า ไม่ได้เสียภาษีเงินประจำปีได้ให้กับประเทศชาติมากขึ้นเท่านั้น

ถามว่า แล้วรู้ได้ยังไงว่าเป็นบริษัทนอมินีของทักษิณ ?

ตอบว่า ก็เพราะบริษัทนอมินีได้ขายหุ้นชินฯ ให้ เอม พิณทองทา ในราคาหุ้นละ 1 บาท ทั้ง ๆ ที่ ราคาหุ้นชินในตอนนั้นราคาประมาณ 49 บาท

ถ้าไม่ใช่บริษัทนอมินีของทักษิณ บริษัทฝรั่งมันจะยอมขายหุ้นที่มีราคา 49 บาทให้เอม พิณทองทา ได้ในราคา 1 บาทได้เหรอ ??

-------------

ตกลงซื้อขายหุ้นชินนอกตลาด แต่กลับย้อนมาขายในตลาด

อีกทั้งการขายหุ้นให้ชินคอร์ปเปอเรชั่นให้กลุ่มเทมาเส็ก ได้ไปตกลงซื้อขายหุ้นแบบยกล๊อตกันที่สิงคโปร์ (ทักษิณบินไปสิงคโปร์กับเอม ในช่วงหยุดวันปีใหม่) มีการตกลงราคาหุ้นกันนอกตลาดหลักทรัพย์ แต่ย้อนกลับมาขายหุ้นในตลาดหุลักทรัพย์อีกครั้ง เพื่อต้องการใช้กฎของตลาดหลักทรัพย์ที่ว่า ซื้อขายหุ้นในตลาดไม่ต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้น นี่คือการเลี่ยงภาษีแบบหน้าด้านที่สุด

(เพราะการตกลงราคาซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ หากมีกำไรจากส่วนต่างราคาจะต้องเสียภาษีเงินได้ !!)


ถามว่า แล้วใครล่ะที่เอื้ออำนวยให้ทักษิณนำหุ้นชินฯ กลับไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ เพื่อเลี่ยงการเสียภาษีขายหุ้น ??

คำตอบก็คือ ก็นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ไงครับ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2544 – วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2549

ส่วนการแถลงขายหุ้นชินฯ มีขึ้นในวันที่ 23 ม.ค. 2549


23 ม.ค.2549 เวลา 14.30 น. นายบุญคลี ปลั่งศิริ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย มร.เอส.อิสวาราน กรรมการผู้จัดการด้านการลงทุน กลุ่มบริษัทเทมาเส็กโฮลดิ้ง ร่วมกันแถลงผลซื้อขายหุ้นของชินคอร์ป จำนวน 49% ราคาหุ้นละ 49.25 บาท มูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาท โดยมี นายสุวรรณ วลัยเสถียร โฆษกตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์ ร่วมแถลงด้วย


ถึงบางอ้อไหมครับคุณผู้อ่านว่า ทำไมตอนนี้นายกิตติรัตน์ ถึงได้มีตำแหน่งใหญ่โตในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะขนาดดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจผิดพลาดหลายหน หรือมีข่าวว่าจะโดนเปลี่ยนออกจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์หลายครั้ง สุดท้ายนายกิตติรัตน์ก็ยังอยู่คงทนมาจนวันนี้

--------------------------

ประโยคเด็ดที่ทักษิณใช้หลอกควาย

หลังจากที่กลุ่ม พธม. ออกมาขับไล่ทักษิณ สืบเนื่องมาจากประเด็นเลี่ยงภาษีขายหุ้นชินฯ

ทำให้ทักษิณเดินสายปราศัยหลอกเสื้อแดง โดยมีไอ้ตู่คางคก ไอ้เต้นเผาเมือง ยืนอยู่ข้างหลัง





ทักษิณปราศัยท่ามกลางสายฝนว่า "เอะอะอะไรก็หาว่าผมไม่เสียภาษี..  ผมเสียภาษีมากกว่าพวกมันรวมกันทั้งประเทศเสียอีก"

แล้วเสื้อแดงก็เฮ !!

