วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

นโยบายจำนำข้าวของเพื่อไทย ทำลายชาติ !!





ผมเคยเขียนบทความเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า แม้ไทยจะขายข้าวได้ราคาสูงขึ้น แต่กลับได้เงินจากการขายข้าวน้อยลง ในบทความเรื่อง ฟายแดงหลงดีใจ ปลัดหน้าปลาตีนบอกไทยส่งออกข้าวอันดับ1

ซึ่งในบทความนั้น ผมได้เคยคำนวณให้ดูแล้วว่า ประเทศไทยทำเงินหายจากการส่งออกข้าวตามนโยบายจำนำของรัฐบาลชั่ว ไม่ได้เงินมากขึ้นตามทีโม้ เพราะแค่5เดือนแรก ก็หายไปเกือบพันล้านบาทแล้ว แต่ใช้เงินในการซื้อข้าว(จำนำ)จากชาวนาสูงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ลองกลับไปย้อนอ่านดูได้

และคงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ไทยเราเสียแชมป์ส่งออกข้าวอันดับ1ของโลก ให้อินเดีย อันดับ1 และเวียตนาม อันดับ 2 ส่วนไทยตกลงเป็นอันดับ3

หากการรับจำนำข้าว แล้วข้าวไทยขายออกไม่เหลือค้างสต๊อกบานเบอะ ก็คงไม่มีใครว่าอะไร แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลชั่วกู้เงินธกส. มารับจำนำข้าวในราคาสูงกว่าตลาดโลก จึงเป็นผลให้ไทยเราเหลือข้าวค้างโกดังมากมาย ที่ขายไม่ออก แล้วเงินที่กู้ธกส. ใครล่ะเป็นหนี้ ก็คือเงินภาษีของคนทั้งชาตินั่นแหละ ที่ต้องนำไปชดใช้

ถามว่าชาวนาได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำเต็มที่หรือไม่?

ตอบได้เลยว่า ไม่!! เพราะต้นทุนการผลิตทุกอย่างเพิ่มขึ้นหมด ทั้งค่าเช่าที่นา เจ้าของที่ดินก็เพิ่มค่าเช่าตั้งแต่หลังการเลือกตั้งเลยด้วยซ้ำ ส่วนค่ายา ค่าปุ๋ย ค่าจ้างคนงาน ค่าจ้างเกี่ยว ฯลฯ ทุกอย่างมีต้นทุนเพิ่มขึ้นหมด

ผู้ที่ได้ประโยชน์จริงๆ คือ บริษัทขายยา ขายปุ๋ย เช่นเจี่ยไต๋ ของซีพีเป็นต้น เพราะราคาของพวกนี้ขึ้นก่อนค่าแรงทันที

อีกทั้งชาวนาส่วนใหญ่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว ไม่มีลานตากข้าว พอจ้างรถมาเกี่ยวข้าวเสร็จ ก็จะรีบนำข้าวไปจำนำแก่โรงสีทันที ทีนี้ความชื้นข้าวก็สูง โรงสีก็จะกดราคารับจำนำให้ต่ำเกินความเป็นจริง ชาวนาจึงเหมือนถูกมัดมือชกให้ต้องขาย เพราะไม่มียุ้งฉางจะเก็บด้วย และเมื่อชาวนาขายข้าวไปแล้ว เมื่อหักต้นทุนการผลิตทุกอย่าง สรุปว่า จนไม่เปลี่ยนแปลง!!

พอโรงสีได้ข้าวจากชาวนาราคาต่ำ ก็จะเอาข้าวไปตากให้แห้ง ทีนี้ก็จะนำไปกินส่วนต่างราคาจำนำเต็มจากรัฐบาลได้ สบายๆ

ฉะนั้นชาวนาที่ได้ผลประโยชน์เต็มที่จริงๆ จึงไม่มากตามที่รัฐบาลโม้ ซึ่งเราสังเกตได้ว่า มีม็อบชาวนามาประท้วงเรียกร้องกับรัฐบาลอยู่เรื่องๆ ทั้งเรื่องโดนกดราคา ทั้งโดนโรงสีสวมสิทธิ นำข้าวเก่าในสต็อกโรงสีมาสวมสิทธิ รับราคาจำนำ

หรือแม้แค่ผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจม.หอการค้า พบว่า โครงการรับจำนำข้าวกลับไม่ได้ทำให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตดีขึ้นแต่อย่างใด หนี้สินก็ไม่ได้ลดลง เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นมาก



ปี55 ประเทศไทยส่งออกข้าวได้น้อยลงกว่าปีที่แล้วแบบ หน้ามือเป็นหลังตีน ตัวเลขการส่งออกข้าวของไทย ฤดูกาล กย.54 ถึง 55



จากตัวเลขขายข้าวปีที่ผ่านมา คือประมาณ 4.87 ล้านต้น ราคาขายเฉลี่ยข้าวทุกประเภท อยู่ที่ 700เหรียญต่อตัน เท่ากับปีที่ผ่านมา ไทยเราขายข้าวได้เงินเพียง 1.02 แสนล้านบาทเท่านั้น

หลายคนอาจไม่รู้ว่า เงินที่รัฐบาลนำมารับจำนำข้าวนั้น ปีที่ผ่านมาหมดไปแล้ว ร่วม5แสนล้านบาท แต่ขายข้าวไม่ออก เหลือบานเบอะในโกดัง ขาดทุนไปแล้วร่วมแสนล้านบาท (หากยังไม่นับข้าวที่เหลือค้างโกดัง)

หนี้เก่าที่กู้ธกส. ยังไม่ทันได้ใช่ รัฐบาลประกาศงบจำนำข้าวปี55/56 ต่อไปอีก 4.05 แสนล้านแล้ว บางทีถ้าไม่พอมีอนุมัติงบเพิ่มภายหลังอีก

เท่ากับว่า ปีนี้และปีหน้า รัฐบาลใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวไป ร่วมๆ 1ล้านล้านบาท !! นี่มันเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณประเทศชาติในแต่ละปีเลยนะครับ

ถ้าเงินเข้ากระเป๋าชาวนาเต็มที่ ก็ยังพอทน แต่มันกลับเป็นว่าเงินจำนำข้าวเข้ากระเป๋าพวกโรงสี นักการเมือง พวกบริษัทปุ๋ยยา มากกว่า (และพวกโกงจำนำด้วย)

แต่ที่น่าขำและเจ็บใจที่สุด คือข่าวที่เวียตนามขอบคุณรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ออกนโยบายจำนำข้าวโง่ๆ ออกมา ทำให้ข้าวไทยซื้อมาเก็บให้เหลือในโกดัง แต่กลับทำให้เวียตนามขายข้าวได้ดีจนกำลังจะก้าวเป็นอันดับ1 ของโลกแล้ว แถมชาวนาเวียตนามรวยกันทั่วหน้า

ลองอ่านข่าวนี้สิครับ เวียตนามขอบคุณนโยบายของรัฐบาลโง่ แถมเยาะเย้ยไทยไปในตัว



เวียดนามครองอันดับสองในฐานะกลุ่มประเทศส่งออกข้าวมากที่สุดของโลกรองจากไทยมายาวนาน แต่ในปีนี้เวียดนามคาดการว่าจะสามารถส่งออกข้าวได้ราวๆ 7 ล้านตัน มากกว่าการประมาณการส่งออกข้าวของไทยที่ราวๆ 6 ล้าน 5 แสนตันเท่านั้น (จริงๆไทยส่งออกได้น้อยกว่าที่เวียตนามคาด)

Nguyen Van Don ผู้บริหาร บริษัท Viet Hung บริษัทส่งออกข้าวรายใหญ่ของเวียดนาม บอกว่า ในปีนี้ยอดการส่งออกข้าวของเวียดนามจนถึงขณะนี้มีมากกว่าประเทศไทย ซึ่งต้องขอบคุณนโยบายการจำนำราคาข้าวของรัฐบาลไทยที่ส่งผลในยอดการส่งออกไทยลดลง!!

นักธุรกิจส่งออกข้าวชาวเวียดนาม บอกว่า เหตุผลก็คือนโยบายการจำนำราคาข้าวของไทยนั้นรัฐบาลจะสนับสนุนชาวนาไทยด้วยการรับซื้อข้าวในราคาสูงไปเก็บไว้ แต่เป็นเรื่องยากที่จะนำข้าวออกขายในตลาดโลกเพราะมีราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป ทำให้แต่ละประเทศเช่นเวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน และพม่าต่างแข่งขันเพื่อแย่งตลาดในส่วนนี้ โดยเวียดนามมีคู่แข่งสำคัญคืออินเดีย

Nguyen Van Don บอกด้วยว่า การส่งออกข้าวของเวียดนามที่เพิ่มสูงขึ้นยังมีส่วนมาจากยอดสั่งซื้อข้าวที่เพิ่มขึ้นของบริษัทจากประเทศจีน ทำให้ปีนี้จีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่นำเข้าข้าวจากเวียดนาม ในจำนวนมากกว่า 2 ล้านตันแล้ว ทั้งๆที่ปีก่อนหน้านี้การค้าข้าวระหว่างจีนกับเวียดนามนั้นไม่ค่อยมีมากนัก แต่ในปีนี้จีนกลับกลายเป็นตลาดส่งออกข้าวหลักของเวียดนามไปแล้ว

อย่างไรก็ตามในวงการค้าข้าวจะทราบว่า ปกติแล้วข้าวเวียดนามนั้นมีคุณภาพที่ด้อยกว่าข้าวของไทย และมีตลาดการส่งออกข้าวที่ค่อนข้างต่างกัน แต่เจ้าหน้าที่ด้านการเกษตรของเวียดนามบอกว่า การส่งออกข้าวที่น้อยลงของไทยกลายเป็นโอกาสสำคัญของเวียดนามที่เพิ่มช่องทางใหม่ๆมากขึ้น

Huynh Cong Minh ผู้ช่วยผู้อำนวยการหน่วยงานด้านการพัฒนาการเกษตรและชนบท ในจังหวัดTien Giang แหล่งปลูกข้าวสำคัญทางตอนใต้ของเวียดนาม บอกว่า แม้จะยังถึงกับเป็นโอกาสทองของการส่งออกข้าวของเวียดนามเสียทีเดียว

แต่ถือเป็นจุดเริ่มของโอกาสในระยะยาวที่จะช่วยให้เวียดนามค่อยๆเปลี่ยนวิธีการเลือกพันธุ์ข้าวในการปลูก และเพิ่มพื้นที่การปลูกข้าวคุณภาพดีให้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เจ้าหน้าที่คนนี้บอกด้วยว่า กว่าร้อยละ 45 ของข้าวที่ปลูกในพื้นที่จังหวัด Tien Giang นั้นเป็นข้าวพันธุ์คุณภาพดี และกำลังวางแผนสนับสนุนเตรียมขยายพื้นที่ปลูกให้มากขึ้นเพื่อรองรับตลาดข้าวใหม่ๆของเวียดนาม

Nguyen Ngoc Phan ชาวนาในจังหวัดTien Giang บอกว่า เขามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากหันมาปลูกข้าวพันธุ์ดี มากว่า 5 ปี หลังได้รับการส่งเสริมจากเจ้าหน้าที่ให้ปลูกข้าวพันธุ์ดีคุณภาพสูงเมื่อหลายปีก่อน และแน่นอนว่าเมื่อปลูกข้าวคุณภาพที่ดีขึ้นรายได้ก็ดีขึ้นตามไปด้วย จนต้องขยายพื้นที่ปลูกข้าวพันธุ์นี้ให้มากขึ้นจนเต็มแปลงนาที่มีอยู่ทั้งหมด

แน่นอนว่าผู้คนในวงการข้าวของเวียดนามต่างยินดีที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกในปีนี้ และทราบดีว่าเงื่อนไขสำคัญที่จะสามารถรักษาตำแหน่งนี้ไว้ต่อไปคือ สภาพอากาศและปริมาณความต้องการข้าวของตลาดโลก แต่เจ้าหน้าที่เวียดนามย้ำว่า เป้าหมายในการรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวนั้นยังมีความสำคัญน้อยกว่าการเร่งส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพดีให้มากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการจากทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต

-----------------------

ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยต่ำกว่าเพื่อนบ้าน

ผลผลิตข้าวของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 459 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างสหรัฐเฉลี่ยอยู่ที่ 1,270 กิโลกรัม/ไร่ เกาหลีใต้ 1,216 กิโลกรัม/ไร่

แม้ประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น เวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 836 กิโลกรัม/ไร่ อินโดนีเซียเฉลี่ย 799.76 กิโลกรัม/ไร่ พม่าเฉลี่ย 653 กิโลกรัม/ไร่ ลาวเฉลี่ย 576 กิโลกรัม/ไร่ ฟิลิปปินส์เฉลี่ย 574 กิโลกรัม/ไร่

(ข้อมูลจากมติชนออนไลน์ เรื่อง "ข้าว-หลงทาง" เมินเพิ่มผลผลิตข้าวต่อไร่ จนเวียดนามแซงหน้า")

จากข้อมูลนี้ทำให้เราเห็นอะไร?