ทักษิณมันเก่งมากในการพูดให้คนคล้อยตาม แถมเก่งที่จะพูดความจริงไม่หมดไปด้วยในตัว

ไม่ปฏิเสธหรอกครับที่ว่า ทักษิณกับตระกูลชิน รวมทั้งชินคอร์ป ที่ผ่านมา ได้จ่ายภาษีมากมาย

แต่ความจริงอีกด้านก็คือ ทักษิณและเครือญาติมันก็เลี่ยงภาษีมากกว่าคนทั้งประเทศรวมกันเสียอีก


การเลี่ยงภาษี ก็ถือเป็นการคอรัปชั่น !!

ครั้งหนึ่งสมัยทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ได้เคยพูดถึง มีบริษัทในอเมริกาจำนวนมากที่หาทางเลี่ยงภาษีโดยไปเปิดบริษัทในประเทศที่เป็นสวรรคด้านภาษี เช่น เกาะบริทิชเวอร์จิ้น แต่สุดท้ายทักษิณก็ทำเสียเอง




คนไทยจำนวนมากไปหลงใหลได้ปลื้มกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคแบบอนาถาของทักษิณ จนลืมไปว่า

เงินที่ทักษิณและเครือญาติโกงผ่านนโยบายผลประโยชน์ทับซ้อนต่าง ๆ รวมทั้งการเลี่ยงภาษี มันอาจมากกว่าเงินที่มีในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเสียอีก


และที่สำคัญโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของทักษิณแม้จะดี แต่การบริการห่วยมาก โรคหลายโรคจำนวนมากไม่สามารถใช้สิทธิรักษาได้ เช่น โรคไตวายระยะสุดท้าย การผ่าตัดหัวใจ ซึ่งในสมัย 30 บาทรักษาทุกโรคของทักษิณไม่ช่วยเหลือเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่ในปัจจุบันนี้คือ โครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ดีกว่า 30 บาทรักษาทุกโรคของทักษิณ ราวฟ้ากับเหวเลยครับ นั่นเป็นเพราะรัฐบาลขิงแก่ ของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้แก้ไขและปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยมาจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ แล้วก็เลิกเรียกเก็บเงิน 30 บาทไปแล้ว

แต่พอมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พยายามจะกลับมาเก็บ 30 บาทอีกครั้ง เพราะเอางบประมาณไปทำประชานิยมอย่างอื่นจนแทบหมด แล้วรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังหั่นงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติลงอีกด้วย

ข่าว รัฐตัดงบรายหัวสปสช.ลง4.9% กระทบ30บาท-บริการคุณภาพต่ำ


เลิกคลั่งระบอบทักษฺิณ ด้วยข้ออ้าง 30 บาทรักษาทุกโรคได้แล้ว เพราะหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตั้งแต่ยุครัฐบาลสุรยทธ์เรื่อยมาดีกว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของทักษิณเสียอีก

คลิกอ่าน ศาลรัฐธรรมนูญปอดแหก ปล่อยโจรลอยนวลคดีซุกหุ้น1




วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

ทำใจหากไม่ได้ดูฟุตบอลโลกฟรีครบทุกแมทช์ เพราะไอ้เหลี่ยม ?






อธิบายแบบง่าย ๆ นะ คือ อาร์เอส ของเฮียฮ้อแกซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกที่บราซิลมาตั้งแต่ปี 2548 แล้วล่ะ

ตามสันดานพ่อค้า ซื้อของมาก็ต้องเอามาทำกำไร

แต่อาร์เอสก็จะถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกให้คนไทยได้ดูฟรีบ้างแบบบริจาคตามอัตภาพ ผ่านช่องฟรีทีวีสัก 22 แมทช์ (จากทั้งหมด 64 แมทช์)

ส่วนที่เหลืออีก 42 แมทซ์ ใครอยากดูก็ต้องไปซื้อกล่องลิขสิทธิ์ของอาร์เอสเอาเอง

---------------

แต่ต่อมา กสทช. ได้ประกาศห้ามอาร์เอสกระทำอย่างนั้น โดยสั่งให้อาร์เอสต้องถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก2014 ผ่านฟรีทีวีให้คนไทยได้ดูครบทุกแมทช์ โดยใช้กฎหมายมาบังคับพร้อมด้วยเหตุผลเรื่อง กีฬาของมวลมนุษยชาติสำคัญระดับโลกเช่น ฟุตบอลโลก โอลิมปิค เอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ ต้องให้คนไทยได้ดูฟรีเท่านั้น

แต่อาร์เอสร้องต่อศาลว่า เขาได้ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก2014 มาตั้งแต่ปี 2548 แต่ กสทช. กลับใช้กฎหมายที่เพิ่งออกเมื่อปี 2553 กับปี 2555 มาบังคับใช้กับ RS นั้น ถือว่าไม่ชอบธรรม เพราะเป็นการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง

ซึ่งปรากฏว่า มีแนวโน้มว่าอาร์เอสจะชนะคดีนี้ครับ ซึ่งศาลจะนัดฟังคำตัดสินในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

---------------------

ใครผิด ?

ถ้าคนไทยที่เคยตามดูฟุตบอลโลกครบทุกแมทช์ หรือ เกือบครบทุกแมทช์ผ่านฟรีทีวี ในฟุตบอลโลกครั้งก่อน ๆ ก็คงเสียความรู้สึกไปบ้าง

แต่ทำไงได้ล่ะ ก็อาร์เอสเขาซื้อลิขสิทธิ์มา เขาก็ต้องหวังทำกำไร เพราะอาร์เอสเชาไม่ใช่องค์กรการกุศลนี่นา

ผมเองถ้าอยากจะโทษ ก็ต้องโทษโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจและรัฐบาลไทยในช่วงปี 2547-2548  เพราะ กสทช. กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ ก็เมื่อไม่นานนี่เอง เลยมาไม่ทันการ

คือถ้ารัฐบาลไทยผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ช่วยกันซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกมาเสียตั้งแต่แรก โดยขอความร่วมมือกับบริษัทเอกชนในเวลานั้นว่า กรุณาอย่ามาประมูลซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกแข่งกับโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เพื่อช่วยคนไทยให้ได้ดูฟุตบอลโลกฟรีครบทุกแมทช์เหมือนเดิม

ผมมั่นใจวา ถ้ารัฐบาลไทยในตอนนั้นร้องขอไปดังกล่าว บริษัทเอกชนเช่นอาร์เอสหรือจะบริษัทอื่น ๆ ก็คงให้ความร่วมมือด้วยดี

แต่เผอิญรัฐบาลไทยในช่วงปี 2547-2548 มันสันดานพ่อค้านายทุนเหมือนกัน มันย่อมเห็นแก่ผลประโยชน์ทับซ้อนในภายภาคหน้าเรื่องลิขสิทธิ์กีฬามาทำกำไรกับคนไทย มันเลยละเลยไม่อยากสนใจในเรื่องนี้ (เช่น CTH เจ้าของลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกแพงที่สุดในโลก เขาว่าคือ มีหุ้นส่วนนอมินีของไอ้หน้าเหลี่ยม)

เราคงจะโทษอาร์เอสว่าหน้าเงินไปทั้งหมดก็คงไม่ได้ แม้ตอนที่แกรมมี่ถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโรฟรีครบทุกแมทช์ผ่านฟรีทีวีเสาหนวดกุ้ง แต่จะจอดำกับจานดาวเทียมที่ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ จนอาร์เอสออกมาเอาหน้าร่วมผสมโรงโจมตีแกรมมี่ก็ตาม

คงต้องทำใจครับ ต้องทำใจ

โลกแห่งทุนนิยมเสรี มันก็แบบนี้แหละ ที่ไหน ๆ ในโลก เขาก็ไม่ได้ดูฟุตบอลโลกฟรีครบทุกแมทช์สักกี่ประเทศหรอก คนส่วนใหญ่ในประเทศอื่น ๆ ก็ต้องเสียเงินซื้อดูทั้งนั้น

แฟนฟุตบอลโลกแบบฟรีทุกแมทช์อย่างคนไทยจน ๆ เช่นผม  คงได้แต่ทำใจยอมรับว่า มันต้องอดดูบ้างถ้าไม่อยากเสียเงินซื้อ

-----------------------

ทางออกล่ะ มีไหม ?