คำตอบก็คือ ชาวนาไทยใช้ปุ๋ยมาก ใช้ยามาก ใช้ต้นทุนการผลิตมากมายกว่าชาติอื่นๆ แต่กลับได้ผลผลิตต่ำกว่าชาติที่มีเทคโนโลยีการเกษตรต่ำกว่าไทยด้วยซ้ำ?? เพราะขนาดลาวยังได้ผลผลิตข้าวต่อไร่สูงกว่าไทยเลย!!

สาเหตุก็เพราะ ชาวนาหลงเชื่อแนวทางการเพาะปลูกแบบผิดๆ ไปเชื่อพวกบริษัทปุ๋ย ยา มากกว่า เชื่อในหลวง !! ซึ่งผมเคยได้อธิบายไปในหลายบทความแล้ว

ในเมื่อชาวนาไทยใช้ต้นทุนสูงกว่าประเทศอื่นๆ แถมได้ผลผลิตต่อไร่น้อยกว่าชาติอื่นๆ แบบนี้ชาวนาไทยจะไม่ยากจนได้อย่างไร แล้วแบบนี้บริษัทปุ๋ย ยา จะไม่รวยมหาศาลได้อย่างไรเล่า!!

------------------------------

ข้าวไทยแย่แน่หากเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน

ในเมื่อข้าวไทยแพงกว่าชาติอื่นๆ เมื่อเปิดเขตเสรีการค้าอาเซียนแล้ว ก็จะมีข้าวจากต่างชาติเข้ามาขายในไทยได้มากขึ้น เพราะไม่มีข้อจำกัดทางภาษี

ชาวนาไทย และคนไทยอาจหลงภูมิใจว่า หลงตัวเองว่า ไม่เห็นต้องกลัว ถึงข้าวไทยจะแพง แต่ข้าวไทยคุณภาพดีกว่าชาติอื่นๆ ขอบอกว่านั่นเป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์!!

เพราะทุกชาติในอาเซียนก็กินข้าวเป็นอาหารหลัก เทคโนโลยีการปลูกข้าวไม่ได้สูงส่งจนไล่ตามกันไม่ทัน ฉะนั้นหากรัฐบาลชั่วยังใช้นโยบายจำนำข้าวต่อไป ก็จะทำให้ชาวนาไทยไม่สนการลดต้นการผลิต และการเพิ่มผลผลิตต่อไร่เท่าที่ควร เพราะนโยบายจำนำมันหลอกให้ชาวนาไทยหลงกับราคาข้าวที่สูงเกินจริง

ข้าวไทยแพง คนไทยกินข้าวแพง แน่นอนข้าวชาติอื่นคุณภาพใกล้เคียงข้าวไทย แต่ถูกกว่าข้าวไทยมาก คนไทยก็อาจต้องเลือกกินข้าวชาติอื่นๆ แทน เพราะมีหลายคนบอกว่า ข้าวหอมมะลิเขมร กับข้าวหอมมะลิเวียตนามก็อร่อยเหมือนกัน

---------------------------

ข้าวพม่า อร่อยที่สุดในโลก

แต่ก่อนที่พม่าจะปิดประเทศเป็นเผด็จการทหาร ในอดีต พม่าคือ ประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก !! และมาวันนี้พม่ากำลังเปิดประเทศ กำลังจะใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

พม่าได้ประกาศแล้วว่า เป้าหมายของพม่าคือ จะขอกลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ1 ของโลก ซึ่งแน่นอนไทยเราต้องเจอคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดแล้ว เพราะพม่าเป็นยักษ์ที่หลับมานาน

ที่สำคัญ ในปัจจุบันนี้ ข้าวพม่าชนะเลิศความอร่อยอันดับ1 ของโลก ตามข่าวนี้

ข้าวพม่า โค่นแชมป์"หอมมะลิ"จากไทย ครองสุดยอดข้าวอร่อยที่สุดในโลก

หนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัลรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากการประกวดสุดยอดข้าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงานการประชุมข้าวโลก ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-21 ต.ค. ที่เมืองโฮจิมินห์ซิตี้ ประเทศเวียดนาม โดยในปีนี้ คณะกรรมการได้จากข้าวกว่า 30 สายพันธุ์ที่ส่งเข้าประชันงานประกวดข้าว โดยเกณฑ์การตัดสินข้าวจะพิจารณาจากรสชาติ สี และคุณภาพของตัวข้าวเป็นสำคัญ การประกวดที่เริ่มเมื่อ 2 ปีก่อน ภายใต้การสนับสนุนของไรซ์ เทรดเดอร์ส องค์การที่ปรึกษาข้าวระดับโลก โดยข้าวหอมมะลิของไทยได้ครองตำแหน่งสุดยอดข้าวไปครองติดต่อกันใน 2 ปีแรก ขณะที่ในปีนี้โดยตัดสินให้ข้าว "Pearl Paw San" จากประเทศพม่า ได้ตำแหน่งชนะเลิศไปครอง

นายไมเคิล ครอส พ่อครัวจากสถาบันด้านศิลปะการทำอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ จากเมืองซาเครเมนโต สหรัฐฯ กล่าวว่า คณะกรรมการตัดสินข้าวหลากหลายสายพันธุ์ โดยพิจารณาถึงคุณสมบัติของตัวข้าวเป็นหลัก โดยไม่มีส่วนผสมอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

ด้านนายเจเรมี สวิงเกอร์ ประธานสมาคมไรซ์ เทรดเดอร์ เปิดเผยว่า ผู้ผลิตข่าวทั่วโลกมักมีข้อถกเถียงกันมานานว่า ใครเป็นเจ้าของสายพันธุ์ข้าวที่มีรสชาติดีที่สุด และในบางชาติ นั่นอาจถือเป็นความภูมิใจของชาติ อีกทั้งข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ต่างก็มีความพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร โดยข้าวสายพันธุ์ที่พลาดแชมป์ไปอย่างฉิวเฉียดในปีนี้คือข้าวพันธุ์ Venere ซึ่งเป็นข้าวเม็ดสีดำที่ปลูกในอิตาลี และข้าวหอมมะลิจากไทย

นายอดัม แทนเนอร์ หัวหน้าพ่อครัวจากโรงแรมเชอราตัน ไซง่อน และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน ระบุว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมการตัดสินรสชาติข้าวที่มีสายพันธุ์ที่หลากหลายและมีคุณสมบัติแตกต่างกันตามแต่ละสายพันธุ์ ทำให้การตัดสินข้าวแตกต่างจากการชิมเครื่องดื่ม อย่างชา หรือไวน์ แต่โชคดีว่าทางงานประกวดมีเกณฑ์ในการตัดสินเป็นแนวทางให้คณะกรรมการ

ทั้งนี้ หนึ่งในเกณฑ์ที่สำคัญก็คือกลิ่นหอมเฉพาะของข้าวแต่ละสายพันธุ์ โดยข้าวพันธุ์ใดที่ยังคงรักษากลิ่นหอมเฉพาะนั้นๆ ไว้ได้หลังจากที่ผ่านการหุงให้สุกแล้ว ก็จะได้รับคะแนนอย่างท่วมท้นจากคณะกรรมการนอกเหนือไปจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ต้องบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ เมล็ดเต็มสมบูรณ์ และไม่มีสิ่งเจือปนใดๆ

ด้านสมาคมอุตสาหกรรมข้าวพม่าเปิดเผยว่า ข้าวสายพันธุ์ Pearl Paw San ซึ่งชนะในการประกวดครั้งนี้ เป็นข้าวที่มีลักษณะเม็ดกลมหนา โดยมีความยาวประมาณ 5-5.5 มม. และเมล็ดข้าวจะมีขนาดยาวมากขึ้นกว่าเดิม 3-4 เท่าตัวเมื่อผ่านการหุงเรียบร้อยแล้ว และยังสามารถรักษากลิ่นหอมเฉพาะไว้ได้

ครอสและแทนเนอร์ เห็นว่า การที่ข้าวสามารถขยายขนาดได้เมื่อผ่านการหุง ความแน่นของตัวข้าวเมื่อเคี้ยวและผิวสัมผัสที่ดี ล้วนส่งให้ข้าวPearl Paw San ของพม่าเฉือนเอาชนะข้าวหอมมะลิของไทย และข้าวสีดำสายพันธุ์ Venere ของอิตาลีได้อย่างฉิวเฉียด

-----------------------

เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว ชาวนาไทยถ้ายังคิดเลือกพรรคเพื่อควายต่อไป ก็รอวันเจ๊ง จนมากขึ้นได้เลยครับ

คลิกอ่านต่อ ตอน2 คนไทยจ่ายภาษีให้ต่างชาติซื้อข้าวถูก



วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

ทหารใช้กระสุนจริง ขอคืนพื้นที่ราชประสงค์ในปี 53 ผิดหรือไม่?





ก่อนเข้ากระชับพื้นที่ราชประสงค์ ศอฉ. ได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน เพื่อที่ทหารจะได้เข้ากระชับพื้นที่ เพราะมีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวอยู่ เพื่อจะจุดฉนวนให้เกิดความรุนแรง ตามประกาศของศอฉ. ตามนี้


--------------------------

ประกาศศูนย์อำนวยการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉิน

เรื่อง ให้บุคคลและกลุ่มบุคคลออกจากพื้นที่การชุมนุม เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2553 และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 แล้วนั้น การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียง เป็นการชุมนุมที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ และในขณะนี้ได้มีการปฏิบัติการที่ใช้ความรุนแรง โดยกลุ่มผู้ชุมนุมและกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมศูนย์ อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินตระหนักดีว่า ในพื้นที่การชุมนุมที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียง มีผู้เข้าร่วมชุมนุมที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ผู้หญิง คนชรา รวมทั้งผู้ที่ไม่ทราบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยมีความประสงค์ออกจากพื้นที่การชุมนุม และเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา

เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าร่วมการ ชุมนุม โดยเฉพาะเด็ก ผู้หญิง คนชรา และผู้ที่ประสงค์จะเดินทางออกจากพื้นที่การชุมนุม ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินจึงขอให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมออกจากพื้นที่ การชุมนุมโดยเร็ว โดยให้แจ้งความประสงค์ขอกลับภูมิลำเนากับเจ้าหน้าที่ได้ทุกคน ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินจะให้ความคุ้มครองและอำนวยความสะดวก อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2553 เวลา 15.00 น.

ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินใคร่ขอให้ครอบครัวและญาติมิตรของผู้เข้า ร่วมชุมนุมได้โปรดติดต่อแจ้งให้ญาติพี่น้องของท่านทราบ และออกจากพื้นที่การชุมนุมโดยด่วน

ประกาศ ณ วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2553


(นายสุเทพ เทือกสุบรรณ)

ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน


คลิกที่รูปเพื่อขยาย



--------------------------

ต่อมาในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2553 ศอฉ. ก็ได้ประกาศย้ำอีกครั้ง ตามนี้


-------------------------------

สังเกตว่า ประกาศศอฉ. ทั้ง 2 ฉบับ ได้ย้ำว่ามีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวอยู่ในผู้ชุมนุม และในเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มา ทหารก็โดนอาวุธสงครามยิงถล่ม จนมีทหารบาดเจ็บมาแล้วหลายร้อยนาย และเสียชีวิตอีกจำนวนหนึ่ง

ถามว่า การที่ทหารใช้กระสุนจริงเพื่อกระชับพื้นที่ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่?

ขอตอบว่า ถ้าในกรณีที่ผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ ชุมนุมโดยสงบ ไม่เคยทำร้ายทหารด้วยอาวุธสงคราม ไม่มีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวในผู้ชุมนุม หากทหารใช้กระสุนจริงเข้าสลายการชุมนุม ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแน่นอน!!

แต่ถ้าหากผู้ชุมนุมมีอาวุธ จนถึงขั้นทำร้ายทหารจนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บมาแล้ว เผาบ้านเผาเมือง หรือคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชนคนอื่นๆ ด้วยการขู่เผารถแก๊ส  แบบนี้ก็อนุญาตให้ทหารใช้อาวุธในการปราบปรามได้ครับ

ตามที่ข่าวมติชนเคยลงเกี่ยวกับแถลงการของฮิวแมนไรท์วอช ตามนี้




ให้สังเกตประโยคที่ผมขีดเส้นแดงไว้นั้น ว่ามีกรณียกเว้นที่ว่า ให้ทหารจะใช้กำลังได้ก็ต่อเมื่อ

"การใช้กำลังอย่างผิดกฎหมายจะต้องใช้ในกรณีที่มีบุคคลเป็นภัยต่อชีวิตเท่านั้น"

และในกรอบสีแดงที่ผมล้อมไว้นั้น ระบุว่า ฮิวแมนไรท์วอช ก็ยังรู้ด้วยว่า พวกฟายแดงมีอาวุธทำเองและอาวุธอื่นๆ ซึ่งเป็นการขัดกับคำอ้างของกลุ่มว่าประท้วงอย่างสันติ!!