ผมว่ามีครับ ถ้ารัฐบาลจะช่วยคนไทยผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ แล้วไปร่วมมือกับบริษัทช้าง (สมมุตินะ) ร่วมกันขอซื้อลิขสิทธิ์ 42 แมทช์ที่ว่าจะไม่ได้ถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวีจากอาร์เอสมา ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ดูซิ ที CTH เจ้าของลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่แพงที่สุดในโลก ยังใช้เส้นสายภายในทางการเมืองบีบให้ อสมท. ต้องซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกแมทช์ละ 2 ล้านบาท มาถ่ายทอดสดผ่านช่อง 9 ในบางนัดได้เลย

สมมุตินะสมมุติ ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกน่าจะถูกกว่าลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำ ถ้าอาร์เอสใจดียอมขายลิขสิทธิ์ 42 แมทช์ให้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในราคาแมทช์ละ 2 ล้านบาทเท่ากัน (หรือถูกกว่านี้) ก็เป็นเงินทั้งหมดไม่เกิน 84 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยได้ดูฟุตบอลโลกผ่านฟรีทีวีแบบไม่มีโฆษณาคั่นได้เหมือนเดิม ก็คงดี

หรือไงเฮียฮ้อ ?? ดีไหม ??

---------

เฮียฮ้อฮ้อ "อั๊วจะขายกล่องดูฟุตบอลโลกอีกต่างหาก เรื่องไรจะมาให้คนไทยดูฟรี ๆ ง่าย ๆ ขายกล่องรวยกว่าเยอะ ฮ่าๆๆๆ"


วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

เฉลย ประธาน กปปส. คือใคร ?






เพราะพวกควายแดงมันโง่ มันจึงสงสัยว่า ประธาน กปปส. คือใคร ?

แน่นอน เมื่อพวกฟายแดงมันโง่ มันก็ย่อมคิดไปเองในทางชั่ว ๆ แบบโง่ ๆ ของพวกมันโดยสันดานถ่อย

คือ พวกฟายแดงมันรู้แค่ว่า เลขาธิการ กปปส. คือ กำนันสุเทพ

แต่พวกฟายแดงมันอยากรู้อีกว่า ประธาน กปปส. คือใคร ?

ผมเลยมาช่วยให้พวกฟายแดงมันหายโง่สักหน่อย

คำว่า เลขาธิการ ต่างจากคำว่า เลขานุการ

เพราะคำว่าเลขาธิการ ในทางหลักสากลบ่อยครั้ง เลขาธิการ หมายถึง ผู้นำสูงสุดขององค์กรนั้น ๆ เลยก็ได้ โดยไม่ต้องมีประธานองค์กร

เช่น เลขาธิการสหประชาชาติ คือ ตำแหน่งผู้นำสูงสุดในองค์การสหประชาชาติ เราจึงไม่เห็นว่ามีประธานสหประชาชาติ

เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต คือ ตำแหน่งผู้นำสูงสุดในพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือโซเวียต

อย่างเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยตำแหน่งอาจดูเล็กกว่าประธานาธิบดีจีน แต่ความเป็นจริงแล้ว เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนคือตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศจีนแดง

ส่วนประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเพียงตำแหน่งประมุขรัฐในเชิงยกย่องให้เกียรติเท่านั้น

ฉะนั้น การมีตำแหน่งเลขาธิการในองค์กร อาจเป็นได้ทั้งประธานหรือผู้นำสูงสุด ในองค์กร ในความหมายเดียวกันในตัวไปเลยก็ได้

---------------

กรณี กปปส. นั้น ไม่มีประธาน จะมีก็แต่ตำแหน่ง เลขาธิการ กปปส. เท่านั้น ที่เป็นตำแหน่งสูงสุดขององค์กรนี้

แต่หากจะคิดอยากแต่งตั้งประธาน กปปส. ตามแบบฉบับไทย ๆ ก็อาจเลือกผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในคณะกรรมการ กปปส. เป็นประธานในเชิงยกย่องก็ได้ แต่ไม่ได้มีอำนาจบริหารโดยตรง

ส่วนอำนาจบริหารและตัดสินใจส่วนใหญ่ก็เป็นของ เลขาธิการ กปปส.

เลขาธิการ กปปส. ก็เปรียบเสมือน CEO ขององค์กรนั่นแหละ

แต่จากการที่ กปปส. ไม่มีตำแหน่งประธาน มีแต่ เลขาธิการ กปปส. คือ กำนันสุเทพ เท่านั้น

ก็เพราะ ประธาน กปปส. ตัวจริง ก็คือ มวลมหาประชาชน ทุก ๆ คนไงครับ




นี่คนนี้ก็เป็นประธาน กปปส. อีกคน กำลังจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ เลขาธิการ กปปส. 555




คงหายโง่นะฟายแดง ไม่ใช่แกล้งโง่แบบถ่อย ๆ เพื่อครื้นเครงกันเองในกะลาแดง 555


คลิกอ่าน ภาพบาดตาบาดใจทักษิณ


วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

การสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช







ตั้งแต่เรียนมาสมัยยังเด็ก ครูได้สอนว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงมีพระสติฟั่นเฟือน และพระองค์ก็ทรงถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ (ประหารชีวิตกษัตริย์)

ซึ่งในสมัยเด็ก ถ้าถามว่า ผมเชื่อการเรียนการสอนในเรื่องการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าตากสินหรือไม่ ?

ตอบว่า เพราะยังเด็ก ก็ได้แต่เชื่อไปแบบนกแก้วนกขุนทองตามที่ครูสอน แต่ผมก็มีความค้างคาใจมาตลอดว่า ทำไมนะ กษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้บ้านเมืองอย่างสมเด็จพระเจ้าตากสิน ถึงได้มีจุดจบที่น่าเศร้าแบบนี้

แต่เมื่อโตขึ้น ผมเริ่มมีความเชื่อว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงมิได้สวรรคตจากท่อนจันทน์เพราะทรงสติฟั่นเฟือน ตามที่พงศาวดารบันทึกไว้

ผมเชื่อในเรื่องเล่าที่ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเสด็จออกผนวช เพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลในช่วงบั้นปลายชีวิต เพราะการพระองค์ได้ทรงกอบกู้เอกราชไทยคืนจากพม่า และการรบเพื่อรวบรวมก๊กเหล่าที่แตกแยกมากมายของกลุ่มคนไทยด้วยกันเอง ให้มาเป็นสยามประเทศที่เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง ทำให้พระองค์ทรงเคยทำบาปฆ่าข้าศึกอริราชศัตรูมามากมาย

สมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงทรงวางแผนสละราชสมบัติเพื่อทรงออกผนวช และการผลัดแผ่นดินให้รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมน้ำสาบานกันมา ทรงได้ปกครองแผ่นดินให้มั่นคงสืบไป

ถ้าจะให้ได้เนื้อหาโดยละเอียด และรู้ถึงแผนการอันแยบยลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในการสละราชสมบัติเพื่อบ้านเมือง ผมแนะนำให้ไปหานิยายธรรมะ เรื่องของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี แล้วคุณจะรู้เรื่องถึงแผนการอันแยบยลโดยละเอียดว่า