ดังนั้นเมื่อศอฉ. ประกาศให้ผู้ชุมนุมที่ไม่ต้องการความรุนแรงเดินทางกลับบ้านไปแล้ว ทหารจึงติดป้ายประกาศว่า เขตใช้กระสุนจริง ห้ามเข้า ตามรูปนี้




อีกทั้งแกนนำฟายแดง ได้ประกาศยุติการชุมนุมและสั่งให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับบ้านได้แล้ว




ก็ในเมื่อรัฐบาลและทหาร ได้ทำตามขั้นตอนทุกอย่างดังกล่าวมาแล้ว แกนนำฟายแดงประกาศยุติการชุมนุม และขอร้องให้ผู้ชุมนุมกลับบ้านแล้ว ดังนั้นหากใครไม่กลับบ้าน แสดงว่ามีเจตนาไม่ดีแล้ว ฉะนั้น

"ผมถามไปที่เกิดเหตุทำไม ถ้านอนอยู่บ้าน แล้วจะตายไหม?" สมัคร สุนทรเวช

ผมขอย้ำว่า นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ไม่ได้มีคำสั่งสลายการชุมนุม เพราะการชุมนุมได้ยุติลง และสลายตัวไปก่อนแล้ว ตามคำสั่งของแกนนำเสื้อแดง

แต่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ มีคำสั่งให้ทหารเข้าไปเคลียร์พื้นที่ต่างหาก แต่บังเอิญเกิดมีพวกที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งแกนนำ มีเจตนาเผาบ้านเมืองเพื่อก่อให้เกิดความรุนแรง มีการลอบทำร้ายทหาร ดังนั้นเมื่อทหารพยายามระงับการเผาบ้านเมืองนั้นตามหน้าที่

ก็จะมาโทษนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ว่าสั่งฆ่าประชาชนไม่ได้

ซึ่งหากเกิดความผิดพลาดบ้างจากการใช้กระสุนจริงแสนนัด ใครเป็นผู้บริสุทธิ์จริงแล้วโชคร้ายตายเพราะทหารจริงๆ รัฐบาลก็ควรชดใช้เยียวยาไปตามระเบียบ (แต่ปืนและกระสุนของทหารโดนฟายแดงยึดไปก็หลายกระบอกเช่นกัน??)

--------------------------


ที่สำคัญที่สุด จนถึงวันนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่ยอมเซ็นยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะอะไรรู้มั้ย?

ก็เพราะว่า เกมฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศของทนายแดงนั้น ทักษิณมีเจตนาแค่ขู่พรรคฝ่ายค้าน ให้ยอมรับกฎหมายปรองดองเท่านั้น เพราะหากรัฐบาลยิ่งลักษณ์เกิดไปยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเมื่อไหร่

คนที่จะซวยที่สุดไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ หรือนายสุเทพ แต่จะเป็นตัวทักษิณเองนั่นแหละ 5555 ฮิๆ




นี่เป็นครั้งที่2 แล้ว ที่แม่นางสาวเกตุ ผู้เสียชีวิตในวัดปทุมฯ มาจี้นายกปู ให้เซ็นยอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ
เพราะถ้านายกไม่เซ็น นายอัมสเตอร์ดัม ทนายฟายแดง ก็ไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดนายอภิสิทธิ์ได้ 555


คลิกอ่าน ตอบนังพวงทอง ภคัรพันธุ์ กรณีชายชุดดำ?


วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

ตอบนังพวงทอง ภวัครพันธุ์ กรณีชายชุดดำ?






นักวิชาการฟายแดง ต่างดาหน้าโจมตีผลรายงานของคอป. ว่าเน้นข้อมูลด้านเดียว โจมตีแต่ฝ่ายชายชุดดำ (ที่ฟายแดงพยายามปกป้อง)

โดยเฉพาะนางพวงทอง ภสัครพันธุ์  นักวิชาการฟายแดงจากรัฐศาสตร์จุฬา ฯ บอกว่า ทหารก็ใส่ชุดดำเหมือนกัน !!


คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าวเสวนานักวิชาการฟายแดง


เฮ่อ.. อีนี่มันยึดติดกับชุดสีดำเหมิอนนังธิดายึดติด ซึ่งผมได้เขียนในบทความ นังธิดา โพสคลิปชุดดำ แบบควายๆ ว่า อย่าไปยึดติดที่สีดำ เพราะคำว่า ชายชุดดำ มันเป็นคำเรียกง่ายๆ ของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายของเสธ.แดง แต่พอหลังจากเสื้อแดงถอดเสื้อแดงออก พวกกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดดำแล้ว ใส่ชุดอะไรก็ได้ ก็ทำชั่วเพื่อใส่ร้ายทหารได้ทั้งนั้น


แต่เท่าที่ผมจำได้ ทหารจะใส่ขุดลายพราง และสวมเกราะดำนะ ทหารไม่ได้สวมชุดดำตามที่อีนี่กล่าวหาสักหน่อย สงสัยอีนี่คงดูคลิปของนังธิดา เมียเหวงแหงๆ ถ้ามีทหารในการสลายการชุมนุมใส่ชุดดำ ก็ช่วยโพสให้ดูหน่อยสิ

แต่ถ้าทหารจะใส่ชุดดำบ้าง ก็ไม่แปลก เพราะเจ้าหน้าที่บางหน่วยก็ใส่ชุดดำ เช่นทหารพราน 



นังพวงทอง ภวัครพันธุ์มันถามว่า  ในคืนวันที่10 เมษายน 55 ที่สี่แยกคอกวัว เสื้อแดงตายก่อน ชายชุดดำออกมา หรือหลังชายชุดดำออกมา ผมตอบได้เลยว่า เสื้อแดงที่โดนยิงเข้าที่ศีรษะจนตายวันนั้น ตายจากกระสุนจากฝั่งเสื้อแดงเองชัดเจน คือมีการยิงเสื้อแดงก่อนชุดดำจะออกมาหรือเปล่าไม่รู้ แต่น่าจะหลังที่ทหารโดนM79แล้ว แต่ที่แน่ๆ เป็นการยิงจากฝั่งเสื้อแดงเอง เพราะเสื้อแดงที่ตายคนนั้น จากคลิป



สังเกตว่าทหารอยู่ฝั่งซ้ายของคลิป ชายเสื้อแดงคนที่ถือธงที่โดนยิงนั้น เขาหันข้างซ้ายให้ทหาร แต่เขากลับถูกยิงจากทางด้านหลังศีรษะ ซึ่งกระสุนมาจากฝั่งเดียวกับคนที่กำลังถ่ายคลิปนี้ แสดงว่า น่าจะมีการวางแผนว่าจะยิงชายคนนี้อยู่แล้ว เพราะถ้าเป็นทหารยิง กระสุนจะต้องเข้าทางด้านซ้ายของศีรษะ แต่นี่กลับเข้าทางด้านหลังของศีรษะ ซึ่งน่าจะมาจากฝั่งเดียวกับคนถ่ายคลิปนั่นเอง

หลักการล้ม หากล้มเอียงไปทางซ้ายมือของตัวเอง แสดงว่า กระสุนจะมาจากฝั่งด้านขวามากกว่า จากคลิปชายคนนี้ ล้มเอียงไปทางซ้าย แสดงว่า กระสุนที่ยิงเข้าด้านหลังศีรษะของเขา น่าจะมาจากด้านหลัง และเฉียงจากฝั่งขวามากกว่า เพราะแรงกระสุนจากขวาผลักให้เขาล้มลงไปทางซ้าย!!

แถมการที่ศพหน้าหันไปทางขวา ยิ่งยืนยันได้ว่า กระสุนมาจากทางขวามากกว่าซ้าย เพราะการที่กระสุนเข้าทางด้านหลังเฉียงขวา หน้าจึงหันไปทางขวา เพราะแรงกระสุนดันหน้าให้หันกลับไปทางเดียวกับวิถีกระสุนที่พุ่งมา (ตรงนี้จะต่างจากการล้มทางซ้าย)

ฉะนั้นที่เขาโดนยิงตายก็เพราะกระสุนจากกลุ่มเสื้อแดงเองนั่นแหละ แต่พยายามจัดฉากว่าทหารยิงประชาชน

แล้วทำไมต้องเลือกยิงชายเสื้อแดงคนดังกล่าว ?

คำตอบก็คือ เพราะเขาใส่เสื้อแดงที่เขียนข้อความว่า "รักในหลวงกล้ายอมพลี" และดูเหมือนเขาจึงถูกหลอกให้ถือธง เพื่อถูกกำหนดให้เป็นเป้าที่จะถูกสังหารเพื่อใส่ร้ายทหาร






และคลิปเสื้อแดงเชียร์พวกถืออาวุธมายิงทหาร แถมพูดว่า น่าจะเป็นพวกเสธ.แดง !!

ดูที่ นาที 2.50 เป็นต้นไป



แต่ที่แน่ๆ มีทหารตายเพราะชายชุดดำก่อนจะมีเสื้อแดงตายแน่นอน เช่นในเหตุการณ์ปะทะที่ดอนเมืองโทลเวย์!! บริเวณใกล้อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 28เมษายน 55 ทหารก็เคยปะทะกับเสื้อแดงที่ดอนเมืองโทลเวย์ และมีทหารตายไป 1 นาย บริเวณอนุสรณ์สถานฯ  ซึ่งตอนแรกพวกฟายแดงพยายามใส่ร้ายว่า ทหารยิงกันเอง

แต่โชคดีที่มีสื่อต่างชาติเผยความจริง ว่าคนที่ยิงทหารคือ ชายชุดดำที่แฝงตัวในเสื้อแดง หากไม่มีสำนักข่าวต่างชาติรายงาน ฟายแดงมันก็จะแถว่า ทหารยิงกันเอง

ซึ่่งสำนักข่าวอัลจาซีราห์ ก็ได้รายงานว่า มีชายชุดดำแฝงตัวในเสื้อแดงตามที่ข่าวสดรายงานตามนี้



ทีนี้เรามาดูข่าวที่รายงานเหตุการณ์ในวันที่28 เมษายน 55 ที่ทหารถูกชายชุดดำยิง จากสื่อไทยบ้าง



----------------------------

คลิปทหารโดนเสื้อแดงยึดอาวุธและทหารตาย !!

สุดท้าย อยากจะให้ดูกันชัดๆ อีกที เพราะผมโพสคลิปนี้บ่อยมากๆ คือ คลิปทหารมีปืน หากทหารไม่ป้องกันตัวเอง ก็จะตายแบบนี้




แล้วพวกนักวิชาการฟายแดง อย่างนังพวงทอง อาจารย์รัฐศาสตร์หน้าโง่ ทำไมไม่เคยพูดถึงกรณีนี้บ้าง ถุย!!

เพราะตรรกะนักวิชาการควายแดง มันคิดอยู่อย่างเดียวคือ ทหารต้องใช้หนังสติ๊กไปปราบเสื้อแดง เพราะเสื้อแดงใช้หนังสติ๊ก

หนังสติ๊กพ่อมรึงดิ มรึงดูซะ มีระเบิดบนสถานีรถไฟฟ้า BTSศาลาแดง เมื่อวันที่ 22เมษายน55 ช่วงที่ฟายแดงยังชุมนุมตั้งค่ายที่สวนลุมพินี

ดูซะผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับบาดเจ็บบนสถานีรถไฟฟ้า จนทหารไทยต้องเข้าไปช่วยเหลือซิ

นักวิชาการฟายแดง นังพวงทอง มันคิดถามแต่ว่า เสื้อแดงตายก่อนมีชุดดำออกมาหรือไม่ ?

โถๆ งั้นถามกลับ ผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บล้มที่ตายก่อนเสื้อแดง ทำไมนักวิชาการอย่างพวกมรึงไม่สนใจคนอื่นบ้าง สนใจแต่ฟายแดงชั่วๆ นี่นะ โคตรประชาธิปควายเลยว่ะ





วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

ฟายแดงมันโง่ ธาริตหลอกแดกเงินทักษิณ (ตัวอย่างคดีนายพัน คำกอง)






หลายคนคงเห็นการเปลี่ยนสีของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ไปแล้ว จากเป็นอธิบดี(สีขาว)กรมสวบสวนคดีพิเศษ หรือDSI ที่ยืนบนความถูกต้อง และข้อเท็จจริง มาวันนี้พอรัฐบาลเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน

จากอธิบดีสีขาว ก็กลายเป็นอธิบดีสีแดง ไปในบัดดล

อย่าๆ อย่าไปว่ามันเลย คนมันรักตัวกลัวฟาย เห็นแก่ลาภยศและตำแหน่ง มากกว่าคุณธรรมความถูกต้อง ก็ชั่งหัวแม้วมันเหอะ

แล้วทำไมผมถึงบอกว่า ธาริตมันหลอกแดกเงินทักษิณ เพราะความโง่ของฟายแดง?

คำตอบก็คือ ธาริตมันรู้อยู่เต็มอกว่า คดีทุกคดีที่จะเอาผิดนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ สุดท้ายมันต้องหลุดทุกคดี เพราะนายธาริต ก็คือ 1ใน ศอฉ. นั่นเอง ถ้านายอภิสิทธิ์ผิด คณะกรรมการ ศอฉ. ก็ต้องผิดเช่นกัน เพราะร่วมกันประชุมวางแผน ส่วนการสั่งงานในระดับต่างๆ ก็มีผู้มีรับผิดชอบในระดับต่างๆ ลดหลั่นกันไป

ฉะนั้น ความผิดในแต่ละชั้น ก็มีความผิดในระดับแตกต่างกันไป จะมาปฏิเสธความรับผิดชอบร่วมกันคงไม่ได้ หากเรื่องสลายการชุมนุมมีความผิดจริง แน่นอนนายอภิสิทธิ์ กับนายสุเทพ ย่อมมีความผิดมากที่สุด แต่คณะกรรมการศอฉ. ที่ร่วมปฏิบัติงานร่วมกันในครั้งนั้น ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบร่วมกันได้ จริงหรือไม่?