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการเสด็จออกผนวช และสละราชสมบัติเพื่อบ้านเมือง เพราะต้องมีการเสียสละชีวิตของผู้จงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินอีกหลายคน เพื่อให้แผนการนี้สำเร็จโดยปราศจากข้อสงสัย พร้อมกับการใช้แผนซ้อนแผนปราบกบฏที่เกิดขึ้นในปลายสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีในคราวเดียวกันด้วย เพื่อให้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ขึ้นครองราชย์โดยสมบูรณ์

-------------------

ต่อไปนี้ขอตัดเนื้อหาเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินบางส่วนมาจากเว็บวัดอินทาราม

ข้อเท็จจริงตามประวัติศาสตร์ที่ว่าพระเจ้าตากนั้นเป็นผู้กู้เอกราชให้กับ ไทยนั้น พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่เก่งกาจกล้าหาญ และเสียสละอย่างมาก อย่างที่ชนธรรมดามิได้ล่วงรู้.กมากมาย แต่เรื่องที่จะเล่า เกี่ยวกับพระเจ้าตากนั้นไม่ได้มีในประวัติศาสตร์ที่เราเคยเรียนกัน

- สมเด็จพระเจ้าตากสินมิใช่เป็นลูกของคนจีนสามัญชนตามประวัติศาสตร์ แต่เป็นโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศกับสนมลับชาวจีนชื่อไหฮอง แต่เนื่องจากสมัยอยุธยานั้นมีการแก่งแย่งชิงดีกันมาก มีการฆ่ากันเพื่อชิงราชสมบัติ

พระมารดาของสมเด็จพระเจ้าตากสินเกรงจะเป็นอันตรายจึงได้ปิดเป็นความลับ และบอกว่าบิดาของพระเจ้าตากชื่อไหฮอง (ชื่อของนางเอง) และมารดาชื่อนางนกเอี้ยง (ชื่อที่แต่งขึ้นไม่มีตัวตนจริง)

ประวัติศาสตร์นั้นได้ถูกบันทึกไปตามเหตุการณ์ที่ถูกทำให้เป็นว่าเป็นไป โดยที่หามีใครรู้ข้อเท็จจริงไม่ (โดยส่วนตัวของข้าพเจ้าในสมัยที่เรียน ประวัติศาสตร์นั้น ก็มีความรู้สึกไม่ค่อยเชื่อว่าคนที่จะขึ้นมาเป็นระดับพระมหากษัตริย์นั้นจะ เกิดมาจากคนสามัญชนเพียงเท่านั้น เพราะผู้ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์นั้นย่อมต้องมีบุญบารมีสูง ย่อมน่าจะสืบสายเลือดมาจากเชื้อพระวงค์)


- สมเด็จพระเจ้าตากสินไม่ได้สติวิปลาสและถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ ดังที่ได้บันทึกในประวัติศาสตร์ ความจริงเป็นพระประสงค์ของพระองค์เองที่จะสละความเป็นกษัตริย์เพื่อหันไปออกผนวชเป็นพระภิกษุ จึงได้ขอร้องให้พระสหายร่วมสาบานปราบดาภิเษกแทน (พระสหายนี้คือรัชกาลที่หนึ่งนั่นเอง)

ความจริงพระสหายนั้นมีความซื่อสัตย์ภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินเป็นมั่น มิได้มีความคิดที่จะก่อกบฏหรือหวังขึ้นตั้งตัวเป็นกษัตริย์ และก็ไม่ยอมทำตามพระประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าตากสิน

แต่ด้วยเหตุผลของสมเด็จพระเจ้าตากสินว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ยากจนเข็ญใจ เงินในท้องพระคลังไม่มีเลย ไม่มีแม้แต่เบญจาชกกุณฑ์ (เครื่องหมายแสดงความเป็นพระราชา มี ๕ ได้แก่ พระขรรค์ ธารพระกร อุณหิส ฉลองพระบาท และ วาลวิชนี)

เนื่องจากผลของสงคราม ข้าวยากหมากแพง พระองค์ต้องช่วยเหลือราษฎรของพระองค์ จนต้องเป็นหนี้กับจีนถึงหกหมื่นตำลึงทอง ถ้าหากพระองค์จะค่อยๆ ผ่อนใช้ก็พอได้ แต่เมื่อรู้ว่าจีนคิดมิซื่อหวังยึดเอาไทยเป็นของตน