ทีเรื่องดีๆ ได้หน้า ก็แย่งกันออกมารับความดีความชอบ แต่พอเรื่องร้ายๆ อาจต้องโทษ กลับกระโดดหนีปัดความรับผิดชอบกันใหญ่ นี่คือสันดานแย่ๆ ในหมู่ข้าราชการชั่วๆ อย่างนายธาริตกำลังกระทำ

ฉะนั้น ในเมื่อธาริตมีส่วนรู้เห็นในศอฉ. หากการสลายการชุมนุม53 ผิด นายธาริต ก็อยู่ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดนั่นแหละ แล้วนายธาริตจะทำคดีเอาผิดนายอภิสิทธิ์ไปทำไม?

คำตอบก็คือ เพื่อรักษาตำแหน่งตัวเอง และหลอกแดกเงินทักษิณไง ฟายแดงเอ๊ย !! 555

เอ้า !! ลองฟังนายธาริต เพ็งดิษฐ์ แถลงเรื่องมีชายชุดดำจริงๆ เมื่อปี 53 ครับ


เมื่อมีชายชุดดำจริง การที่ทหารต้องพกอาวุธพร้อมกระสุนจริงเพื่อป้องกันตัวเอง จึงสามารถทำได้



และย้อนดูธาริต สมัยเล่นงานขอถอนประกันนายจตุพร ข้อหาก่อการร้าย



-------------------------

ขอยกตัวอย่าง คดีนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่

ฟายแดงมันกระด๊๊กระด๊า ที่ศาลตัดสินว่า นายพัน คำกอง ตายเพราะถูกยิงด้วยอาวุธจากเจ้าหน้าที่ทหารจริงๆ

ส่วนนายธาริต ก็รีบรับลูกทันที โดยจะเดินหน้าฟ้องเอาผิดนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ดำเนินคดีในข่ายฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เป็นคดีฆาตกรรม

ถามว่า จริงๆ แล้ว ในวันนั้นทหารมีเจตนาฆ่าประชาชน หรือ นายพัน คำกอง จริงหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จริง!!

เพราะวันนั้น ทหารปิดถนนตามคำสั่งศอฉ. และประกาศว่าจะใช้กระสุนจริง แต่ทีนี้นายสมร ไหมทอง ดันขับรถตู้ผ่านบริเวณนั้น พอเจ้าหน้าที่ประกาศด้วยเครื่องขยายเสียงสั่งให้จอด แต่นายสมร ดันไม่ยอมจอด กลับขับหนีต่อไป และยิ่งทหารเคยได้รับข่าวมาว่า อาจมีรถตู้บรรทุกระเบิด

เมื่อรถตู้ไม่ยอมจอด ทหารก็ตัดสินเลยยิง!!

แต่นายพัน คำกอง ที่กำลังเล่นหมากรุกกับยามของคอนโดมิเนียมไอดีโอ พอได้ยินเสียงประกาศของทหาร จึงเดินออกมาดูเหตุการณ์ เลยโดนลูกหลงจากกระสุนของทหารที่ระดมยิงรถตู้ที่นายสมร ขับ

นายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ โดนทหารตั้งใจยิงใส่แต่ไม่ตาย ส่วนนายพัน คำกอง เดินมาดูเหตุการณ์ กลับโดนลูกหลงเลยตาย !!

สรุปง่ายๆ ว่า นายพัน คำกอง โดนกระสุนลูกหลงจากทหารจึงตาย ซึ่งทหารก็ไม่ได้มีเจตนายิงนายพัน คำกอง ส่วนนายสมร คนขับรถตู้ แค่บาดเจ็บเท่านั้น ซึ่งทหารก็ได้นำตัวส่งไปรักษาพยาบาลต่อไป

ขนาดรถตู้ที่ทหารเจตนายิง ก็ยังไม่อาจทำให้คนขับรถตู้ตายได้เลย เพราะทหารก็ไม่ได้มีเจตนาฆ่าคนขับรถตู้ เพียงแต่กระสุนทหารมันเป็นแนวระนาบ ก็อาจเกิดการผิดพลาดไปโดนผู้อื่นได้ง่าย

ถามว่า ทหารผิดหรือไม่?

คำตอบคือ ทหารผิดแน่นอน แต่ผิดจากความประมาท อันเป็นเหตุให้ผูัอื่นเสียชีวิตเท่านั้น แต่ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งซึ่งย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ เมื่อเจ้าหน้าที่ผิดพลาด ก็ต้องเยียวยาไป ซึ่งรัฐก็จ่ายไปแล้ว 7.5 ล้านบาทสำหรับกรณีนายพัน คำกอง

แล้วนายธาริต ดันจะเอาผิดนายอภิสิทธิ์ ในข้อหาเจตนาฆ่านายพัน คำกอง ??

ถ้าไม่โง่อย่างฟายแดง ก็ต้องดูออกแล้วว่า นายธาริตมันฟ้องร้องเอาผิดเอาใจฟายแดง หลอกแดกเงินทักษิณเท่านั้น

เพราะสุดท้ายแล้ว คดีฟ้องนายอภิสิทธิ์เจตนาฆ่า ศาลคงยกฟ้องแหงๆ นายอภิสิทธิ์ รอดแน่นอน เพราะมันคือความผิดพลาดในระดับปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เท่านั้น เพราะศอฉ. ไม่เคยมีคำสั่งให้ฆ่าประชาชนครับ


ลองฟัง ผู้อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้น คือนักข่าวเนชั่นที่ถ่ายคลิปเหตุการณ์ไว้ได้ และนายสมร คนขับรถตู้คันเกิดปัญหา พูดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น



-------------------------------


จากปากคำให้การของรปภ. คอนโดมิเนียม

นายอเนก ชาติโกฎิ รปภ.ของคอนโดมิเนียมไอดีโอ เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุนายพัน ผู้ตายมาขอพักที่สำนักงานขายคอนโดมิเนียม โดยเวลาประมาณ 24.00 น.

ขณะนั่งเล่นหมากฮอสกับผู้ตาย ก็ได้ยินเสียงประกาศของทหารให้รถตู้หยุดแล่นเข้าไปในเขตพื้นที่ควบคุม ถ้าไม่หยุดจะยิง ต่อมามีเสียงปืนดังที่ละนัด ผู้ตายวิ่งออกไปดูเหตุการณ์ที่หน้าสำนักงานขายคอนโด

จากนั้นมีเสียงอาวุธปืนดังแบบการยิงอัตโนมัติติดๆกัน ผู้ตายวิ่งกลับเข้าไปบอกว่าถูกยิงแล้วล้มลง ขณะที่พบว่านายคมสันติ ผู้สื่อข่าวซึ่งบันทึกภาพเคลื่อนไหวขณะเกิดเหตุ ก็ได้ยินเสียงประกาศเตือนของทหารให้รถยนต์ตู้หยุด แล้วได้ยินเสียงปืนทีละนัด หลังจากนั้นจึงได้บันทึกภาพเคลื่อนไหวก็ได้ยินเสียงปืนยิงแบบอัตโนมัติ


---------------------

ผมขอสรุปแบบยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ นะ

สมมุติว่า ผมเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล  แล้วผมสั่งการให้ตำรวจสกัดจับคนร้ายที่กำลังขับรถฝ่าด่านได้ให้

สมมุติว่า ตำรวจยิงสกัดรถคนร้ายเพื่อหวังจะให้รถหยุด แต่กระสุนดันหลงไปโดนแม่ค้าฝั่งตรงข้าม จนแม่ค้าตาย

ถามว่า ผมมีเจตนาสั่งฆ่าแม่ค้าหรือไม่ ?

กรณีนายอภิสิทธิ์ กับนายสุเทพ ยังไกลว่าตัวอย่างที่ผมยกมาก เพราะทั้งสองคนเขาไม่ได้สั่งให้ไปยิงใคร

ส่วนทหารก็ทำไปตามหน้าที่ ตามประกาศ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ของศอฉ. เมื่อทหารสั่งให้รถหยุด แต่เมื่อรถไม่ยอมหยุดก็ต้องยิงสกัด ส่วนกระสุนลูกหลงไปโดนใครจนตาย ก็ต้องจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตไป



7 ธ.ค. 55 อภิสิทธิ์แถลงข่าวหลังรับทราบข้อกล่าวหาจากDSI


คลิกอ่าน เดียร์ ลูกสาวเสธ.แดง ยอมรับความจริงเถอะ อย่าโง่อีกเลย


วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ค้นพบวิธีแก้ปัญหาน้ำท่วมได้แล้ว







พี่น้องจังหวัดไหนที่โดนน้ำท่วม เพราะหลงเชื่อมั่นนังนายกปูงั่ง ว่าเอาอยู่ ก็จงหันมาใช้วิธีนี้แก้ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดพวกท่านเถิด

จะมัวเป็นนายกโง่ๆ อยู่ทำไม สู้ไปสูบน้ำท่วมช่วยชาวบ้านดีกว่า






นี่คือความสนใจโดนใจ และใส่ใจเป็นพิเศษของนายกหญิงของพวกฟายแดง








ระดับสมองของยิ่งลักษณ์ ควรใช้เธอทำงานแบบนี้จะเหมาะสมกว่าการให้มาเป็นนายก

นั่นก็คือ งานแบกหาม!!






สังเกตหน้ายิ่งลักษณ์ดูสิ มองไอ้เก่งแบบด่าในใจจริงๆ 555




ผ่านไปจนครบปีแล้ว ประชาชนหลายแห่งยังไม่ได้เงินเยียวยา จนต้องมาร้องเรียนถึงตัวยิ่งลักษณ์ ซึ่งเธอก็ทำได้แค่เพียง..


ดูสายตาของผู้ชายเสื้อฟ้าสิ เขามองด้วยสายตาเอือมระอา...



จริงๆ แล้ว นายกหญิงตัวจริงไม่ใช่ยิ่งลักษณ์หรอก แล้วใครล่ะ นายกหญิงตัวจริง ?








เฮ้ย!! แล้วนี่..อะไรวะ??


ควันหลงจากงานตลาดนัดฟายแดง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา


วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ชายญี่ป่นจบแค่ม.6 ยอดอัจฉริยะกังหันลม





รายการทางทีวีไทยที่ดีที่สุดในความคิดของผมตอนนี้คือ รายการดูให้รู้ ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาบ่าย3โมง ถึง บ่าย3โมงครั้ง จัดโดยคุณฟูจิ ฟูจิซากิ ( ฟูจิ ) ประธานกรรมการ TLS GROUP  โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นชื่อดังในไทย อาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นหนุ่ม ได้พาเราไปญี่ปุ่นที่มากกว่าแค่ไปเที่ยว

และรายการที่ผมขอแนะนำในตอนนี้ เราจะอึ้งว่า ทำไมคนญี่ปุ่นจบแค่ม.6 ถึงได้ฉลาด จนคิดค้นกังหันลมอัจฉริยะ แบบหลุดกรอบทฤษฎีเดิมๆ ออกไปได้

และเมื่อผมดูรายการตอนนี้จบแล้ว ผมถึงได้คิดต่อไปอีกว่า ทำไมนักวิชาการไทยมากมายเรียนมาสูงจนจบดร. แต่กลับโง่เหลือเกิน ผมสรุปได้ว่า เพราะพวกเรียนมาสูง มักอยู่ในกรอบเดิม ๆ ทางตำรา โดยเฉพาะนักการเมืองไทยที่เรียนมาสูงจนเป็นด๊อกเตอร์ มาทำงานรับใช้ชาติมากมาย แต่กลับไม่นำพาชาติไทยให้เจริญอย่างที่ควรเป็น

จนกระทั่งพวกนักการเมืองที่เรียนจบสูงๆ เหล่านั้นกลับพาชาติไทยให้ล่มจมจนเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 มาแล้ว สาเหตุนึงอาจเพราะ เรียนเศรษฐศาสตร์สูง ๆ มาจากฝรั่ง ก็เลยจมกับความคิดเดิม ๆ ที่เชื่อว่า ความคิดของพวกฝรั่งเก่งจนไม่ผิดพลาด สุดท้ายพวกดร. ทางเศรษฐศาสตร์ในบ้านเราก็ทำชาติพัง เพราะคิดในกรอบเดิมๆ ที่พวกฝรั่งมันสอนนั่นเอง

พูดง่ายๆ ว่าเดินตามก้นฝรั่งไปทั้งชาติ สุดท้ายก็โดนฝรั่งมันโจมตีค่าเงินจนพังทั้งประเทศ

รายการดูให้รู้ ตอนนี้เป็นอีกตัวอย่างของคนญี่ปุ่นที่เรียนไม่สูง แต่กลับคิดค้นอะไร ๆ ที่สุดยอดกว่าพวกที่จบสูงได้ อย่างเหลือเชื่อครับ

ตัวอย่างแนวคิดของชายญี่ปุ่นจบม.6ที่ผลิตกังหันลมผลิตไฟฟ้าแบบที่เหนือกว่าคนจบดร.จะคิดได้ เช่น

"คนเราหากทำงานโดยไม่คิดค้นสิ่งใหม่ๆ คนเราก็จะไม่ต่างอะไรจากหุ่นยนต์ ที่ทำงานไปตามกรอบคำสั่งและแนวคิดเดิมๆ"

"เพราะรู้ตัวว่าเรียนมาน้อย จึงต้องทดลองให้รู้แจ้ง คนเขาถึงจะยอมรับ"

"อาจเพราะผมเรียนมาไม่สูง จึงทำให้ผมคิดออกจากกรอบเดิมๆ ได้"

"ความจนไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจเสมอไป แต่เพราะความจนจึงทำให้ผมคิดอะไร ๆ ที่ประหยัดกว่าปกติได้"






วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

ไอ้เต้น แก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำได้แล้ว






เมื่อตอนเช้าที่ผ่านมา ผมโพสรูปนี้กะแซวๆ ไอ้เต้น เล่นๆ ตามนี้

"ในที่สุด ได้เต้นก็คิดวิธีแก้ปัญหาราคายางได้"




ตกตอนเย็นที่ผ่านมา ดันมีข่าวนี้

ไฟไหม้โกดังยางพาราโครงการประกันราคายาง สูญแล้วเกือบ 300 ล้าน!!



ไม่ใช่ว่า พวกฟายแดงมันเข้าใจว่า รูปที่ผมโพสเมื่อเช้า มุขล้อเล่นมันดันคิดว่าเป็นเรื่องจริงนะ แค่แซวไอ้เต้นเล่นๆ นะโว้ย หรือพวกฟายแดงมันดันเชื่อว่าไอ้เต้นมันสั่งจริง ๆ (แมร่งสมเป็นฟายแดงจริงๆ)

เอ๊ะ! หรือว่าไอ้เต้นมันเกิดเห็นรูปล้อนั้น มันเลยเก็ต แล้วแอบไปสั่งแล้วจริง ๆ หว่า ?? 555

ซึ่งตอนที่โพสนี้โกดังเก็บยางก็ยังไฟโหมไหม้อยู่ ยังไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมได้ อ่านข่าวต่อที่ http://astv.mobi/Ai6MhRn

ตอนนี้ก็กลัวแต่ว่า ในโกดังที่ไฟไหม้น่ะ มียางแผ่นอยู่ในโกดังจริงๆ หรือเปล่า?

เพราะเงินงบประมาณซื้อยางน่ะ งาบไปแล้วยัง รึว่า เผากลบหลักฐาน อ๊ะเป่า?555


-----------------


ไพร่เต้นมันถนัดขับแท๊กซี่มากกว่า แต่นังโง่ก็เจือกตั้งมันมาเป็น รมช.เกษตร
ตกลงนังโง่ผิด หรือไพร่เต้นมันเจือกไม่ใช่เรื่อง กันแน่หว่า ??

"ผมถนัดขับแท็กซี่ มากกว่าแก้ปัญหาราคายางครับพี่น้อง"




วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ชมคลิป ณัฐวุฒิรับปากแก้ปัญหาราคายางพารา ให้ได้กก.120 บาท





ตอนนี้ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กำลังแก้ตัวเป็นพัลวัน ว่าไม่เคยสัญญาว่า จะทำให้ราคายางพาราถึง กก.ละ 120บาท ก็อย่างว่าล่ะนะ คำพูดแกนนำฟายแดงมันดิ้นได้เสมอ ก็คงมีฟายแดงเท่านั้นที่โดนหลอกได้ซ้ำแล้วซ่ำเล่า นั่นแหละ 555

แต่ที่แน่ๆ ตอนมันเข้ากระทวงเกษตรวันแรก มันพูดทันทีเลยว่า นโยบายแรกที่มันต้องทำ คือแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ แถมบอกอีกว่า รัฐบาลอนุมัติงบไปแล้ว 1.5 หมื่นล้าน

ข่าวจากVoice Tv ระบุว่า

นายณัฐวุมิ กล่าวว่า "เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวเมื่อมีการขับเคลื่อนแล้วก็จะมีส่วนทำให้ราคายางน่าจะอยู่ที่ประมาณ 120 บาทต่อกิโลกรัมได้"

เดี๋ยวฟายแดง จะไม่เชื่อ เอ้าดู!!



แต่ในคลิป voice tv อาจไม่ชัด ลองไปดูคลิปจะจะ ของเนชั่นchannel ก็ได้

คลิป ณัฐวุฒิ รับปากจะแก้ปัญหาราคายาง จะทำให้ราคายางถึง120 บาท



ในคลิปของเนชั่น รมช. ณัฐวุติ พูดว่า "คาดการณ์กันว่า หลังจากมีมาตรการดังกล่าวแล้ว ราคายางก็น่าจะขยับตัวขึ้นไปกว่าปัจจุบันอีก น่าจะอยู่ในตัวเลขราวๆ 120 บาท/กก. แต่ทั้งนี้ และทั้งนั้น ต้องดูเหตุปัจจัยแวดล้อมทางด้านการตลาดด้วย หากทำให้สูงขึ้นกว่านั้นได้ แน่นอนที่สุดเป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร ก็จะต้องพยายามดูกันต่อไปครับ"

จากคำพูดของณัฐวุติ มีทีท่าเชื่อด้วยซ้ำว่า อาจทำให้สูงกว่า120บาทด้วยซ้ำ แต่มาวันนี้แก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำไม่ได้ ก็หาทางแหล ตลบแตลงว่าไม่เคยสัญญา

สงสัยคงจะโกหกสีขาวแบบนายกิตติรัตน์อีกแหงๆ ว่าตั้งเป้าไว้ก่อน ถ้าทำไม่ได้ก็ถือว่าไม่ผิด

ถุย!! รมช.สวะๆ ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ชั่งแม่มัน ไม่มีลาออก ไม่มีขอโทษ หน้าด้านอยู่ต่อไป แล้วไม่ต้องไปอ้างว่า ทีปชป. แก้ปัญหาไม่ได้ ทำไมไม่ลาออก

ก็พวกมรึงคุยนักคุยหนา ว่าดีกว่า พรรคปชป. พวกมรึงก็แสดงสปิริตให้สูงกว่าที่ปชป. สิวะ ไม่ใช่แก้ไม่ได้ ก็อ้างว่า คนอื่นยังไม่ลาออก ผมก็ต้องไม่ลาออกเหมือนกัน ถุย!!

กรูว่า คนอย่างมรึงไปควรขับแท๊กซี่น่าจะเหมาะสมกว่าเป็นรมช.นะ ไอ้เต้น !!?







วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

นโยบายยิ่งลักษณ์เอื้อคนรวยๆ ยิ่งขึ้น แต่ซ้ำเติมคนจนให้จนลง





(หมายเหตุ ยอดไลค์เคยมีอยู่เกือบ100 แต่เพราะเฟสบุ้คไม่เสถียรเลยหายไปหมด)


จำได้มั้ย ผมเคยวิเคราะห์ไว้เมื่ออาทิตย์ก่อนในบทความว่า รัฐบาลเพิ่มภาษีเหล้า บุหรี่ แต่จริงๆ คือการทำร้ายคนจน เพราะคนจนนั่นแหละที่ติดสิ่งเสพติดพวกนี้ที่สุด และไม่เลิกง่ายๆ ด้วย ในบทความ คิดตื้นไป ขึ้นภาษีเหล้า บุหรี่ ยิ่งขูดรีดคนจน 

และผมเคยวิเคราะห์ไว้ในเพจปัญญาชนคนใต้ไว้ว่า แต่รัฐบาลชั่ว กลับไปลดภาษีนิติบุคคลลง อ้างเพื่อสนับสนุนการลงทุน ซึ่งแท้จริงผลประโยชน์แอบแฝงให้ธุรกิจของตนเองด้วย

และสิ่งที่ผมคาดการณ์ไว้ก็เป็นจริง  เพราะข่าววานนี้ ฟอร์บจัดอันดับเศรษฐีไทย หลายคนคงได้อ่านแล้ว ซึ่งฟอร์บระบุว่า เศรษฐีไทยรวยขึ้น20 % จากปีที่แล้ว เพราะอะไรรู้มั้ย?


------------


เพราะ

ฟอร์บส์ระบุว่า "สาเหตุสำคัญที่ทำให้มหาเศรษฐีของไทยมั่งคั่งขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศลดอัตราภาษีประกอบการของบริษัทลงจาก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็น 23 เปอร์เซ็นต์ และจะลดลงอีกเหลือ 20 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2556 และ 2557 นอกจากนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยในปีที่ผ่านมาก็เพิ่มสูงขึ้นถึง 19 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ทรัพย์สินรวมของ 40 มหาเศรษฐีของเมืองไทยมีมากขึ้นเป็น 55,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.65 ล้านล้านบาท"

----------------

เป็นไงล่ะ ไอ้พวกฟายแดง พวกมึงจนลง เพราะEโง่ขูดรีดพวกมึงกับพวกเพิ่มขึ้นทุกทาง แต่กลับออกนโยบายให้พวกเศรษฐีแบบพวกมันรวยเอาๆ ไอ้ฟายแดง มรึงมันโง่ทำลายชาติจริงๆ

อย่างสินค้าในเครือซีพี ไปดูเหอะ มีอะไรถูกลงบ้าง แพงขึ้นมาตลอด

รัฐบาลมันเพิ่มค่าแก๊ส ค่าไฟฟ้า เพื่อปตท.จะได้กำไรเพิ่มขึ้น แล้วเป็นไง ใครจนลง ใครรวยขึ้น? มหาเศรษฐีเขารวยขึ้น แต่พวกมรึงฟายแดงจนลง (รวมทั้งพวกกรูด้วย)

ความโง่ของฟายแดง มันคงไม่รู้ตัวหรอกว่า โดนไอ้เหลี่ยมหลอกใช้

คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าวนี้





เจ้าสัวธนินท์ นำข้าวกล่องไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ดีนะที่ไม่เอาข้าวกล่องเซเว่นไปแจก

เมื่อวันที่ 6 กันยายน นิตยสารฟอร์บส์ ฉบับประจำเดือนกันยายน 2555 เผยแพร่ผลการจัดอันดับบุคคลที่รวยที่สุดในประเทศไทย 40 อันดับ ประจำปี 2555

ปรากฏว่าบุคคลที่รวยที่สุด 10 อันดับแรก ยังคงคล้ายคลึงกับการจัดอันดับเมื่อปีที่ผ่านมา โดยมี

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และครอบครัว โดยมีทรัพย์สินสุทธิ 9,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 270,000 ล้านบาท รั้งอันดับ 1 ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2553

ตามด้วยตระกูลจิราธิวัฒน์ ที่มีทรัพย์สินรวม 6,900 ล้านดอลลาร์ หรือราว 207,000 ล้านบาท แซงหน้านายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ที่มีทรัพย์สินรวม 6,200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 186,000 ล้านบาท

อันดับ 4 คือตระกูลอยู่วิทยา ซึ่งเพิ่งสูญเสียนายเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของฉายาเจ้าพ่อกระทิงแดง ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีทรัพย์สินรวม 5,400 ล้านดอลลาร์ หรือราว 162,000 ล้านบาท

อันดับ 5 เป็น นายกฤต รัตนรักษ์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก บรอดคาสติ้ง แอนด์ ทีวี 3,100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 93,000 ล้านบาท

อันดับ 6 นายจำนงค์ ภิรมย์ภักดี ประธานบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ และครอบครัว 2,400 ล้านดอลลาร์ หรือราว 72,000 ล้านบาท

อันดับ 7 นายวิชัย มาลีนนท์ และครอบครัว 1,800 ล้านดอลลาร์ หรือราว 54,000 ล้านบาท

อันดับ 8 นายอาลก โลเฮีย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโดรามา จำกัด 1,600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 48,000 ล้านบาท

อันดับ 9 นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ 1,200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 36,000 ล้านบาท และอันดับ 10 นายวาณิช ไชยวรรณ และครอบครัว เจ้าของกิจการบริษัท ไทยประกันชีวิต 1,160 ล้านดอลลาร์ หรือราว 34,800 ล้านบาท

ทั้งนี้ ฟอร์บส์ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมามหาเศรษฐีของไทยร่ำรวยขึ้นกว่าเดิม โดยมีทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้นปีละกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 2 ซึ่งส่งผลให้เกิดแนวโน้มการเดินทางออกไปลงทุนในต่างประเทศ หรือขยายกิจการออกไปในต่างแดนกันมากขึ้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ กรณีความพยายามแข่งซื้อหุ้นของบริษัท เอเชียแปซิฟิกบริวเวอรี่ (เอพีบี) ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี หรือกรณีที่นายธนินท์ให้ความสนใจกิจการค้าปลีกแมคของโคร และสมิธฟีลด์ ฟู้ด กิจการอาหารของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งการไล่ซื้อกิจการในต่างแดนของนายไกรสร จันศิริ เจ้าของกิจการไทย ยูเนียน ฟรอซเซน ที่อยู่ในอันดับ 25 ของการจัดอันดับในปีนี้