ดังนั้นจึงมิอาจยอมได้ ทรงคิดว่าการผลัดแผ่นดินเป็นการล้างหนี้ที่ดีที่สุด พระองค์ทรงใช้กุศโลบายเพื่อรักษาเอกราชของชาติ โดยแสร้งทำตนว่าสติวิปลาส แล้วให้พระสหายขึ้นปราบดาภิเษก ถึงตอนนั้นจีนก็ไม่สามารถยึดเอาไทยไปได้ เพราะผู้ที่ทำสัญญากับจีนนั้นเป็นพระเจ้าตาก เพียงผู้เดียวที่รับผิดชอบ

ผู้ที่ถูกสังหารด้วยท่อนจันทน์ ไม่ใช่สมเด็จพระเจ้าตากสิน แต่เป็นหลวงอาสาศึก ที่หน้าตาท่าทางคล้ายกับพระเจ้าตากเป็นอันมาก ยอมเสียสละชีวิตตนแทน

ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากสินนั้นพระสหายได้แอบพาหนีไปที่อื่นอย่างปลอดภัย

นี่แสดงให้เห็น ถึงความเสียสละของสมเด็จพระเจ้าตากสิน กับความรักความสามัคคีและความซื่อสัตย์ที่พระสหายมีต่อพระเจ้าตากนั้นเป็นที่สูงสุด

และนี้จึงเป็นผลบุญให้พระสหายซึ่งต่อมาได้สืบพระราชวงค์ใหม่ ได้มีแต่ความเจริญยั่งยืนสืบยาวนานตลอดรัชกาล

สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสิ้นพระชนม์ (ละสังขาร) อย่างไร

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ไปตั้งค่ายในป่า ได้พบกับพระรูปหนึ่งได้ให้กรรมฐานแก่สมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงทรงมิอยากครองราชต่อไป ทรงดำเนินแผนการว่า ทางอยุธยาเกิดเรื่อง จึงสั่งให้พระยาสวรรค์ยกกองทัพไปปราบ เสร็จแล้วให้กลับมายังกรุงธนบุรีและล้อมพระราชฐานไว้ แล้วจับพระองค์บวชเสีย แต่ปรากฏว่าพระยาสวรรค์เกิดลืมตัวอยากเป็นใหญ่ตั้งตนเป็นกษัตริย์ขึ้นมาจริงๆ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่หนึ่ง) จึงได้ยกทัพลงมาปราบ

ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากสินได้ไปเจริญวิปัสนากรรมฐานในถ้ำแห่งหนึ่ง ที่นครศรีธรรมราช  ในวันที่พระองค์บรรลุธรรมสูงสุดคือวันที่ท่านละสังขารขณะที่กำลังดูดดื่มอยู่ในวิมุติสุข พระองค์ถูกชายสองคนใช้ไม้คมแฝกฟาดที่ศรีษะอย่างนับไม่ถ้วน ชายสองคนนั้นเป็นพวกกลุ่มคนที่ต้องการเอาความดีความชอบเมื่อรู้ว่าผู้ที่ถูกสำเร็จโทษไม่ใช่สมเด็จพระเจ้าตากสินพระองค์จริงจึงสืบหาเพื่อตามสังหาร

แต่กรรมตามทัน มีการกบฏซ้อนกบฎกันวุ่นวายพวกนั้นก็ฆ่ากันตายเอง ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากสินได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์กลายเป็นวิสุทธิเทพในที่สุด

หนังสืออ้างอิง ความหลงในสงสาร, (สุทัสสา อ่อนค้อม), ๒๕๔๙

นิยายธรรมะเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ของพระเดชพระคุณพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) ได้เล่าผ่านตัวละครภิกษุหนุ่ม ที่ได้พูดคุยกับองค์เทพที่อดีตคือ พระเจ้าตากสิน

เทพอดีตพระเจ้าตากได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังด้วยต้องการให้นำไปเผยแพร่ข้อเท็จจริง เพราะท่านเห็นว่าคนไทยเราต่างมีความแตกแนกขัดแย้งกันมากมายในปัจจุบัน

ที่สำคัญคือท่านไม่ต้องการให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสียเพราะจากความเข้าใจผิดและความมิจฉาทิฏฐิ

-------------------

akecity สรุปปิดท้าย

ประเด็นที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงออกผนวชที่นครศรีธรรมราชนี้ มีการพูดถึงกันมาก และคนเชื่อในเรื่องดังกล่าวมาก

และการที่ให้รัชกาลที่ 1 ได้ครองราชย์ ก็เพราะทรงมีพระปรีชาสามารถ และมีพระบารมีมากพอที่จะทรงเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงต่อไปได้

ส่วนที่ว่าเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินภิกษุได้สำเร็จอรหันต์แล้ว ได้ถูกพวกโจรบุกเข้ามาทุบที่พระเศียรในถ้ำที่พระองค์ทรงปฏิบัติธรรมนั้น เรื่องนี้ผมยังขอฟังหูไว้หู

แต่ก็มีความเป็นไปได้ เพราะวิบากกรรมจากผลแห่งสงครามของพระองค์อาจทำให้พระองค์ต้องทรงชดใช้กรรมก็เป็นได้ เหมือนคล้ายกรณีพระโมคัลลานะ ก็มรณภาพเพราะถูกพวกโจรรุมทุบตีจนกระดูกแหลกเหลว

------------------------

พระบรมรูปสมเด็จพระจ้าตากสินในขณะทรงผนวช

รายการรำลึกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ อสมท. ได้จัดทำขึ้นแล้วออกอากาศในวันที่ 28 ธันวาคม 2556 คุณเมษณี สถาวรินทุ ได้เดินทางไปสัมภาษณ์เจ้าอาวาสวัดเขาขุนพรม จังหวัดนครศรีธรรมราช



ที่วัดเขาขุนพนม อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช




เจ้าอาวาสวัดเขาขุนพนม ได้กล่าวว่า

"อันบ้านเมืองประเทศชาติจนปัจจุบันนี้ตั้งแต่อดีตเก่าก่อน จนถึงปัจจุบัน พระมหากษัตริย์ไทยทุก ๆ พระองค์ทรงทศพิธราชธรรม นี่คือธรรมของพระราชา ให้เกิดเป็นร่มโพธิร่มไทรปกปักรักษาไพร่ฟ้าประชาชนทุกคนให้อยู่เย็นเป็นสุข"

"แต่สุดท้ายพระองค์ท่านก็ต้องทรงเสียสละบางสิ่งบางอย่าง เพราะเห็นว่าบ้านเมืองอยู่ปรกติดีแล้ว งั้นพระองค์ก็ทรงมาบำเพ็ญสมณธรรมเพียงผู้เดียวดีกว่า"

เมษนี สถาวรินทุ พิธีกรจาก อสมท. ถามต่ออีกว่า "และเนื่องจากวันที่ 28 ธันวาคมนี้ ซึ่งถือเป็นวันปราบดาภิเษกในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อยากจะให้พระอาจารย์ฝากข้อคิดไปถึงผู้ชมที่ชมรายการด้วยค่ะ"

"ก็อยากให้เหล่าพุทธศาสนิกชน บรรดาพี่น้องปวงชนชาวไทยทั้งหลายทั้งปวง ได้น้อมรำลึกถึงพระคุณของพระองค์ท่าน แล้วเราก็คิดว่า การที่เราท่านทั้งหลายได้อยู่บนแผ่นดินไทยในปัจจุบันนี้ ก็เพราะพระมหากษัตริย์ไทยทุกๆ พระองค์ ได้ปกปักรักษาประเทศชาติบ้านเมืองให้เราได้อยู่ได้มาจนทุกวันนี้" เจ้าอาวาสวัดเขาขุนพรม กล่าวทิ้งท้าย