ในขณะที่นายอาลก ก็ไปเริ่มกิจการโรงงานผลิตโพลีเอทิลีนเทอเรพทาเลตในแอฟริกาเป็นรายแรก นอกเหนือจากที่นายวิลเลียม ไฮเนคเก้ เจ้าของไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (อันดับ 24) ก็ไปเปิดกิจการโรงแรมในอาบูดาบี และบาหลี เป็นต้น

ฟอร์บส์ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้มหาเศรษฐีของไทยมั่งคั่งขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศลดอัตราภาษีประกอบการของบริษัทลงจาก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็น 23 เปอร์เซ็นต์ และจะลดลงอีกเหลือ 20 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2556 และ 2557 นอกจากนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยในปีที่ผ่านมาก็เพิ่มสูงขึ้นถึง 19 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ทรัพย์สินรวมของ 40 มหาเศรษฐีของเมืองไทยมีมากขึ้นเป็น 55,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.65 ล้านล้านบาท


สำหรับอันดับที่น่าสนใจอื่นๆ มีอาทิ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงติดอยู่ในอันดับ 23 ของการจัดอันดับในปีนี้ โดยมีทรัพย์สินร่วมกับครอบครัว 600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 18,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ กิจการการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในไทยที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องได้ส่งผลให้มีเศรษฐีหน้าใหม่ติดเข้ามาใน 40 รายชื่อของปีนี้ 2 ราย คือนายเฉลิม หาญพิทักษ์ (อันดับ 33) เจ้าของกิจการในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ มีทรัพย์สินรวม 285 ล้านดอลลาร์ หรือราว 8,550 ล้านบาท และนายวิชัย ทองแตง อดีตทนายความประจำตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ (อันดับ 20)

ฟอร์บส์ระบุด้วยว่า ระดับของทรัพย์สินต่ำสุดในปีนี้ที่จะทำให้ติดอยู่ใน 40 อันดับของปีนี้นั้นอยู่ที่ 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6,000 ล้านบาท โดยที่นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แห่งจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ สามารถติดอยู่ตรงอันดับท้ายสุดพอดี อันเป็นผลจากกำไรในการถ่ายทอดสดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2012 ที่ผ่านมา 

ในขณะที่อดีตมหาเศรษฐีที่หลุดออกไปจากโผก็มีเช่น นายวิทย์ วิริยะประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอสเอสไอ, นางนิจพร จรณะจิตต์ เจ้าของโรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล และนายเปรมชัย กรรณสูต แห่งอิตัลไทย ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่ากรณีทรัพย์สินของนายเฉลียว อยู่วิทยา กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการจัดสรรให้กับลูกๆ ทั้ง 11 คน

ขณะเดียวกันฟอร์บส์ได้ประกาศการคัดเลือก 50 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ที่มีมูลค่าการตลาดอย่างน้อย 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรากฏว่ามีบริษัทสัญชาติไทยติดอยู่ในลิสต์เพียง 2 บริษัทเท่านั้น คือ ซีพีออล เจ้าของกิจการ เซเว่นอีเลฟเว่น ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ กับบริษัท อินโดรามา ซึ่งเป็นกิจการสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทย

โดยส่วนใหญ่แล้วบริษัทที่ติดอยู่ในรายการคัดเลือกมักเป็นบริษัทจากจีนมากถึง 23 บริษัท, อินเดีย 11 บริษัท โดยชนิดของธุรกิจที่ติดอยู่ในอันดับมากที่สุดคือ บริษัทด้านเทคโนโลยี ตามด้วยกิจการด้านการบริโภค



วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

ภารกิจตามหาเสี่ยตัน ภาสกรนที ประสบความสำเร็จ






หลังจากคุณรุ่งโรจน์ ไทยนิยม ได้เหรียญทองพาราลิมปิกเหรียญแรกให้คนไทย เมื่อหลายวันก่อน ผมก็ได้รีบส่งข้อความหลังไมค์ไปให้คุณตัน ภาสกรนที ทันที



ซึ่งผมได้นำข้อความที่ผมส่งให้คุณ โพสลงเฟซบุ๊คส่วนตัว และเพจสาธารณะ ด้วย ทำให้มีผู้แชร์ต่อไปอีก หลายครั้ง


มีบางคนไม่แน่ใจว่า ผมส่งจริงหรือไม่ ผมก็ยืนจากว่าส่งจริง จึงนำข้อมูลจากที่เก็บข้อความของผม มาแสดงให้ดูตามนี้





มีเพื่อนถามผมว่า จะไปเรียกร้องให้เขามาให้ทำไม?

ผมก็ตอบไปว่า เพราะผมอยากรู้ว่า  คราวที่แจกโอลิมปิกนั้น แท้ที่จริงคืองบค่าโฆษณาชาเชียว หรือให้จากความจริงใจ

ซึ่งผมเชื่อว่า สุดท้ายคุณตันก็ต้องให้ในที่สุด แต่แกจะให้แค่ 1ล้านบาทเท่านั้น แต่ตอนนี้แกคงจะรอกระแสให้แรงมากขึ้นก่อน

แต่สุดท้ายก็ยังเงียบฉี่ ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จากคุณตัน

------------------

วันต่อมาผมเลยโพสใหม่ ตามนี้



ความไม่เท่าเทียมกันยังมีอยู่จริงหรือไม่?

-----------------------------

ทีนี้ผมอยากให้ทุกคนเห็นว่า นักกีฬาปิงปองคนนี้น่าชื่นชมอย่างไร ก็เลยโพสยกย่องคุณวิโรจน์ ตามนี้


ขอเล่าเท่าที่ดูเรื่องเล่าเช้านี้ สรยุทธแกเล่าว่า คุณรุ่งโรจน์เหรียญทองพาราลิมปิกปิงปอง ซื้อบ้าน ผ่อนบ้านให้พ่อแม่ก่อนจะไปแข่ง เพราะมั่นใจว่า ได้เหรียญแน่ๆ และรอบรองกดดันมากกว่ารอบชิง พอเข้ารอบชิงได้ ก็เลยโกนหัวเอาฤกษ์เอาชัย หรือบนไว้ก็ไม่รู้ เพราะข่าวไม่ได้แจ้ง

เล่นปิงปองมาสิบปี จนได้เป็นมือ3ของโลก เคยแพ้คู่ชิงชาวสเปนคนนี้มาก่อนในรายการอื่น ๆ นักกีฬาสเปนเขาเป็นมือ1 ของโลก แถมมีความพิการน้อยกว่า คุณรุ่งโรจน์ด้วย

แต่คุณรุ่งโรจน์ ก็ไม่กดดันเลยในรอบชิง เพราะถือว่าเข้าชิงทำสำเร็จแล้ว และค่อนข้างมั่นใจว่าจะเอาชนะมือ1 ชาวสเปนในรอบชิงได้

เพราะคุณรุ่งโรจน์บอกว่า ตั้งแต่เข้าแข่งปิงปองมา เขาไม่เคยแพ้ใครติดกัน 2 ครั้งมาก่อน
สรยุทธ บอกว่า รัฐบาลจ่ายเหรียญทองพาราลิมปิกจากกองทุนนักกีฬา 4 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินสด2ล้าน และเงินเดือนทุกเดือนจนครบ2ล้าน

สรยุทธบอกว่า AIS ประกาศอัดฉีดเหรียญทองละ 4 แสนบาทแล้ว และสรยุทธ จะตามถามให้ว่าบริษัทไหนจะร่วมอัดฉีดอีก (โดยไม่เอ่ยถึงเสี่ยตัน)

ประเทศไทยไม่เคยได้เหรียญจากกีฬาปิงปองมาก่อนเลยสักเหรียญ ทั้งในโอลิมปิค เอเชี่ยนเกมส์ และพาราลิมปิค นี่คือคนแรก เป็นประวัติศาสตร์ของวงการปิงปองไทยครับ

-------------------

อีก2 วันต่อมา ทีมไทยได้เหรียญทองจากกีฬาประเภททีม คือทีมบ็อคเซีย อันนี้เจ๋งสุดๆ ครับ เพราะนักกีฬาจะมรความพิการมากกว่ากีฬาชนิดอื่นๆ

ทีมพาราลิมปิคไทย คว้าเหรียญทองที่2 จากประเภททีมบ็อคเซีย
เสี่ยตัน อยู่ไหน ออกมาเสียที เดี๋ยวจะช่วยซื้ออิชิตันกิน1กล่อง ^^



----------------------------

ต่อมาทราบข่าวว่า คุณตันได้ให้สัมภาษณ์กับASTV ว่า จะไม่ให้เงินแก่เหรียญพาราลิมปิก โดยเปรียบเทียบว่า คนเราคงจะทำบุญครบทุกวัดคงเป็นไปไม่ได้ ผมเลยนำบทสัมภาษณ์ของคุณมาโพสต่อในเฟซส่วนตัวซและเพจ ตามนี้

คลิปที่รูปเพื่อไปอ่านบทสัมภาษณ์เต็มๆ ของคุณตัน




ส่วนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ของคุณตัน


จากคำสัมภาษณ์ คุณตันแกสื่อความหมายว่า แกมีภาระเยอะ อย่ามาคาดคั้นกับแกเลย ไม่จำเป็นต้องแกทำอยู่คนดี คนอื่นๆ ก็ทำได้ แบ่งๆ กันไป


และหลังจากคุณตันให้สัมภาษณ์ทางผู้จัดการASTV ออนไลน์ ก็มีผู้มาแสดงความเห็นในทางลบต่อคุณตันเยอะมากๆ เหมือนที่พลอย เฌอมาลย์ โดนด่ามาแล้ว




สุดท้ายคุณตัน ทนกระแสกดดัน เรียกร้องไม่ไหว จนในที่สุดก็เกิดไอเดียว่า ต้องออกมาประกาศมอบเงินรางวัลอัดฉีดนักกีฬาพาราลิมปิกในอัตราเดียวกับที่ครอบครัวข่าว 3 ที่มีสรยุทธเป็นแกนนำ



ซึ่งจากที่คุณตันโพส ทำให้เราได้รู้ว่า เงินที่มอบให้นักกีฬาโอลิมปิกที่ผ่านมาเป็นเงินของบริษัทที่แกเคยไปเบียดเบียนมา ซึ่งสามารถนำไปคำนวณหักภาษีคืนได้2เท่าแต่ไม่เกิน10% ของกำไรของบริษัท ตามนโยบายใหม่ที่รัฐบาลออกกฎมาสดๆ ร้อนๆ 

ส่วนเงินพาราลิมปิก คุณตันได้ใช้เงินส่วนตัวจ่าย ซึ่งก็นำไปคำนวณหักคืนภาษีได้2 เท่าแต่ไม่เกิน10% ของรายได้สุทธิเช่นกันครับ 555

แปลง่ายๆ ว่า เฉลี่ยยอดเงินไป 2 แห่ง ก็ทำให้ยอดต่ำลง ก็๋จะหักได้เพิ่มขึ้น

ทีนี้หลายคนก็บอกว่า คุณตันเขาอยากจะให้ใครก็เรื่องของเขา คนที่ไปว่าเขา ไปกดดันเขา เคยให้เงินนักกีฬาเท่าคุณตันหรือไม่?

ผมตอบให้ก็ได้ครับว่า ที่กระแสสังคมเขากดดันคุณตัน (รวมทั้งตัวผมด้วย) เพราะเขายังคาใจกับการจ่ายเงินเหรียญโอลิมปิกของคุณตันว่า ที่ทำไปเพื่อแอบแฝงโฆษณาสินค้าหรือไม่? หรือให้ด้วยใจจริงคุณตัน

และบริษัทห้างร้านไหนๆ เขาก็ไม่ชิงสร้างกระแสจนเด่นดังเท่าคุณตัน เพราะคุณตันสร้างบรรทัดฐานกับนักกีฬาโอลิมปิกไว้สูงมาก สังคมเลยคาดหวังกับคุณตันสูงตามไปด้วย

แถมสังคมก็เลยอดเห็นใจนักกีฬาพิการไม่ได้ เพราะก็ฝึกซ้อมหนักเหมือนกัน แต่กลับได้ไม่เท่ากัน จนเกือบจะไม่ได้

ผมเองก็อยากให้นักกีฬาพาราลิมปิกได้บ้าง และคุณตันนี่แหละ ที่ผมมั่นใจว่า สุดท้ายยังไงคุณตันก็ต้องให้ในที่สุด เพราะคุณตันเป็นคนมีน้ำใจ แม้จะให้น้อยกว่าเหรียญโอลิปิกก็ตาม

ซึ่งหากไม่มีกระแสสังคมร่วมกันกดดัน นักกีฬาพาราลิมปิกก็คงไม่ได้ขวัญกำลังใจจากคุณตันจริงหรือไม่?

และถ้าคราวนี้คุณตันไม่ให้ ก็เท่ากับ 35 ล้านที่คุณตันให้นักกีฬาโอลิมปิกไปแล้ว ก็แทบจะสูญค่าไปเลยในสายตาคนทั้งประเทศไปเลย!!

ถึงยังไง ผมก็ต้องขอขอบคุณคุณตัน ภาสกรนที ที่ยังอุตส่าห์กลับใจ กลับมาให้รางวัลอัดฉีดแก่นักกีฬาพาราลิมปิกครับ

ผมมั่นใจว่า คุณตันจะได้เป็นข่าวหน้า1 อีกครั้ง จะได้เป็นข่าวให้คุณสรยุทธพูดถึงในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ อย่างแน่นอนครับ ขอขอบคุณคุณตัน ด้วยครับ

ยินดีด้วยครับคุณตัน ได้ขึ้นหน้า1 ไทยรัฐแล้ว และเรื่องเล่าเช้านี้ก็ได้ออกแล้วเช่นกัน








ล่าสุดเหรียญทองที่ 3 จากคุณสายสุนีย์ จ๊ะนะ ในกีฬาฟันดาบ




--------------------------------------

บทสรุปที่ผมได้จาก กรณีคุณตัน กับเงินรางวัลอัดฉีดนักกีฬาก็คือ



วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ด่วน!! พบสาเหตุทายาทกระทิงแดงขับชนตำรวจแล้ว






การที่ทายาทกระทิงแดง ลูกชายเจ้าสัวเฉลิม อยู่วิทยา ขับรถชนตำรวจตาย ด้วยสปอร์ตสุดหรู เฟอร์รารี่ แถมชนแล้วยังลากไปไกลกว่า 200 เมตรนั้น แสดงให้เห็นเลยว่า เขาขาดการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่อย่างมาก เพราะ ลูกผู้ชายตัวจริงกระทิงแดง ต้องกล้าทำกล้ารับ

แต่นี่ชนแล้ว กลับหนีความผิด แถมยังจะให้พ่อบ้านที่ดูแลรถในบ้าน มาเป็นแพะรับผิดแทนในตอนแรก ยิ่งแสดงให้เห็นว่า รวยแต่ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมมากๆ

หากเป็นคนจนที่ขับรถไปชนแล้วหนี ผมจะคิดว่าไม่แปลกเท่าไหร่เลย เพราะยังพอเข้าใจว่า คนจนทั้งกลัวความผิด ทั้งกลัวต้องจ่ายเงินค่าชดใช้ ก็เลยต้องหนี

แต่นี่เป็นลูกของอภิมหาเศรษฐีตระกูลอยู่วิทยา เจ้าของแบรนด์กระทิงแดง เครื่องดื่มชูกำลังอันดับ1 ของโลก แต่พอชนคนอื่นกลับหนีอย่างน่าเกลียด นั่นแสดงให้เห็นถึงการขาดการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่มากๆๆๆ

หากตอนเกิดเหตุ ชนแล้วหยุด แล้วลงมาดูตำรวจผู้เคราะห์ร้าย ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และยอมรับผิดไว้ก่อน จะไม่มีถูกตำหนิเท่าตอนนี้หรอก เพราะยังไงครอบครัวกระทิงแดง ก็มีกำลังทรัพย์พอที่จะเยียวยาผู้เคราะห์ร้ายได้เต็มที่อยู่แล้ว

ผู้ก่อเหตุอายุตั้ง27ปีแล้ว เลยวัยรุ่นมาแล้ว เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว จะมาอ้างแถๆ แบบที่แพรวาเคยอ้าง คงจะฟังไม่ขึ้น ว่าตัวเองยังเด็ก อยู่ในภาวะตกใจมาก เลยกลับไปตั้งหลักที่บ้านก่อน

พี่สะใภ้ตำรวจผู้ตาย กล่าวว่า "ตอนแรกที่ชน ทำไมถึงไม่ลงมาดู เขาอาจแค่บาดเจ็บเท่านั้น อาจไม่ต้องตายก็ได้ แต่นี่ลากผู้ตายไปไกลอีกตั้ง 200 เมตร!!"

คดีทายาทรุ่นหลานของกระทิงแดง ที่ขับรถชนตำรวจจนตาย แล้วหนีน่ะ

ผมบอกตามตรง ต้องโทษพ่อแม่ของเขามากที่สุด ที่ไม่สั่งสอนลูกว่า ผิดอย่าหนี ถ้าไม่หนีรูปคดีจะง่ายและดีกว่านี้มากๆ แถมจากคนด่า จะกลายเป็นคนเห็นใจ เพราะอุบัติเหตุย่อมเกิดได้ แต่สำคัญที่สุดคือ ยอมรับผิด และรีบแสดงความรับผิดชอบ

คดีนี้ผมมั่นใจว่า จะไม่เหมือนคดีแพรวา ตรงที่ กระทิงแดงคงจ่ายเยียวยาเต็มที่แน่ๆ

และคดีนี้น่าจะเป็นผลกระทบในทางที่ดีไปถึงผู้เคราะห์ร้ายในคดีแพรวาแน่ๆ เพราะหากกระทิงแดงเยียวยาเต็มที่

ครอบครัวแพรวา ต้องซวยหนักขึ้นแน่ๆ คือ ต้องจ่ายหนัก!!


และผมคิดว่า เจ้าสัวเฉลิม ผู้พ่อคงรีบจ่ายเยียวยาญาติผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ก่อนที่ครอบครัวตำรวจจะฟ้องแพ่ง และจ่ายเพื่อช่วยให้ลูกรอดคุกในคดีอาญา หาเหตุบรรเทาโทษ เพราะอายุ27 แล้ว แถมชนแล้วหนีด้วย

ถ้าไม่มีเหตุให้ศาลเมตตา อาจติดคุกได้ เพราะหลายคดีเหลือเกิน คือชนแล้วหนี แถมลากผู้ตายไกล200เมตรอย่างไร้ความเมตตา แถมแจ้งความเท็จในตอนแรกอีก

เจ้าสัวเฉลิมคงจ่ายเพื่อช่วยลูกให้รอดครับ และเพื่อรักษาภาพลักษณ์กระทิงแดงครับ พวกมหาเศรษฐีเขาคงคิดแบบนี้

-----------------------

เฟอร์รารี่ ของทายาทกระทิงแดง รุ่นไหนที่ขับชนตำรวจ?

ก็รุ่นนี้แหละครับ




และนี่คือสภาพเฟอร์รารี่ คันก่อเหตุ ที่ตำรวจตามไปยึดได้ถึงที่บ้านกระทิงแดง



---------------

ผบ.ชน. โชว์ออฟ

คือใครๆ ก็รู้ว่า ผบ.ชน. คนนี้ เด็กใคร? เข้ามารับตำแหน่งนี้เพราะอะไร? แถมได้วิชาการตลาดมาจากนายใหญ่อย่างดี คือ คดีดังต้องออกมาแถลงข่าวออกทีวีเองมากกว่าอดีตผบ.ชน. ที่ผ่านๆ มา ที่มักให้รองผบ.ชน.แถลงข่าวมากกว่า

มาคราวนี้ คดีดังระดับนี้ มีรึจะไม่รีบออกมาโชว์ออฟ



ผบ.ชน. คำรณวิทย์ ทำกร่างอวดกล้อง "ผมไม่เกรงกลัวว่าจะใหญ่แค่ไหน ลูกน้องผมตาย ผมไม่ยอมหรอก ถ้าผมยอม สู้ผมลาออกจากตำรวจดีกว่า "

ถุย!! พูดสร้างราคาอัพค่าตัวมากกว่ามั้ง ?

ผมเห็นมาแทบทุกคดีที่ผ่าน ๆ มา นายตำรวจใหญ่มักชอบออกมาโชว์ออฟแบบนี้ทั้งนั้น แต่พอกระแสข่าวเริ่มซา ไอ้ที่เคยออกมากร่างทำใหญ่ เห็นหายเงียบทุกที ดูคดีดาบยิ้มสิ ไอ้ปื๊ดอยู่ไหนล่ะ??

ถุย เดี๋ยวถ้ามหาเศรษฐีเอาบัญชีต่างประเทศสัก20ล้าน อุดปากให้ เดี๋ยวแมร่งก็เงียบกันหมดนั่นแหล่ะ

แล้วพอรู้ว่าคดีนี้จะดัง แมร่รีบเอาหน้า พากองกำลังตำรวจบุกไปค้นบ้านกระทิงแดง 300 นาย มันจะเอาตำรวจไปทำไมมากมายก่ายกองขนาดนั้นวะ

นอกจากอยากดัง อยากได้หน้า อัพค่าตัวนั่นแหละวะ มีแต่พวกฟายแดงเท่านั้นที่ รู้ไม่เท่าทันมัน

ถ้าคนเป็นตำรวจตงฉิน ไม่เห็นแก่เงินจริงๆ คงไม่ไปรับใช้ตระกูลไอ้เหลี่ยม แบบนี้หรอกวะ ถุย!! อีกที


ในห้องทำงานคำรณวิทย์ ติดรูปทักษิณประดับยศให้ พร้อมกับคำว่า "มีวันนี้ เพราะพี่ให้"


วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

เมื่อนายทุนรุกรานสมุทรสงคราม ทำลายวิถีดั้งเดิม ?







บทความต่อไปนี้ ผมจะรวบรวมที่ผมโพสในเฟซบุ้คที่ผมโพสไว้ มานำเสนอครับ

สมุทรสงครามแต่เดิมในอดีต ผู้คนไม่ให้ความสนใจมาท่องเที่ยวเท่าไหร่ ทำให้สมุทรสงครามจึงไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวชื่อดังเหมือนอย่างจังหวัดอื่นๆ เป็นแค่เมืองสวนมะพร้าว เมืองน้ำตาลมะพร้าวลือชื่อเท่านั้น

ก็เพราะแต่เดิมวิถีริมน้ำภาคกลางที่ไหนๆ ก็มี แต่พอวิถีริมน้ำในจังหวัดอื่นๆ ถูกทำลายไป ผู้คนจึงสนใจหันมาเที่ยวสมุทรสงครามกันมากขึ้น จนบูม

แต่ถ้าสมุทรสงครามต้องเปลี่ยนแปลงตามกระแสทุนนิยมไปเหมือนที่อื่นๆ อีก ก็คงน่าสนใจน้อยลง เพราะไม่อาจรักษาเอกลักษณ์เดิมของตนไว้ได้ แล้วคลองอัมพวาก็จะเป็นดั่งคลองภาษีเจริญแห่งกระทุ่มแบน สมุทรสาคร ที่เน่าจนไม่อาจลงไปเล่นน้ำได้อีก หรือเป็นดั่งคลองแสนแสบในกรุงเทพฯ นั่นแหละ

ยิ่งตอนนี้เริ่มมีโรงงานอุตสาหกรรมรุกรานเข้ามาตั้ง เพราะหนีน้ำท่วมภาคกลางเข้าไปตั้งกันหลายโรงงานแล้ว ทำลายสิ่งแวดล้อมอยุธยายังไม่พอ ขอไปทำลายที่แม่กลองต่ออีก ซึ่งต่อไปสวนมะพร้าวก็อาจจะไม่เหลือ คงจะมีแต่โรงงานและหมู่บ้านจัดสรรเต็มไปหมด ต่อไปก็คงไม่ต่างอะไรกับสมุทรสาคร และสมุทรปราการ ในวันนี้

เอ้าอยากเจริญกันเข้าไป แต่นายทุนรวยที่สุด หากไม่เชื่อไปดูระยองเป็นตัวอย่างได้ ตอนนี้สิ เป็นไง เด็กระยองมีค่าสารตะกั่วในเลือดสูงกว่าจังหวัดอื่นไปแล้ว


ศิลปินมาเก็บภาพวิถีเก่าๆ เอาไว้ ก่อนที่จะหายไปในอีกไม่กี่วันนี้

ความคิดนายทุน "ผมจะมาสร้างความเจริญให้ชาวอัมพวา ให้สวยงาม ที่นี่จะมีที่พักชั้นดีให้นักท่องเที่ยว สร้างงานสร้างเงินให้คนในพื้นที่ บ้านเรือนซ่อมซ่อเก่าๆ ผมจะรื้อสร้างใหม่ให้สวยงาม ไม่ทรุดโทรม ตลาดน้ำอัมพวาจะศิวิไลซ์ ทัดเทียมนานาอารยะประเทศ"

แต่ความจริงพวกนายทุนมันหารู้ไม่ว่า ถึงจะโทรม ถึงจะเก่า แบบโบราณบ้านๆ มันก็คือความงดงามในวิถีชาวบ้าน มันคือเสน่ห์ มันเป็นความงดงามที่หาได้ยากแล้ว

ต่อให้บ้านริมน้ำ มันจะเก่า มันจะพัง ก็ปล่อยให้ชาวบ้านเขาคิดแก้ไขกันเอง ถ้าชาวบ้านไม่มีทุน องค์กรส่วนท้องถิ่นก็ควรเข้ามาดูแล ถึงจะคงความเป็นวิถีชาวบ้านไว้ได้

นักท่องเที่ยวที่ไปอัมพวา เขาต้องการไปดูวิถีชาวบ้าน ไม่ใช่ต้องการไปดูโรงแรม5ดาว ของโคตรพ่อโคตรแม่นายทุน

เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาพื้นที่ แต่ต้องให้ชาวบ้านมีส่วนรวมตัดสินใจอย่างแท้จริง และแม้จะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา ก็ต้องให้เป็นไปแนวภูมิสถาปัตย์เดิมที่ไม่ขัดกับภูมิสถาปัตย์ท้องถิ่นเดิมที่มีอยู่ ที่เรียกว่า ทัศนียภาพอุจาดขัดแย้งกับวิถีเดิม จึงจะเรียกว่า การพัฒนาเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

เมื่อตอนบ่ายผม ดูรายการเวทีสาธารณะ ทางทีวีไทย ชาวอัมพวาที่บ้านติดโรงแรมเล่าว่า เรือบริการนำนักท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวมาดู พอเห็นโรงแรมกำลังสร้าง

ไกด์บอกนักท่องเที่ยวว่า "This is the five star hotel."
นักท่องเที่ยวฝรั่ง ตะโกนสวนกลับทันที "Get out!!"

ความร่ำรวยจากการท่องเที่ยวที่เข้ามาทำลายวิถีชนบท นี่คือความคิดของพวกนายทุนที่มีรัฐบาลนายทุนสนับสนุน คือมุ่งแต่เห็นเงินคือสิ่งสำคัญที่สุด มุ่งแต่ตัวเลขGDP โดยไม่สนอนุรักษ์วิถีความเป็นไทย

โรงแรมนี้สร้างขึ้นมาโดยอาศัยช่องว่างกฎหมาย ไม่มีการทำประชาพิจารณ์ที่ถูกต้อง  เป็นเพียงการทำประชาพิจารณ์หลอกๆ แค่ถามชาวบ้านที่ตัวเองเกณฑ์มาด้วยเงินแค่100คน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่ไม่รู้เห็นเรื่อง




เพราะอะไร ถึงมีนายทุนเข้าไปได้ ?

ที่จริงกระแสอัมพวาเริ่มเสื่อมโทรมลงมาประมาณ3-4ปีที่ผ่านมา จากการท่องเที่ยวเชิงทำลาย เพราะห้องเช่าริมน้ำ เริ่มมีคนจากในเมืองเข้ามากว้านเช่าในราคาสูง ทำให้ผู้เช่าเดิมอยู่ไม่ได้

ต่อมา ก็มีร้านค้า คาราโอเกะ ร้านค้าที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียงยามค่ำคื่น เข้ามาทำลายความเงียบสงบ ทำให้ชาวบ้านเก่าๆ ก็เริ่มอยู่ไม่ได้ เพราะนักท่องเทียวแห่มาเที่ยวจนหนวกหู

มีเรือบริการนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น มีเรือพาไปดูหิ่งห้อย จนชาวบ้านที่อยู่ใกล้จุดชมหิ่งห้อย เริ่มทนไม่ไหว เพราะหนวกหู

ต่อมาแม้จะให้เรือหางยาวดับเครื่องก่อนเข้าจุดชมหิ่งห้อย แต่เสียงจากนักท่องเที่ยวที่มีมาก จำนวนเรือที่มีมาก รบกวนความสงบของหิ่งห้อย จนหิ่งห้อยก็เริ่มน้อยลง เพราะควันเรือ และเสียงรบกวน

ต่อมาตลิ่งริมฝั่งน้ำเริ่มพัง จากการกัดเซาะจากคลื่นของเรือยนต์

ต่อมามีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง กลับกลายเป็นการทำลายชีววิทยาริมน้ำ กุ้ง หอย ปูปลา เขาไปวางไข่ริมน้ำไม่ได้

เมื่อมีชาวบ้านที่เริ่มเบื่อทนไม่ได้กับวิถีที่เปลี่ยนไป จึงเริ่มทยอยย้ายบ้านหนี ขายที่ทิ้ง มากขึ้นเรื่อยๆ

แม้คนขายที่จะมีน้อย แต่จำนวนน้อยเหล่านี้ นี่แหละ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่เริ่มรับผลกระทบ จากการรุกรานของนายทุนที่เริ่มเข้ามากว้านซื้อที่ คุณคิดดูว่า แม้คุณไม่อยากขายที่ แต่อยู่ๆ มีโรงแรม และโรงงาน เข้ามาอยู่ติดบ้านคุณ คุณจะทนอยู่ได้ต่อไปหรือไม่?

ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นเสมือนโดมิโน่ที่ล้มลง ทำให้มีชาวบ้านต้องทยอยขายที่ หนีการรุกรานของกระแสนายทุนไป

ย้ำ!! ว่า รายการเวทีสาธารณะ ทีวีไทย ได้พูดคุยกับชาวบ้านในเรื่องนี้แล้ว ชาวบ้านต่างบอกว่า เพราะข้าราชการเอื้อให้นายทุน นโยบายรัฐบาลไม่ปกป้อง ทำให้ชาวบ้านจึงอยู่ยาก

นั่นเพราะผังเมืองเก่าหมดอายุ แล้วข้าราชการเลวๆ ก็เอื้อนายทุน อีกทั้งกฎหมายผังเมืองมันห่วย เมื่อผังเมืองใหม่ยังไม่ออกมา ก็ควรให้ผังเมืองเก่ามีผลบังคับใช้ชั่วคราวไปก่อน ไม่ใช่ผังเมืองเดิมหมดอายุ เลยกลายเป็นช่องว่างให้พวกนายทุนหน้าเงินเข้ามากว้านเงินซื้อที่จากชาวบ้านที่โลภบางคนได้

ที่สำคัญ ห้องเช่าริมน้่ำของตลาดน้ำอัมพวา ลูกหลานเจ้าของที่ดิน เมื่อได้ที่ดินจากรุ่นพ่อรุ่นแม่มา เขาเห็นเงินหลายร้อยล้านมาวางตรงหน้า ก็เลยขายที่ดินตรงห้องเช่านั้นไป

เรื่องแบบนี้เคยเกิดกับสมุทรสาคร และสมุทรปราการมาแล้ว อย่างเช่นเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนจังหวัดสมุทรสาคร ก็สวยงามตามแบบวิถีชาวนา ชาวสวน ไม่แพ้สมุทรสงคราม แต่เพราะวิถีความเจริญของเมือง คืบคลานเข้าไป มีโรงงานอุตสาหกรรมเข้าไปตั้งมากขึ้น ก็ตามมาด้วยหมู่บ้านจัดสรรที่นายทุนเริ่มกว้านซื้อที่จากชาวบ้าน สุดท้ายในวันนี้สมุทรสาครก็ไม่เหลือวิถีงดงามหลงเหลืออีก





ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดให้ดูอีกอย่างนึง อย่างจังหวัดนนทบุรี ที่สวนทุเรียนเมืองนนท์หมดไปเกือบหมด เพราะมีลูกหลานชาวสวนรุ่นหลังไม่ได้ทำสวน ก็เลยขายทีดิน ทีนี้ชาวสวนรายอื่นที่ไม่ได้อยากขาย แต่จำต้องขายตามไปด้วยเพราะอะไร?

ก็เพราะ น้ำเสียจากชุมชนหมู่บ้านจัดสรรเข้ามา สวนทุเรียนเลยอยู่ไม่ได้ครับ

บางสวนก็โดนหมู่บ้านล้อมไว้หมด โดนถมคูคลองเดิมไป ทีนี้สวนที่ไม่ได้ขาย ก็ไม่มีแหล่งน้ำสำหรับทำสวน ทำให้เหมือนถูกบีบให้ขายที่ดินไป ทั้ง ๆที่ ไม่ได้อยากขาย

หากชาวสวนทุเรียน100 เจ้า ถ้ามีแค่10เจ้าขายที่ดินให้หมู่บ้านจัดสรรไป สวนทุเรียนที่เหลืออยู่ ก็เริ่มจะอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ มันยากที่ชาวสวนจะรอดจากกระแสทุน หากไม่มีนโยบายจากภาครัฐมาช่วย

แต่ถ้าสวนไหนโชคดีอยู่รอดไปได้ ทุเรียนจากสวนนั้น ๆ ก็จะแพงมาก ทุเรียนเมืองนนท์ผลนึงเริ่มต้นที่ราคา 3พันบาท ไปจนถึงหมื่นบาท

แต่ตอนนี้โชคร้ายเหลือเกิน น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ทำให้สวนทุเรียนเมืองนนท์ ไม่เหลือเลย โดนท่วมหมด
แต่เจ้าของสวนทุเรียนที่เหลือ ก็ยังคิดจะสู้ต่อไป ขอฟื้นฟูสวนทุเรียนเมืองนนท์ให้กลับมาอีกครั้งครับ


-------------------------------

ตลาด100ปี สามชุกคือตัวอย่างที่ดี

ขอยกตัวอย่างการพัฒนาแนวอนุรักษ์อย่างยั่งยืนให้ดูสักหนึงตัวอย่าง นั่นก็คือ ตลาด100ปี สามชุก สุพรรณบุรี

แต่เดิมตลาดสามชุกเกือบเป็นตลาดร้าง เพราะกระแสห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่ เริ่มเป็นที่นิยม ประชาชนชอบไปเดินห้างมากกว่าเดินตลาด

แล้วทำไม เดี๋ยวนี้ตลาดสามชุกกลับมาบูมได้อีกครั้ง ? แถมได้รับรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2552 จากองค์การยูเนสโก อีกด้วย

ผมจะบอกว่า ตลาดน้ำอัมพวา ก็เช่นเดียวกัน สามารถพัฒนาให้ทันสมัยพร้อมกับการอนุรักษ์สิงดีๆ เก่าๆ ให้คงอยู่เช่นกันครับ

อ่านบทความเรื่องตลาด100ปี สามชุก เพิ่มเติมที่ http://astv.mobi/AzuSjMV





--------------------------

คนในเมืองเห่อเที่ยววิถีชนบท วิถีธรรมชาติ

คนไทยแห่ไปหลวงพระบาง เพราะหลงใหลความสวยงาม และวิถีเดิมๆ ที่ยังคงอยู่

แต่คนไทยรุ่นเก่าๆ ยังบอกว่า เชียงใหม่ และหลายๆ เมืองทางเหนือของไทย ในอดีตสวยกว่าหลวงพระบางอีก

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น??

การพัฒนาความเจริญ ไม่ใช่จะต้องมีโรงแรมหรู หรือตึกสูงๆ แบบกรุงเทพฯ

ทุกวันนี้ ประเทศไทยอยากพัฒนาให้ต่างจังหวัดกลายเป็นเหมือนกรุงเทพฯ เหรอ?
เราต้องการเช่นนั้นกันจริงๆ เหรอ??

เช่นทำไม วันนี้ ปาย ไม่สงบเหมือนเดิม และความสวยงามของปาย ก็กำลังเปลี่ยนไป เราอยากให้ปายกลายเป็นแบบเชียงใหม่วันนี้กันเหรอ?

วิถีชนบท ถูกวิถีเมืองที่อ้างความเจริญเข้ามากลืนกิน ร้านเบียร์ ร้านคาราโอเกะ ผุดเข้ามาแทน วิถีชนบทที่เงียบสงบ ??

เหมือนดั่งที่เกิดขึ้นในพัทยา สมุย ภูเก็ต และอีกหลายจังหวัด เพราะไทยเราเน้นแต่ปริมาณนักท่องเที่ยว แต่ไม่เน้นคุณภาพนักท่องเที่ยว อีกทั้งคุณภาพจิตใจคนไทยก็เริ่มเสื่อมถอยลง เพราะคำว่า เงิน สำคัญที่สุดนี่แหละ

อ่านข่าว สื่อนอกการท่องเที่ยวของไทยกำลังดิ่งเหว รบ.สนใจแต่ “ปริมาณ” นักท่องเที่ยว มากกว่า “คุณภาพ”

--------------------------


ทีนี้หลายคนอาจไม่เชื่อ ที่ผมเขียนเล่ามา จึงขอแนะนำใหดูรายการทีวีสาธารณะ ต่อเองแล้วกัน และถ้าคุณเลือกจะไม่เชื่อผม ก็ไม่เป็นไร ผมเองแม้เสียดายเสน่ห์อัมพวา แต่ถ้าประเทศนี้เขาชอบกระแสทุนนิยมแบบลัทธินายทุนมากกว่า ก็คงต้องปลง





ซึ่งถ้าใครได้เคยดูหนังฮอลีวู้ดหลายๆ เรื่อง ก็มีเรื่องทำนองนี้อยู่หลายเรื่องเหมือนกัน เช่นนายทุนมากว้านซื้อที่ดินห้องสมุด ที่ดินโรงเรียน จากเจ้าของที่ดินที่เห็นแก่เงิน แล้วก็ไปจ่ายเงินใต้โต๊ะให้ทางเทศมนตรี ก็เพื่อสร้างสปอร์คอมเพล็กซ์ จนประชาชนต้องออกมาประท้วงค้ดค้าน ฮอลีวู้ดยังมีหนังทำนองนี้หลายเรื่อง นั่นแสดงว่า ปัญหาเกี่ยวกับนายทุนมันมีอยู่ทุกประเทศจริงๆ


ที่จริงประเด็นต่อต้านโรงแรมของคุณชูชัย คงไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับการที่จะปกป้องไม่ให้เกิดกรณีแบบนี้ขึ้นซ้ำอีก เพียงแต่ประเด็นโรงแรมของคุณชูชัย เป็นจุดเด่นทีเห็นชัด ซึ่งตอนนี้สมุทรสงครามก็มีโรงงายอุตสาหกรรมเข้ามาบุกรุกแล้ว ทั้งๆ ที่ผังเมืองเดิมที่หมดอายุไป ให้สมุทรสงครามเป็นพื้นที่สีเขียว ห้ามมีโรงงานอุตสหากรรม



คลิกอ่าน ต้องมีหัวใจประชาธิปไตยก่อน ถึงจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง